กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้จนใกล้หมดดอก ลอยวนอยู่ในห้องหนังสือมืดสลัว แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดกะพริบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลายเมฆมงคล
หลี่เหมยฟางมิได้เงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษสาเนื้อดีในมือ แม้จะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยย่างกรายเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า นางเพียงแต่จรดพู่กันขนกระต่ายลงบนตัวอักษรจีนตัวสุดท้ายด้วยความนิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากระลอกคลื่น
"ราชสำนักไม่เคยใจกว้างเช่นนี้... นี่คือประโยคที่ท่านกำลังคิดอยู่ใช่หรือไม่เพคะ, ท่านอ๋อง"
เสียงหวานใสแต่ราบเรียบราวน้ำแข็งละลายดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง ฉีอ๋องเฟยหลงไม่ตอบคำถามทันที ชายหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆสีดำสนิท ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์ตรงข้าม นาง ร่างสูงใหญ่แผ่ไอเย็นเยียบและกลิ่นอายสนามรบจางๆ ออกมาคละคลุ้ง ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีจดจ้องร่างบางที่นั่งหลังตรงสง่างามราวกับรูปสลักหยก
บนโต๊ะไม้ขัดเงา... กล่องไม้สนจันทน์แกะสลักลวดลายหงส์คู่มังกรวางนิ่งสนิท ภายในนั้นคือกระดาษสีชาประทับตราหยกมังกรทอง
จดหมายจากเมืองหลวง ที่อ้างว่าส่งตรงมาจากพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิ
"ราชสาส์นลับฉบับนี้เดินทางผ่านด่านตรวจถึงสามสิบด่านโดยไม่มีผู้ใดขัดขวาง เจ้าคิดว่ามันแปลกประหลาดเพียงใดเล่า, เหมยฟาง" เฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเจือแววเย้ยหยัน "ฮ่องเต้ผู้พี่ทรงมีพระเมตตา อยากเจรจาสงบศึก แบ่งดินแดนภาคเหนือให้เราปกครองอย่างอิสระ... ข้อเสนอนี้หอมหวานเสียจนทหารกล้าในค่ายของเราเกือบจะวางดาบกันหมดแล้ว"
เหมยฟางวางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้เป็นสามีในนามและสหายร่วมเป็นร่วมตาย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขันใดๆ
"น้ำผึ้งอาบยาพิษ... ช่างเป็นคำเปรียบเปรยที่เหมาะสมยิ่งเพคะ" นิ้วเรียวขาวดั่งลำหยกหยิบม้วนกระดาษสีชาขึ้นมาคลี่ออกช้าๆ กวาดสายตาอ่านตัวอักษรหมึกดำที่เขียนด้วยลายพระ हस्तอันคุ้นตา "พวกเขามิได้ต้องการสงบศึก แต่ต้องการซื้อเวลาเพื่อรอให้เสบียงในค่ายของเราหมดลง และในขณะเดียวกัน ก็ใช้ข้อเสนอนี้สร้างความแตกแยกภายในกองทัพ ทำให้เหล่าแม่ทัพนายกองเกิดความลังเลใจที่จะสู้รบ"
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ รัศมีอันดุดันแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายคล้ายจะหนักอึ้ง "พวกมันดูถูกข้าเกินไป หรือไม่... ก็ดูถูกสตรีที่ฉลาดล้ำเลิศอย่างเจ้าต่ำไป"
ชายหนุ่มเอื้อมมือหนามาสัมผัสปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนี้มีความอบอุ่นและมั่นคงดั่งหินผาที่เหมยฟางคุ้นเคย ท่ามกลางคลื่นลมการแย่งชิงอำนาจอันเชือดเฉือน มือคู่นี้คือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง เช่นเดียวกับที่สติปัญญาของนางคือคมดาบที่คอยปกป้องหลังให้เขา
