คมดาบเล่มนั้นไม่ได้จ่ออยู่ที่ลำคอของนาง แต่มันกดลึกลงบนรอยต่อของกระดูกไหปลาร้าของบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
กลิ่นคาวเลือดเจือจางในอากาศผสมผสานกับกลิ่นอายดินปืนและสนิมเหล็กของค่ายทหารรกร้างชายแดนบูรพา ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านช่องเขาโหยหวนราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผี แต่ไม่มีใครในที่นี้ส่งเสียงอื่นใดนอกจากเสียงลมหายใจหอบกระชั้น
"หากท่านอ๋องยังขยับก้าวเดียว หรือคิดจะใช้เล่ห์กลใด..."
ชายชราผู้สวมชุดเกราะเก่าคร่ำคร่าแต่แววตาดุดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พลางกระตุกยิ้มมุมปาก คมมีดสั้นอาบยาพิษในมือสั่นระริกตามจังหวะชีพจรของผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน
"...หัวของพี่สาวท่านผู้นี้ จะตกลงมาแทบเท้าของท่านทันที... เลือกว่าจะรักษาบัลลังก์ที่ไม่มีอยู่จริง หรือจะรักษาชีวิตคนในครอบครัวคนสุดท้ายของสตรีผู้นี้!"
หลี่เหมยฟางยืนนิ่งสนิท ร่างกายของนางถูกมึงพันด้วยเชือกป่านเส้นหนาจนบาดลึกเข้าเนื้อ แต่แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ภายใต้ความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก สมองของนางกำลังหมุนวนประเมินหมากทุกตัวบนกระดานนี้อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ชายชราผู้นี้ไม่ใช่โจรภูเขา หากเป็นแม่ทัพเก่าผู้เคยร่วมรบกับฉีอ๋อง แต่บัดนี้ถูกซื้อตัวด้วยอำนาจและเงินทองจากเมืองหลวง
ดวงตาหงส์ของเหมยฟางเหลือบมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้า—เฟยหลง หรือฉีอ๋อง ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏไร้บัลลังก์
ชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักลายมังกรไร้เขี้ยวเล็บของเขาเปื้อนฝุ่นควันและหยดเลือดจากการปะทะย่อยก่อนหน้านี้ ไหล่กว้างทั้งสองข้างไหวเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็น ดั่งมหาสมุทรสงบผิวน้ำแต่เบื้องล่างกำลังคำรามด้วยพายุคลั่ง
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาที่เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง มีเพียงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงใหญ่จนทหารรอบกายต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ท่านอ๋อง..." น้ำเสียงของหลี่เหมยฟางราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงไร้ลม นางไม่อาจปล่อยให้เขาเดินเข้าสู่กับดักที่ศัตรูขุดรอไว้เพื่อทำลายความชอบธรรมของกองทัพชายแดน "ชีวิตของหม่อมฉัน... เบาบางดั่งธุลีดิน ไฉนเลยจะเทียบเท่ากับความอยู่รอดของราษฎรหลายแสนชีวิตที่ฝากความหวังไว้ที่ท่าน"
"หุบปาก!" เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของฉีอ๋องดังขึ้น ดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์บาดเจ็บ เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างไม่เกรงกลัวคมดาบที่จ่ออยู่
"ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว หัวนางขาดแน่!" ชายชราตะคอกเสียงกร้าว พร้อมกับออกแรงกดคมมีดลงลึกจนผิวเนื้อบริเวณไหปลาร้าของเหมยฟางปริแตก หยดเลือดสีชาดไหลซึมอาบผ้าแพรเนื้อดีเป็นวงกว้าง
