เสียงฝีเท้าขององครักษ์เสื้อแพรที่ย่ำกระชั้นเข้ามาบนพื้นไม้สนด้านนอก เปรียบเสมือนเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของหลี่เหมยฟางให้เต้นระรัวดั่งกลองสะบัดชัย นางไม่แม้แต่จะมีเวลาให้ลมหายใจสะดุด ความเย็นเยียบของเหล็กกล้าจากปลายกระบี่ที่พาดผ่านลำคอเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียวสันหลังวาบไว้ ทว่าสติปัญญาอันเฉียบคมกลับทำงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเงา
"ซ่อน!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับอุ้งมือหนาหยาบกร้านตามวิสัยชายชาติทหารที่คว้าข้อแขนเรียวบางของนางไว้แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกลิ่นสนิมเหล็กและจันทร์เขียวลอยกรุ่นแตะนาสิก ชั่วพริบตานั้น ร่างระหงของเหมยฟางก็ถูกดึงให้แนบชิดไปกับแผงอกกว้างภายใต้ชุดคลุมสีดำสนิทของฉีอ๋อง เฟยหลง
ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวผ่อง ขณะที่มืออีกข้างของเขากดศีรษะนางให้ซบลงกับลาดไหล่กว้างเพื่อบัง1รัศมีสายตาจากหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่า เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าต่างพอดิบพอดี เงาร่างทาบทับผ่านกระดาษสาของบานหน้าต่าง ลมหายใจขององครักษ์ด้านนอกแทบจะรดรินเข้ามาในห้อง
เหมยฟางขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นสันนูน นางมิได้หวาดกลัวต่อความตาย แต่นางแค้นเคืองที่ชีวิตของตนต้องมาแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการแย่งชิงอำนาจที่นางไม่ได้เป็นผู้ก่อ มือเรียวข้างหนึ่งกำชายเสื้อผ้าแพรเนื้อดีของฉีอ๋องแน่นจนยับย่น ปลายนิ้วจิกเกร็งระบายความอึดอัดคับแค้นใจ ทว่าร่างสูงใหญ่ของบุรุษเบื้องหน้ากลับนิ่งสนิทดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจใต้หน้าอกที่สะท้อนความมั่นคงทรงพลัง ราวกับจะบอกให้นางวางใจในอ้อมกอดนี้—อ้อมกอดของบุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นอ๋องนอกรีต
ผ่านไปชั่วกัลปสานราวกับหลายชั่วยาม เสียงฝีเท้าเหล่านั้นก็เคลื่อนคล้อยห่างออกไป พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการให้ไปตรวจสอบยังเรือนปีกขวา
เมื่อความเงียบงันกลับคืนมา ฉีอ๋องจึงค่อยๆ คลายแรงกอดรัดลง ทว่าเขากลับไม่ได้ถอยห่างทันที นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าเรียบเฉยที่เจือด้วยร่องรอยความไม่พอใจอย่างเด่นชัด
"ฝ่าบาททรงเล่นสนุกเกินไปแล้วกระมัง" เหมยฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบ แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยประกายไฟแห่งโทสะ นางขยับกายถอยหลังออกมาสามก้าวจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว "การลอบเข้าเรือนสตรีในยามวิกาลเช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของหม่อมฉันคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี"
เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มหยันที่หาความอบอุ่นมิได้ เขากวาดสายตามองสำรวจเรือนพักอันเรียบง่ายและทรุดโทรมตามสภาพของบุตรสาวขุนนางตกอับ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ
"ชื่อเสียงอันใดของเจ้าเล่า? บุตรีตกอับแห่งสกุลหลี่ ผู้ถูกคนทั้งเมืองหลวงมองว่าเป็นเพียงหมากไร้ค่าที่รอวันถูกเขี่ยทิ้ง หรือเจ้าคิดว่าองค์ชายสามผู้นั้นจะไว้ชีวิตเจ้าหลังจากที่เจ้าล่วงรู้ความลับเรื่องบัญชีส่วยคลังหลวง?"
