"จดหมายลับจากกองทัพพยัคฆ์ประจิม... ช่างเขียนบทกวีกล่าวโทษข้าได้น่าอ่านยิ่งนัก"
ซีกหน้าคมสันภายใต้เงาหมวกมงกุฎหยกสลักลายมังกรห้าเล็บมิได้บ่งบอกความตระหนกแม้แต่น้อย เฟยหลง—ฉีอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เทพสงครามแดนเถื่อน’ ขยับปลายนิ้วเคาะโต๊ะไม้จันทน์แดงในท้องพระโรงอย่างจังหวะจะโคน ทุกเสียงก้องกังวานดั่งเสียงกลองศึกที่บีบเค้นหัวใจขุนนางนับร้อยในที่ประชุม ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงกว้างใหญ่ราวกับป่าช้า ไอร้อนระอุจากความตึงเครียดคุกรุ่นจนแทบได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานราคาแพง
กลางลานหยกขาวเบื้องล่างร่างของแม่ทัพรองผู้หนึ่งกำลังหมอบกราบด้วยตัวสั่นเทา ชายผู้นั้นชูฎีกาอาญาชุ่มหมึกสีชาดขึ้นเหนือหัว มือที่สั่นระริกสะท้อนความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดเบื้องบนอย่างปิดไม่มิด
"ทูลฝ่าบาท! ฉีอ๋องสมคบคิดกับชนเผ่าทางเหนือ ลอบส่งเสบียงและแผนที่ค่ายกลคูเมืองแลกกับม้าศึกหมื่นตัว หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หาใช่การใส่ความไม่พ่ะยะค่ะ!" เสียงของเสนาบดีกรมพิธีการดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาของขุนนางเฒ่าประกายความเจ้าเล่ห์ ยามเหลือบมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักฝั่งตรงข้าม
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเย่อหยิ่งของขุนนางฝ่ายตรงข้ามจนสะดุ้งเฮือก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองเหล่าสุนัขรับใช้ที่พร้อมใจกันเห่าหอนตามกลิ่นผลประโยชน์ เขารู้อยู่เต็มอกว่านี่คือหมากตานี้ถูกวางไว้เพื่อตัดแขนตัดขาเขาให้พิการก่อนการประชุมใหญ่สภาขุนนาง ทว่าสิ่งที่เขานึกไม่ถึง... กลับมิใช่เล่ห์เหลี่ยมของพวกมดปลวกเหล่านี้ แต่เป็นร่างบอบบางในชุดคลุมผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวออกมาจากแถวขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างไม่เกรงกลัวต่ออาญาแผ่นดิน
หลี่เหมยฟาง...
สตรีผู้มีดวงตากระจ่างใสดั่งหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ทว่ากลับซ่อนคลื่นพายุไว้เบื้องหลังความนิ่งสงบ นางไม่ได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ฉีอ๋องดังที่ทุกคนคาดคิด หากแต่ก้าวขึ้นมาหยุดยืนตรงหน้าพระพักตร์ ค้อมกายคารวะด้วยกิริยาอาการที่งดงามไร้ที่ติ ท่วงท่าสง่างามราวนางพญาหงส์ที่หลงเข้ามาในฝูงกาเผือก
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันหลี่เหมยฟาง ขอใช้สิทธิ์แห่งผู้ตรวจการคลังชั่วคราว ตรวจสอบความถูกต้องของฎีกาฉบับนี้เพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและทรงพลังพอที่จะหยุดเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าขุนนางได้ทันที
เสนาบดีกรมพิธีการหน้าถอดสี รีบก้าวออกมาขวาง "สามหัน! สตรีเช่นเจ้ารู้จักความอันใดกับเรื่องการทหารและราชการแผ่นดิน การไต่สวนในท้องพระโรงหลวง ไยเจ้าจึงกล้าอาจหาญเข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นบ้าไปแล้วหรือ!"