เฟยหลงชะงักฝ่าเท้าที่กำลังก้าวออกไป หมัดหนาทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นจ้องมองไปยังชายชราด้วยแววตาที่สามารถแผดเผาอีกฝ่ายให้เป็นจุลได้ในพริบตาเดียว
"เป่ยซาน เจ้ากล้าดียังไง..." น้ำเสียงของฉีอ๋องเยือกเย็นจนติดลบ มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวแบบคนไร้สติ แต่เป็นความเหี้ยมเกรียมระดับที่ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในแอ่งน้ำแข็งขั้วโลก "สิบปีก่อน เจ้าเคยคุกเข่าคำนับต่อหน้าหลุมศพพี่น้องร่วมสาบานของเราใต้ธงพยัคฆ์คำราม วันนี้เจ้ากลับเอาดาบจ่อคอทายาทของแม่ทัพผู้เคยช่วยชีวิตเจ้าไว้จากคมหอกศัตรูอย่างนั้นหรือ"
เป่ยซานสะท้านเฮือก สีหน้าของชายชราเปลี่ยนสีวบวาบชั่วขณะ ความทรงจำในอดีตฉายวาบขึ้นในดวงตาที่ขุ่นมัว แต่เพียงไม่นานความโลภและความหวาดกลัวต่อราชสำนักก็กลับเข้าครอบงำจิตใจ เขาแค่นโยกยิ้มหยันเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหว
"ฮึh! คุณธรรมและความภักดีกินไม่ได้หรอกท่านอ๋อง! ราชสำนักตอนนี้มีทั้งทองคำและบรรดาศักดิ์รออยู่เพียบพร้อม หากข้าตัดหัวสตรีผู้นี้แล้วนำไปถวายฝ่าบาท ข้าก็จะได้เป็นเจ้าเมืองใหญ่ ไม่ต้องมาทนหนาวตายอยู่บนดินแดนรกร้างแห่งนี้กับพวกกบฏเช่นท่านอีกต่อไป!"
บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ทหารฝ่ายฉีอ๋องนับร้อยนายต่างถืออาวุธในมือแน่น รอเพียงคำสั่งเดียวเพื่อพุ่งเข้าใส่ แต่ไม่มีใครกล้าขยับเพราะเกรงว่าตัวประกันจะได้รับอันตรายถึงชีวิต
หลี่เหมยฟางหลุบตาลงเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ จากแผ่นอกของบุรุษผู้นั้น แม้เขาจะยืนนิ่งรากับรูปสลักหิน แต่หัวใจของเขากำลังกรีดร้อง นางย่อมรู้ดีว่าฉีอ๋องไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อการขู่เข็ญ แต่นางก็รู้ดีเช่นกันว่าเขาไม่มีทางยอมเสี่ยงชีวิตของนางอย่างเด็ดขาด
นี่คือหมากที่บีบให้เขาต้องเลือก... ระหว่างการสูญเสียอำนาจในการต่อรองทั้งหมด กับการสูญเสียสตรีที่เข้ามาปั่นป่วนหัวใจของเขาจนพังทลายกำแพงน้ำแข็งที่สร้างมานานนับปี
"ท่านอ๋อง..." เหมยฟางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นตรงๆ แววตาของนางมีความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจหาได้จากสตรีทั่วไป "จำคำที่หม่อมฉันเคยกล่าวไว้บนรถม้าได้หรือไม่... หมากบนกระดานนี้ หากินเบี้ยเพื่อรักษาขุนไม่ได้ หากต้องเสียสละ จงเสียสละในจุดที่ได้เปรียบที่สุด"
"เจ้าเงียบไปเสีย เหมยฟาง!" เฟยหลงตวาดลั่น ดวงตาคมเข้มแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความดุดัน "ข้าไม่เคยเล่นหมากโดยมีชีวิตของเจ้าเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน และวันนี้ ข้าก็จะไม่ยอมทำเช่นนั้นเด็ดขาด!"
"ท่านช่างโง่เขลาเสียจริง..." เป่ยซานหัวเราะลั่นอย่างได้ใจ "ความรักของอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ช่างน่าสมเพชนagนัก! เช่นนั้นก็เลือกเอา ระหว่างสตรีผู้นี้กับกองทัพ..."
*ฉับพลัน!*
ยังไม่ทันที่เป่ยซานจะกล่าวจบประโยค เสียงแหวกอากาศของวัตถุบางอย่างก็ดังขึ้นด้วยความเร็วสูงจนแทบมองไม่เห็น!