คำพูดราวน้ำกรดสาดซัดเข้าใส่หัวใจของเหมยฟางอย่างจัง นางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ความจริงข้อนี้เจ็บปวดแต่มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ นางล่วงรู้ความลับที่ทรงพลังเกินไป หากไร้ซึ่งอำนาจคุ้มครอง นางก็ไม่ต่างอะไรกับใบไม้แห้งที่รอวันปลิดปลิว
"ท่านอ๋องทรงบุ่มบ่ามมาถึงนี่ คงไม่ได้มีพระประสงค์แค่มาเยาะเย้ยชีวิตอันน่าเวทนาของหม่อมฉันกระมังเพคะ" เหมยฟางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ตั้งสมาธิกลับมาสู่เกมกระดานตรงหน้า นางเชิดหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว "มีธุระอันใดก็โปรดตรัสมาตรงๆ เถอะเพคะ หม่อมฉันไม่มีเวลามาเล่นเกมรุกรับกับท่านในยามดึกดื่นเช่นนี้"
เฟยหลงหรี่ตาลง ประเมินสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นและการคำนวณ ช่างเป็นสตรีที่แปลกประหลาดเสียจริง ในยามที่คนอื่นตัวสั่นงันท่ามกลางเงาของความตาย นางกลับยืนหยัดอย่างสง่างามราวกับดอกโบตั๋นที่ผลิบานกลางพายุหิมะ
ฉีอ๋องก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มใบหน้าลงกระซิบด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย
"ข้าต้องการตัวเจ้า... และมันสมองของเจ้า"
เหมยฟางนิ่งงันไปชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่แน่ใจนัก "ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไร?"
"ฮ่องเต้ทรงพระประชวรเรื้อรัง อำนาจในราชสำนักตกอยู่ในมือของอัครเสนาบดีจ้าวและพรรคพวก กังฉินชั่วช้าพวกนั้นสูบเลือดสูบเนื้อราษฎรจนแผ่นดินลุกเป็นไฟ ข้าถูกเนรเทศให้ไปรักษาชายแดนก็จริง แต่ดวงตาและหูของข้าในเมืองหลวงไม่ได้บอดบอด" เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกก้าว จนเหมยฟางต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือ "ข้าต้องการล้มล้างอำนาจของตระกูลจ้าว ชำระล้างราชสำนักให้สะอาด แต่งานใหญ่เช่นนี้... ขาดกุนซือที่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมคนไม่ได้"
"ท่านอ๋องทรงคิดการใหญ่ถึงขั้นก่อกบฏเชียวหรือเพคะ!" เหมยฟางอุทานเบาๆ หัวใจกระตุกวูบ แต่นางยังคงควบคุมสีหน้าให้มั่นคง "นั่นคือการเหยียบย่างลงบนเส้นทางแห่งความตาย หากพลาดพลั้ง... ศีรษะของท่านและเก้าชั่วโคตรของหม่อมฉันคงได้ประดับอยู่บนกำแพงเมือง"
"มันไม่ใช่การกบฏ เหมยฟาง!" เฟยหลงสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเข้มข้นและทรงพลังจนสั่นสะเทือนแก้วหู "แต่มันคือการ 'ทวงคืน' บัลลังก์ที่ควรจะเป็นของข้าแต่แรกคืนมา ราชวงศ์หลี่กำลังจะล่มสลายเพราะคนโง่เขลา หากข้าไม่ลงมือ แผ่นดินนี้จะตกเป็นของพวกกบฏขายชาติ เจ้าอยากเห็นราษฎรต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของพวกมันไปถึงเมื่อไหร่กัน?"