เหมยฟางมิได้สะท้านสะเทือน นางเพียงปรายตามองขุนนางเฒ่าผู้นั้นด้วยแววตาสมเพชระคนเย้ยหยัน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
"ใต้เท้ากล่าวหาว่าหม่อมฉันไม่รู้เรื่องการทหาร แต่ท่านเองกลับไม่รู้แม้กระทั่งวิธีคำนวณตัวเลขพื้นฐานในคลังเสบียง" เหมยฟางหันไปประสานสายตากับฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกร "ทูลฝ่าบาท ฎีกาฉบับนี้ระบุว่าฉีอ๋องลอบส่งเสบียงข้าวสารแปดหมื่นกระสอบให้แก่ชนเผ่าทางเหนือเมื่อเดือนก่อน แต่ตามบันทึกการขนส่งของกรมคลัง ท่าเรือขนถ่ายสินค้าทางเหนือถูกปิดตายด้วยน้ำแข็งหนาเตอะตั้งแต่ปลายฤดูใบไม้ร่วง เรือสินค้าขนาดใหญ่แม้แต่ลำเดียวก็แล่นผ่านไปมิได้ หากจะขนส่งข้าวสารจำนวนมหาศาลเช่นนั้นด้วยม้าต่างระดับ จำเป็นต้องใช้ม้าศึกไม่ต่ำกว่าสามพันตัว และต้องใช้เส้นทางผ่านหุบเขาอัสดงซึ่งมีกองทหารรักษาการณ์ของราชสำนักตรึงกำลังอยู่ถึงห้าแห่ง"
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ตัวเลขและเหตุผลซึมซับเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนในที่นั้น ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบคมบาดลึก
"หากฉีอ๋องกระทำจริง ไฉนกองทหารรักษาการณ์ทั้งห้าแห่งจึงไม่เคยส่งรายงานความผิดปกติมายังเมืองหลวง หรือว่า... ใต้เท้าผู้เขียนฎีกามีวิเศษสามารถเคลื่อนย้ายกองทัพผ่านสายตาผู้คนนับหมื่นได้ หรือแท้จริงแล้ว... ตัวเลขในฎีกานี้เป็นเพียงตัวเลขปลอมที่ถูกก섬ขึ้นมาจากจินตนาการอันคับแคบของคนผู้หนึ่ง เพื่อใส่ร้ายป้ายสีแม่ทัพผู้ปกป้องบ้านเมืองกันแน่เพคะ!"
สิ้นคำพูดของเหมยฟาง ท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความโกลาหลชั่วขณะ เสียงซุบซิบดังระงมราวกับผึ้งแตกรัง เสนาบดีกรมพิธีการหน้าซีดเผือดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ลนลานจนเกือบก้าวขาพันกันเอง
เฟยหลงที่นั่งเงียบมาตลอด เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายขึ้น ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับมิได้ละไปจากร่างของสตรีที่ยืนหยัดปกป้องเขาเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านผ่านหัวใจดุดันของบุรุษผู้ไม่เคยเชื่อใจใคร บนเส้นทางแห่งการนองเลือดและการหักหลังนี้ มีเพียงสตรีผู้นี้ที่กล้าก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ท่ามกลางคมดาบที่พุ่งเข้าใส่
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังพลิกผันและฝ่ายฉีอ๋องเริ่มกุมความได้เปรียบ ขันทีเฒ่าคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ก็ก้าวเร่งรีบออกมาจากหลังม่านมุก พร้อมกับราชеสาส์นสีทองฉบับใหม่ในมือ ใบหน้าของขันทีชราซีดขาวไร้สีเลือด มือที่ประคองราชโองการสั่นเทาน่าเวทนา
"มี... มีพระราชโองการด่วนจากแดนประจิม...!"
เสียงประกาศนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ จนทุกคนต้องหยุดหายใจ ท้องพระโรงกลับมาเงียบสนิทอีกครั้งอย่างน่ากลัว
"กองทัพพยัคฆ์ประจิม... แตกพ่ายแล้วพ่ะยะค่ะ...!"
คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางกบาลของทุกคนในที่นั้น เหมยฟางชะงักกкаก รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า นางหันขวับไปมองเฟยหลงทันที
ทว่าฉีอ๋องกลับมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ช้าๆ ทว่ามั่นคง แววตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ขันทีผู้ประกาศ หากแต่จ้องมองตรงไปยังเงาร่างที่คุ้นเคยหลังม่านมุกของฮ่องเต้ พร้อมกับรอยยิ้มหยันที่มุมปากซึ่งอาบไปด้วยกลิ่นอายความตาย
"ดี..." เฟยหลงแค่นเสียงต่ำลอดไรฟัน รัศมิอำมหิตแผ่ซ่านกดทับจนขุนนางหลายคนทรุดฮวบลงกับพื้น "ในเมื่อหกระדานนี้พวกมันอยากเล่นเกมบีบให้ข้าจนมุมถึงเพียงนี้... เช่นนั้น ข้าก็จะล้างกระดานนี้ให้ดู!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ดอกโบตั๋นพันปีมาจนถึงบทนี้นะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 10
กรงขังที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!