"ทว่า... การปฏิเสธโดยตรงย่อมทำให้เราตกเป็นฝ่ายเสียความชอบธรรม" เหมยฟางพลิกข้อมือ กลับมาจับมือหนาของเขาไว้เบื้องหน้า นางเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาดำขลับประกายแสงลึกล้ำ "ในเมื่อพวกเขาสส่งสาส์นไมตรีมา เราก็จงรับไมตรีนั้นไว้... แต่เป็นการรับในแบบที่เราเป็นผู้กำหนดกติกา"
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มอย่างพึงพอใจ "เจ้ามีแผนการอันใดในใจอีกแล้วกระมัง, กุนซือตัวน้อยของข้า"
"ฮั่นหลิน... ขุนนางเฒ่าผู้เป็นเสาหลักฝ่ายบู๊ที่สนับสนุนเรา กำลังเดินทางมาที่นี่เพื่อตรวจสอบความจริงใช่หรือไม่เพคะ?" เหมยฟางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "หากเราจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ ประกาศรับสาส์นสงบศึกต่อหน้าสักขีพยานจากทุกสารทิศ พร้อมกับแสดงแสนยานุภาพของกองทัพที่ยังคงแข็งแกร่งมิรู้เสื่อมคลาย... คิดว่าราชสำนักจะยังกล้าส่งมือสังหารมาลอบปลิดชีพท่านอีกหรือไม่?"
"เจ้าต้องการใช้0านเลี้ยงนี้เป็นเวทีเดินหมาก... ซ้อนกลกลับไปที่เมืองหลวง" เฟยหลงสรุปความในใจของนางได้อย่างแม่นยำ ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยอันใดมากความ เคมีระหว่างคนทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวดั่งเงากับร่าง
"มิใช่เพียงแค่การเดินหมากเพคะ..."
เหมยฟางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายเสื้อผ้าไหมสีขาวปักลายดอกโบตั๋นสีเงินพลิ้วไหวตามการเคลื่อน 3ก้าวไปหยุดที่ริมหน้าต่าง มองทอดสายตาออกไปยังค่ายทหารสุดลูกหูลูกตาที่สว่างไสวด้วยแสงคบเพลิงยามราตรี
"แต่เราจะทำให้พวกมันรู้ว่า... บัลลังก์ที่พวกมันนั่งอยู่นั้น สั่นคลอนยิ่งกว่าแพไม้ไผ่กลางกระแสน้ำเชี่ยว"
บรรยากาศภายในห้องหนังสือกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ขันทีหนุ่มคนสนิทของเฟยหลงก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบก้าวขาไม่ออก
"ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..." เสียงของขันทีหนุ่มขาดห้วงราวกับกลืนก้อนสะอื้นลงคอ "ราชสาส์นลับอีกฉบับ... ถูกส่งม้าเร็วหอบมาถึงหน้าประตูค่ายเมื่อครู่ ประทับตราลัญจกรลับจาก... จากองค์ชายรองผู้ล่วงลับพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นทันที องค์ชายรองสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่สามปีก่อนจากโรคระบาด เหตุใดจึงมีสาส์นส่งมาจากพระองค์ได้?
เหมยฟางหันขวับกลับมามอง ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในอก นางรีบก้าวเข้าไปคว้ากล่องกระดาษอีกใบที่ขันทีสามานย์นำเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ
มือเรียวบางเปิดฝากล่องออกอย่างรวดเร็ว... ภายในนั้นมิใช่จดหมาย แต่เป็นป้ายหยกประจำตัวของบิดาที่หายสาบสูญไปพร้อมกับคดีกบฏเมื่อสิบปีก่อน พร้อมกับหยดเลือดสดๆ ที่ยังคงชุ่มอยู่บนเนื้อหยก ราวเพิ่งถูกสังหารลงเมื่อไม่กี่ลมหายใจนี้เอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันเจ็บปวดและงดงามนี้ไปกับกลยุทธ์รักของดอกโบตั๋นพันปีนะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 20
น้ำผึ้งอาบยาพิษ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!