คำว่า 'ราษฎร' และความยุติธรรมที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหด ทำให้เหมยฟางต้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นางพบว่าภายใต้เกราะเหล็กอันเย็นชาและชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัว บุรุษผู้นี้กลับมีอุดมการณ์ที่หนักแน่นดั่งหินผา
ทว่า... นักเจรจาผู้รอบคอบย่อมไม่ยอมก้าวลงสนามหมากโดยปราศจากผลประโยชน์ที่คุ้มค่า
เหมยฟางหลุบตาลงซ่อนประกายความคิดบางอย่าง ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มบางเบาอย่างเย้ยหยัน
"ข้อเสนอของท่านฟังดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นยิ่งนักเพคะ แต่น่าเสียดาย... หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในเรือนเบี้ย ไร้ซึ่งอำนาจเงินทองและกำลังพล เหตุใดท่านจึงต้องลงทุนมาเกลี้ยกล่อมหม่อมฉันถึงที่นี่ด้วยเล่า? สตรีฉลาดหลักแหลมในเมืองหลวงมีถมไป เหตุใดต้องเป็นหม่อมฉัน?"
เฟยหลงจ้องมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย หัวใจของบุรุษนักรบกระตุกวูบอย่างประหลาด สตรีผู้นี้ช่างเจรจานัก นางไม่เพียงแต่ไม่คล้อยตามคำหวานหรืออำนาจของเขา แต่ยังย้อนถามเพื่อต่อรองผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น
"เพราะสตรีพวกนั้นมีแต่ความอิจฉาริษยาและเล่ห์เหลี่ยมในเรือนหลัง แต่เจ้า..." เฟยหลงยื่นมือไปแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของนางแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนทำเอาเหมยฟางสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย "เจ้ามีทั้งสติปัญญา ความกล้าหาญ และ... ความแค้นต่อตระกูลจ้าวไม่ต่างจากข้า"
เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้น้ำในอกของเหมยฟางกระฉอกไหว
"หากเจ้าช่วยข้าคว่ำกระดานอำนาจนี้ ข้าจะมอบทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ... ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมให้แก่บิดา หรืออิสรภาพที่เจ้าโหยหามาตลอดชีวิต"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานกันท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เหมยฟางขบกรามแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ โอกาสที่จะแก้แค้นให้ตระกูลหลี่มาอยู่ตรงหน้าแล้ว หากนางปฏิเสธ ชีวิตนี้คงมีจุดจบไม่ต่างอะไรกับเศษธุลี แต่หากนางตอบรับ นางจะต้องก้าวเข้าสู่สมรภูมิการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิต
นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของฉีอ๋อง แววตาของนางแน่วแน่ เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความท้าทาย
"ท่านอ๋องทรงมั่นใจนักหรือเพคะ ว่าหม่อมฉันจะเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้แพ้ที่จะต้องถูกลากไปประหารพร้อมกับท่าน?"
เฟยหลงยิ้มรับ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์อันร้ายกาจของพยัคฆ์หนุ่ม เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาเคลือบหยกขาวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่าง ซึ่งบรรจุน้ำชาอุ่นๆ ที่ถูกรินทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา ยื่นส่งให้เหมยฟาง
"ดื่มชานี้เสีย แล้วเรามาเริ่มต้นเดินหมากตานี้ไปด้วยกัน..."
เหมยฟางมองถ้วยชาในมือของเขา สลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น นางยื่นมือเรียวออกไปรับถ้วยชาช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสโดนกันเบาๆ ส่งผ่านความเย็นยะเยือกของค่ำคืนและความร้อนระอุของพันธสัญญาอันตราย
ทว่า... ในวินาทีที่นางกำลังจะยกถ้วยขึ้นจิบเพื่อทำสัญญาร่วมมือ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังกระหน่ำขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงถีบประตูพังโครมลงมาอย่างรุนแรง!
"ตรวจค้นให้ทั่ว! ใต้เท้าจ้าวสั่งมาว่ามีกบฏหลบซ่อนอยู่ที่นี่!"
ดวงตาของเหมยฟางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันขวับไปมองประตูที่พังทลาย ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองฉีอ๋องที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยราوَกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและร่วมวางหมากไปกับตัวละครอันล้ำลึกเหล่านี้ด้วยกันนะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 3
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!