กลิ่นฉุนของสนิมเหล็กและน้ำมันตานีโชยคละคลุ้งอวลอยู่ในห้องโถงทึบแสงของค่ายพักแรมบูรพา ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือของหลี่เหมยฟางจรดยกลงบนแผนที่หนังแกะผืนใหญ่ด้วยความมั่นคง น้ำหมึกสีชาดลากผ่านแนวเทือกเขาคุนหลุนจำลอง บ่งบอกถึงจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายตรงข้ามอาจใช้เป็นช่องทางเคลื่อนพลในคืนเดือนมืดนี้
เสียงฝ่าเท้าหนักแน่นที่ย่างกรายเข้ามาไม่ได้ทำให้สตรีเจ้าของเรือนร่างระหงละสายตาจากตำราพิชัยสงครามตระกูลหลี่ที่เปิดกางไว้ นางเพียงแต่ตวัดสายตาขึ้นเล็กน้อยยามที่ร่างสูงใหญ่ของฉีอ๋อง หรือ ‘เฟยหลง’ หยุดยืนอยู่เบื้องหลัง เงาสะท้อนจากเปลวเทียนวาดให้โครงหน้าคมคายดั่งรูปสลักของเขายิ่งดูดุดันและเย็นชาขึ้นเป็นเท่าตัว
"เจ้ากำลังบอกข้าว่า กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจนักหนา จะใช้เส้นทางหลบหนีผ่านหุบเขาอสูรกลืนในคืนนี้อย่างนั้นหรือ เหมยฟาง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้ยหยันดังขึ้น แฝงไว้ด้วยกระแสอำนาจอันดิบเถื่อนของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน เฟยหลงโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วแข็งกระด้างแตะลงบนจุดที่นางเพิ่งวาดเส้นทางกำกับไว้ สัมผัสจากไอร้อนของบุรุษเพศแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าต่วนเนื้อดี แม้ทั้งสองจะผ่านศึกกระดานการเมืองร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ระยะห่างที่แนบชิดเช่นนี้ยังคงสร้างคลื่นระลอกเล็กๆ ไหววนอยู่ในอกของสตรีผู้เยือกเย็นเสมอ
"หม่อมฉันไม่ได้กำลังบอกว่าพวกเขาจะหนีเพค่ะ... แต่กำลังบอกว่า พวกเขาจะบุกเข้าประชิด" หลี่เหมยฟางป้องข้อมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่างอย่างไว้ตัว ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบาคล้ายเย้ยหยันโชคชะตา "ฮ่องเต้ทรงส่งสาส์นลับเร่งรัดให้กำจัดท่านอ๋องก่อนฤดูเหมันต์จะมาถึง คนพวกนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดิมพันด้วยการลอบโจมตีแบบสายฟ้าแลบ หากพวกเขารอช้า อำนาจของท่านอ๋องทางชายแดนจะหยั่งรากลึกจนเกินกว่าจะถอนโคน"
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีทอประกายวับวับวาววับด้วยความกระหายการต่อสู้ เขายืดกายตรงขึ้นเต็มความสูง ชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายมฆาคำรามไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ส่งกลิ่นอายบุรุษผู้กุมชะตากรรมคนนับแสนได้อย่างชัดเจน
"ช่างบังเอิญเสียจริง ข้าเองก็กำลังเบื่อหน่ายกับการเล่นเกมการเมืองในราชสำนักเต็มที การใช้เลือดของพวกสุนัขรับใช้ล้างคราบสนิมบนดาบเล่มนี้ดูจะเป็นการต้อนรับฤดูหนาวที่เข้าท่าไม่น้อย"
มือหนาคว้าดาบยาวประจำกายที่วางพาดอยู่บนโต๊ะขึ้นมาปลอกกระบี่ออกครึ่งหนึ่ง เสียงโลหะเสียดสีกันบาดแก้วหู แววตาของแม่ทัพผู้ถูกเนรเทศไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อราชโองการประหารชีวิตแม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความกระหายสงครามที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หลี่เหมยฟางมองกิริยานั้นด้วยแววตานิ่งสงบ นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะที่ปลายกระบี่เบาๆ ห้ามปรามด้วยความสุขุม "ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วหรือไร ว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรบพุ่งบนหลังม้า แต่คือการชิงความชอบธรรม หากท่านลงมืออย่างไร้ชั้นเชิง ฮ่องเต้จะมีข้ออ้างในการประกาศให้ท่านเป็นกบฏแผ่นดินทันที"
"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า กุนซือตัวน้อยของข้า" เฟยหลงก้มตัวลงกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนขนอ่อนลุกชัน กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ผสมผสานกันจนน่าหลงใหล "ในเมื่อพวกมันยกหมากมาถึงถิ่นเราแล้ว มีหรือที่ข้าจะปล่อยให้พวกมันเดินกลับไปโดยไม่ทิ้งร่างไร้วิญญาณไว้สักคนสองคน"
