“ท่านแม่ทัพใหญ่... ช่างมาได้ถูกจังหวะเวลาราวกับนัดหมายไว้เสียจริง”
เสียงเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำในบึงลึกของหลี่เหมยฟางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับค่ายทหารชายแดน นางมิได้ขยับกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอ ทว่ากลับค่อยๆ วางม้วนคัมภีร์พิชัยสงครามลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างเชื่องช้า ดวงตาหงส์หรี่มองบุรุษร่างกำยำในชุดเกราะลงอาคมสีนิลที่ก้าวเข้ามาพร้อมไอสังหารเข้มข้น
แม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง หรือ ‘แม่ทัพหลิน’ เหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาดุจหมาป่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม “คุณหนูหลี่ ท่านช่างฉลาดปราดเปรื่องสมคำร่ำลือ แต่น่าเสียดาย... คนฉลาดมักมีอายุไม่ยืนยาวเท่าความฉลาดของตนเอง”
“ข้าอาจอายุสั้น” หลี่เหมยฟางเอ่ยพลางปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนแขนเสื้อเบาๆ “แต่ท่านแม่ทัพ... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่ท่านกำลังกำอยู่ในมือ คือชัยชนะที่แท้จริง?”
ฉีอ๋อง เฟยหลง ซึ่งยืนอยู่อีกฝั่งของกระโจมรบมิได้ขยับกายไปช่วยเหลือสตรีที่เขารัก แววตาของเขากลับนิ่งสนิทดุจมหาสมุทรที่รอเวลาคลุ้มคลั่ง เขารู้ดีว่าเหมยฟางกำลังเดินหมากกระดานนี้อย่างไร มือหนาที่วางอยู่บนด้ามดาบกุมกระชับแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เพียงรอสัญญาณจากนางเท่านั้น กองกำลังทหารองครักษ์ลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืดจะบดขยี้ศัตรูให้กลายเป็นผุยผง
“เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว!” แม่ทัพหลินตวาด กวาดสายตามองไปรอบกระโจม “พวกเจ้าคนใดที่ส่งข่าวความเคลื่อนไหวของค่ายนี้ไปยังเมืองหลวง จงก้าวออกมาเสีย หากข้าพบว่าพวกเจ้าเป็นหนอนบ่อนไส้ที่คอยแทะกินรากฐานของกองทัพ ข้าจะส่งหัวของพวกเจ้าไปแขวนประจานที่หน้าประตูเมือง!”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่นายทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งจะก้าวออกมาจากแถว ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดดุจคนตาย เขามิใช่ใครอื่น แต่คือคนสนิทที่ฉีอ๋องเคยไว้ใจให้ดูแลคลังเสบียง
“ท่านแม่ทัพ... ข้า... ข้าเพียงแค่ทำตามรับสั่ง” ทหารผู้นั้นละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ “องค์รัชทายาททรงมีพระราชโองการลับ ข้ามิอาจขัดขืนได้!”
หลี่เหมยฟางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเวทนา “โง่เขลา... ท่านแม่ทัพหลิน ท่านคิดหรือว่าการจับทหารชั้นผู้น้อยเพียงคนเดียว จะทำให้ท่านกวาดล้างสายลับขององค์รัชทายาทในค่ายนี้ได้หมดสิ้น?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” แม่ทัพหลินหันขวับมาทางนาง คมดาบที่ลำคอของนางกดลึกลงไปจนผิวเนียนละเอียดขึ้นรอยแดงจางๆ
“หมายความว่า... คนที่ส่งข่าวหาใช่เพียงทหารชั้นผู้น้อยคนนี้ไม่” หลี่เหมยฟางขยับยิ้มเย็นเยียบ สายตาของนางเลื่อนไปมองชายที่ยืนอยู่เบื้องหลังแม่ทัพหลิน — เสนาธิการกองทัพที่ใกล้ชิดฉีอ๋องที่สุด! “เสนาธิการกู้ ท่านยังจะยืนนิ่งอยู่อีกหรือ? ในเมื่อจดหมายลับที่ท่านซ่อนไว้ในรองเท้าบูทนั้น เริ่มส่งกลิ่นสาบของกบฏออกมาเต็มทีแล้ว”
สิ้นคำนั้น บรรยากาศภายในกระโจมพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดถึงขีดสุด เสนาธิการกู้หน้าถอดสี มือที่วางข้างลำตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แม่ทัพหลินชะงักงัน ความเชื่อมั่นที่เคยมีพลันสั่นคลอน
