หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 12

ใต้แสงจันทร์และคำสัญญา

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
"ปล่อยมือเถอะเพคะ ท่านอ๋อง... ข้าดึงตัวเองขึ้นมาได้" เสียงหอบสะท้านของหลี่เหมยฟางดังแทรกความเงียบงันของอุโมงค์ลับใต้ดิน แผ่นหลังของนางแนบชิดกับผนังหินชื้นแฉะ หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากมนท่ามกลางความมืดมิดที่โรยตัวปกคลุม ขณะที่แรงดึงลึกลับเมื่อครู่มลายหายไปราวกับภาพลวงตา ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่ยังคงกุมข้อมือของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็กนั้น กลับร้อนผ่าวและส่งกระแสความอุ่นซ่านลามเลียไปทั่วร่าง ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย หัวใจของนางที่เคยเย็นชาและคำนวณทุกย่างก้าวรา هاการเดินหมาก กลับเต้นระรัวผิดจังหวะด้วยเหตุผลอื่น... เหตุผลที่นางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อมันออกมา เฟยหลงไม่ยอมปล่อยมือ เขากลับออกแรงดึงร่างบอบบางเข้าหาตัวจนแผ่นอกกว้างที่ห่อหุ้มด้วยชุดเกราะอ่อนแนบชิดกับลาดไหล่ของนาง ความมืดมิดรอบกายขับเน้นประสาทสัมผัสอื่นๆ ให้ตื่นตัว ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายดินปืนและสนิมเหล็กปะทะเข้ากับซอกคอขาวระหง ทำให้เหมยฟางต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "เจ้าโง่เง่าหรือไร หลี่เหมยฟาง" เสียงทุ้มต่ำตวาดแผ่วเบา ทว่าเต็มไปด้วยความกวาดกลัวระคนเกรี้ยวกราดที่เขาแทบไม่เคยแสดงออกต่อหน้าผู้ใด "หากข้าคว้าไว้ไม่ทัน ป่านนี้ร่างของเจ้าคงแหลกเหลวอยู่ก้นเหวลึกเบื้องล่างแล้ว!" "หม่อมฉันมีแผน..." นางพยายามโต้แย้งด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบไว้ให้ได้มากที่สุด แม้หัวใจจะสั่นไหวรุนแรงยามเมื่อฝ่ามือคู่นั้นเคลื่อนมาแต้มกระชับที่เอวคอดกิ่วเพื่อประคองไม่ให้นางทรุดลงไป "แผนอันใดเล่า! แผนที่จะเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเพื่อซื้อเวลาให้คนอื่นเช่นนั้นหรือ?" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคออย่างเยียบเย็น ทว่าปลายนิ้วที่สัมผัสเอวของนางกลับสั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เขาไม่สามารถควบคุมมันได้ "จำไว้... ในหมากกระดานนี้ ข้าคือผู้เดินหมาก เจ้าไม่มีสิทธิ์ตายจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากข้า" คำพูดเผด็จการเช่นนั้น หากเป็นยามปกติเหมยฟางคงสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตามแบบฉบับของสตรีผู้รอบรู้ตำราพิชัยสงคราม ทว่ายามนี้... เมื่อนางเงยหน้าขึ้นสบดวงตาคมกริบที่สะท้อนแสงสลัวจากหินเรืองแสงในอุโมงค์ นางกลับพบความห่วงใยอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดันดر์ดั่งพญาอินทรีย์ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกำลังกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีทีละน้อย สายตาของทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงันที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รดรินบนพวงแก้ม นัยน์ตาคู่คมของฉีอ๋องอ่อนแสงลง ยามที่เขากวาดสายตามองรอยขีดข่วนบนเรียวแขนขาวเนียนที่อาภรณ์ขาดวิ่นจากเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้งที่เขามีต่อสตรีตรงหน้า นิ้วเรียวหนาเอื้อมออกไปอย่างลังเล ก่อนจะสัมผัสแผ่วเบาลงบนเส้นผมที่หลุดลุ่ยเปียกชื้นเหงื่อของนาง สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนเหมยฟางต้องหลับตาลงเพื่อระงับความสั่นไหวในอก "ท่านอ๋อง... เรายังปลอดภัยไม่พอ" นางกระซิบเสียงแผ่ว พยายามเบือนหน้าหนีความใกล้ชิดที่อันตรายต่อหัวใจยิ่งกว่าคมดาบของศัตรู "ช่างหัวความปลอดภัยก่อนเถอะ..." เฟยหลงกระซิบตอบ เสียงของเขาแหบพร่าและใกล้ชิดจนชวนให้หวามไหว "ในยามที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟและพวกมันจ้องจะเอาชีวิตเรา การได้มีเจ้าอยู่ตรงนี้... หายใจอยู่ข้างๆ ข้าเช่นนี้ คือสิ่งเดียวที่มีความหมาย" ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาเคลื่อนมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้นางเงยขึ้นมารับจุมพิตที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและคำมั่นสัญญาที่ไม่ได้เอ่ยเป็นวาจา มันไม่ใช่จุมพิตแห่งการครอบครองด้วยความป่าเถื่อน แต่ทว่าลึกซึ้ง ดึงดูด และอ่อนหวานราวกับสายน้ำที่กัดเซาะหินผาอันแข็งแกร่ง เหมยฟางเบิกตากว้างด้วยความตกใจในคราแรก ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลง ยอมจำนนต่อรสสัมผัสที่ร้อนแรงและมั่นคงดั่งขุนเขา ท่ามกลางกลิ่นอายความตายและความมืดมิดของอุโมงค์ใต้ดิน ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้าที่และสถานะ ค่อยๆ ผลิบานออกมาราวกับดอกโบตั๋นพันปีที่เบ่งบานรับแสงจันทร์ในคืนอันเหน็บหนาว ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเคลิบเคลิ้มนั้นกินเวลาเพียงชั่วลมหายใจ *ฉับ!* เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากปลายอุโมงค์เบื้องหลัง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ที่กำลังกรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบจนขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่น เฟยหลงดึงร่างของเหมยฟางเข้าหาตัวทันที พร้อมกับมือหนาที่กระชับด้ามกระบี่ข้างกายอย่างรวดเร็ว แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา กลับกลายเป็นดวงตาของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดและพร้อมสังหารผู้ที่บังอาจขวางทาง "พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด..." เหมยฟางกระซิบ เสียงของนางกลับคืนสู่ความเยือกเย็นและความพร้อมในการรบอีกครั้ง แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำ "อยู่ข้างหลังข้า" เฟยหลงสั่งเสียงเฉียบขาด พลางก้าวออกไปบังร่างบางไว้มิดชิด เบื้องหน้าของพวกเขา ปลายอุโมงค์ที่ควรจะเป็นทางออกสู่เขตปลอดภัย กลับปรากฏร่างของเงาสะท้อนในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบคนยืนขวางทางอยู่ และผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคือชายชราผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ใบหน้าส่วนที่เหลือปรากฏรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ในที่สุดก็ตามทัน ท่านฉีอ๋อง... และคุณหนูหลี่ผู้ปราดเปรื่อง" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น "คิดว่าหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักเงาโลหิตเช่นนั้นหรือ?" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิในอุโมงค์ลดฮวบลงทันที "เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาขวางทางสุนัขรับใช้เช่นพวกเจ้า คิดว่ามีกำลังพลเท่าใดจึงจะล้มข้าได้?" ชายชราสวมหน้ากากหัวเราะรơiร่อน "ข้าไม่ได้มาเพื่อสู้กับท่าน... แต่ข้ามาเพื่อส่งสาส์น" ว่าแล้ว ชายชราก็ตบมือสองครั้ง ทันใดนั้น ทหารองครักษ์ของสำนักเงาโลหิตก็แหวกทางออก เผยให้เห็นร่างของสตรีผู้หนึ่งถูกมัดตรึงไว้กับเสาไม้กลางอุโมงค์ นางอยู่ในสภาพสะินสะสะอื้น เสื้อผ้าอาภรณ์เปื้อนคราบเลือด และที่ลำคอระหงมีคมดาบจ่ออยู่โดยทหารยาม เหมยฟางเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนเจ็บปวด เมื่อเห็นใบหน้าของสตรีผู้นั้นชัดเจน "พี่... พี่หญิงรอง!" "คุณหนู!" เสียงตะโกนอย่างตกใจของเฟยหลงดังขึ้น พร้อมกับที่ชายชราสวมหน้ากากยกมือขึ้นส่งสัญญาณ และคมดาบที่ลำคอของสตรีผู้นั้นก็กดลึกจนหยดเลือดสีแดงสดไหลรินลงมาอาบท่อนแขน "หากท่านอ๋องยังขยับก้าวเดียว หรือคิดจะใช้เล่ห์กลใด..." ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พลางกระตุกยิ้มมุมปาก "หัวของพี่สาวท่านผู้นี้ จะตกลงมาแทบเท้าของท่านทันที... เลือกว่าจะรักษาบัลลังก์ที่ไม่มีอยู่จริง หรือจะรักษาชีวิตคนในครอบครัวคนสุดท้ายของสตรีผู้นี้!" ดอกโบตั๋นพันปีขอบพระคุณรี้ดทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%