"หม่อมฉันเตรียมหมากตาAไว้รอรับพวกเขาแล้วเพค่ะ..." เหมยฟางเบือนหน้าหนีสัมผัสที่จู่โจมอย่างกะทันหันของเขา ดวงตาสุกสกาวทอประกายล้ำลึกน่ากลัว "กองทัพพิทักษ์เมืองหลวงคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายล้อมล่าเหยื่อ แต่หารู้ไม่ว่า... พวกเขากำลังเดินเข้าสู่ถ้ำของพยัคฆ์ที่ถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยความแค้นต่างหาก"
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบงันลงทันตรส ราวกับเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่กลdesเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันไว้ ความตึงเครียดจากการเตรียมทำศึกผสมผสานกับแรงดึงดูดอันตรายระหว่างทั้งสองก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก เฟยหลงจ้องมองใบหน้างดงามที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นทุกที สตรีผู้นี้ไม่ใช่เพียงแค่หมากตัวหนึ่งบนกระดานอำนาจ แต่นางคือผู้ที่ถือหมากฝั่งเดียวกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
ในจังหวะที่ความเงียบกำลังจะกลืนกินบทสนทนา เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็กระแทกเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง พร้อมกับเสียงหอบหายใจและรายงานที่ทำให้บรรยากาศพลิกผันในพริบตา
"ท่านอ๋อง! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับพันนาย สวมชุดเกราะดำสนิทไร้สังกัด... บุกทะลวงผ่านด่านตรวจนอกค่ายเข้ามาทางทิศประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาไม่ได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อย กลับหันมาสบตากับหลี่เหมยฟางที่ยังคงยืนสงบนิ่งราวกับล่วงรู้อนาคตอยู่แล้ว
"ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีกนะ เหมยฟาง"
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อคลุมเตรียมก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพายุโลหิตที่กำลังโหมกระหน่ำ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่เฟยหลงจะก้าวพ้นธรณีประตู องครักษ์เงานายเดิมก็พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับชูวัตถุบางอย่างขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"ทะ...ท่านอ๋อง! นี่คือป้ายคำสั่งพิเศษที่พบตกอยู่กับหัวหน้าหน่วยลอบสังหารที่ถูกจับกุมตัวไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ..."
เฟยหลงชะงักฝีเท้า หรี่ตามองป้ายไม้สลักลายพยัคฆ์คาบดาบที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ป้ายคำสั่งที่ควรจะอยู่แต่ในห้องบรรทมส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาทแห่งเมืองหลวง...
ทว่าเมื่อหลี่เหมยฟางก้มลงมองสัญลักษณ์ลับที่สลักอยู่ด้านหลังป้ายนั้น ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็งกลับถอดสีลงทีละน้อย นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวาเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาในค่ายพักแรมแห่งนี้
"ไม่ใช่กองกำลังของฮ่องเต้..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบแผ่วเบาแทบขาดห้วง ราวกับคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ "นี่คือ... ตราประทับของกองทัพเงาบูรพาที่สาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือองค์ชายใหญ่ผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้วต่างหาก!"
—--------------------------------------------------
หวังว่าตอนนี้จะช่วยสะใจและทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านอยากติดตามหมากตากต่อไปด้วยกันนะคะ!
"ดอกโบตั๋นพันปี"
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 14
ผู้นำกองทัพที่ถูกลืม
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!