“มันเป็นเรื่องโกหก! คุณหนูหลี่กำลังปั่นหัวท่านแม่ทัพ!” เสนาธิการกู้ตะโกนเสียงหลง ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเป้าไปที่หญิงสาวที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฉีอ๋องไม่ได้ให้โอกาสเสนาธิการผู้นั้นทำร้ายคนของเขา ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานราวกับพยัคฆ์ร้าย เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วกระโจมเพียงชั่วพริบตา เสนาธิการกู้ถูกเตะจนกระเด็นไปกระแทกเสากระโจม เลือดสดๆ กระอักออกมาจากปากเมื่อเท้าของฉีอ๋องเหยียบลงบนอกอย่างหนักหน่วง
“เจ้ากล้าหักหลังข้า... ในขณะที่ข้ากินข้าวหม้อเดียวกับเจ้ามานานหลายปี?” เสียงของฉีอ๋องเย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ
แม่ทัพหลินเริ่มถอยกรูด เขาตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองพลาดไปแล้ว นี่ไม่ใช่ค่ายทหารที่ไร้ทางสู้ แต่เป็นกับดักที่ออกแบบมาเพื่อล่อเสือเข้าถ้ำอย่างแท้จริง
“ท่านแม่ทัพหลิน ท่านยังอยากจะอยู่ต่อเพื่อดูจุดจบของหนอนบ่อนไส้อีกคนหรือไม่?” หลี่เหมยฟางหยิบพัดขนนกขึ้นมาโบกเบาๆ อย่างใจเย็น “หรือท่านจะเลือกถอยกลับไป พร้อมกับความพ่ายแพ้ที่ท่านจะต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อเบื้องบนเอง?”
แม่ทัพหลินกัดฟันกรอด เขารู้ว่าหากฝืนปะทะที่นี่ กองทัพของฉีอ๋องที่ซุ่มรออยู่นอกกระโจมจะรุมทึ้งเขาจนไม่เหลือซาก “จดจำวันนี้ไว้... ฉีอ๋อง หลี่เหมยฟาง! องค์รัชทายาทไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
เมื่อกลุ่มชายชุดดำและแม่ทัพหลินถอยร่นออกไปจนลับตา ความเงียบสงัดก็กลับมาเยือนอีกครั้ง ฉีอ๋องเดินเข้ามาใกล้หลี่เหมยฟาง ลมหายใจของเขายังคงหอบถี่จากการปะทะ แววตาที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน
“เจ้าทำได้ดีมาก เหมยฟาง... แต่การที่เจ้าเปิดโปงเสนาธิการกู้ในวันนี้ ทำให้องค์รัชทายาทรู้ตัวว่าเราไหวตัวทัน” เขากล่าวพลางเอื้อมมือไปเกลี่ยรอยแดงที่ลำคอของนางอย่างแผ่วเบา
หลี่เหมยฟางประสานสายตากับเขา “หากไม่หักดิบเช่นนี้ กองทัพของเราก็เปรียบดั่งมีเนื้อร้ายเกาะกินไปเรื่อยๆ เจ้าค่ะท่านอ๋อง”
ทว่า ทันใดนั้น นายทหารหน้ากระโจมก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีตื่นตระหนก เขารีบก้มกราบแทบเท้าฉีอ๋อง “ท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... แต่ทว่า...”
ฉีอ๋องขมวดคิ้ว “ว่ามา!”
“ไม่ใช่พระราชโองการแต่งตั้ง แต่เป็น ‘พระราชโองการประหารชีวิต’ ที่ลงตราประทับขององค์รัชทายาทเพียงผู้เดียว... และตอนนี้ ขบวนคุมตัวนักโทษกำลังล้อมรอบค่ายเราไว้หมดแล้ว โดยมี ‘คนผู้หนึ่ง’ ที่ท่านไม่คาดคิดว่าเป็นผู้นำขบวน!”
หลี่เหมยฟางชะงักไปทันที นางรีบก้าวไปดูที่หน้ากระโจม เมื่อเห็นตราประจำตัวที่ปักอยู่บนธงของกองทัพที่ล้อมค่ายอยู่ ใบหน้าเรียบเฉยของนางพลันซีดเผือดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ท่านพ่อ...” นางพึมพำชื่อที่ทำเอาหัวใจคนฟังแทบหยุดเต้น
ฉีอ๋องหันไปมองสตรีที่ตนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความร้าวราน “บิดาของเจ้า... นำกองทัพมาเพื่อสังหารเราด้วยมือของเขาเองอย่างนั้นหรือ?”
ความหอมหวานของชัยชนะเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดของหมากกระดานใหม่ที่โหดร้ายกว่าเดิม
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ หวังว่าท่านจะยังไม่ละทิ้งกลยุทธ์รักของดอกโบตั๋นพันปีไปไหนนะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 17
สายลับในค่ายทหาร
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!