*ฟิ้ว—!*
ลูกธนูเหล็กกล้าดอกหนึ่งพุ่งทะลุความมืดจากยอดผาเบื้องบนปักทะลุข้อมือของเป่ยซานที่ถือมีดสั้นไว้อย่างแม่นยำ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นออกมาราวกับหหยดน้ำพุ
"อ๊ากกก!"
เป่ยซานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจนสุดเสียง มีดสั้นในมือหลุดร่วงลงพื้นพร้อมกับร่างที่ทรุดฮวบลงไปกองกับดิน ทหารราบรอบกายแตกตื่นฮือฮาด้วยความตกใจ ไม่ทันตั้งตัวว่าการโจมตีนี้มาจากทิศทางใด
เฟยหลงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด ดาบยาวประจำกายถูกชักออกจากฝักในพริบตาเดียว แสงจันทร์สะท้อนคมดาบวบวาบตัดผ่านความมืด ก่อนที่ปลายดาบคมกริบจะไปหยุดนิ่งอยู่ตรงลำคอของเป่ยซานที่นอนดิ้นพล่านอยู่กับพื้น
ความเงียบสงัดปกคลุมค่ายทหารอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบและเสียงร้องครวญครางของเป่ยซาน
หลี่เหมยฟางเซถลินเล็กน้อยเนื่องจากเชือกที่มัดไว้ แต่ก่อนที่ร่างของนางจะล้มกระแทกพื้น อ้อมแขนแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กก็ตวัดเข้าโอบกอดร่างของนางไว้แน่นแนบอก กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและไออุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาปกป้องนางจากความหนาวเหน็บทั้งหมด
"เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่..." น้ำเสียงของเฟยหลงสั่นพร่าเล็กน้อยขณะก้มลงสำรวจรอยแผลที่ไหปลาร้าของนาง เลือดสีชาดที่ซึมออกมาทำให้ดวงตาของเขามืดมนลงด้วยความโกรธแค้นระลอกใหม่
"หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ..." เหมยฟางส่ายหน้าเบาๆ พลางเงยหน้ามองบุรุษที่โอบกอดนางไว้ "แต่... ลูกธี้ยิงเมื่อครู่นี้ มิใช่คนของท่านอ๋องใช่หรือไม่เพคะ?"
เฟยหลงไม่ได้ตอบคำถามทันที เขากวาดสายตาคมกริบขึ้นไปมองบนยอดผาสูงชันที่มืดมิด ท่ามกลางเงาไม้ที่ไหวตามแรงลม มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่บนโขดหินสูง สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันหดหู่ ใบหน้าสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกปิดบังรอยยิ้มปริศนาในมือถือคันธนูเหล็กกล้าที่ยังมีควันจางๆ ลอยกรุ่น
บุคคลผู้นั้นไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่ชูแผ่นป้ายคำสั่งทองคำในมือขึ้นให้เห็นเด่นชัดภายใต้แสงจันทร์—ป้ายคำสั่งลับจากหน่วยองครักษ์เงาหลวงที่ควรจะอยู่กับองค์รัชทายาทในเมืองหลวง!
หัวใจของหลี่เหมยฟางกระตุกวูบ ทันทีที่ตระหนักว่าหมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่ฝ่ายของฉีอ๋องและราชสำนักปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมี "มือที่สาม" ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและกำลังชักใยทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
"ท่านอ๋อง..." เหมยฟางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ขณะมือเรียวเอื้อมไปจับชายเสื้อของเขาแน่นขึ้น "ดูเหมือนว่า... พวกเราเดินเข้ามาในถ้ำเสือตามแผนของใครบางคนตั้งแต่ก้าวแรกแล้วเพคะ"
เฟยหลงหรี่ตาลงมองแผ่นป้ายทองคำบนยอดผานั้น รังสีสังหารแผ่พุ่งออกจากร่างของเขาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เขากระชับอ้อมแขนที่โอบกอดสตรีในดวงใจให้แน่นขึ้น ราวกับต้องการปกป้องนางจากพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโถมกระหน่ำเข้ามาในไม่ช้า
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านหมากทุกตาไปด้วยกันนะคะ — ดอกโบตั๋นพันปี
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 13
ด่านหน้าแห่งอันตราย
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!