“ถ้าแม่นางซูยังคิดจะดึงดันใช้ข้ออ้างเรื่องอาการประชวรของท่านอ๋องมาปิดบังความผิด เกรงว่าตั๋วแลกเงินแปดหมื่นตำลึงจากโรงรับจำนำสกุลจินใบนี้นับว่าสิ้นสุดความกระจ่างแล้วกระมังเพคะ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งสลักดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในเรือนเฟิ่งเซียง เรือนรองที่ขึ้นชื่อเรื่องความโอ่อ่าหรูหราเกินฐานะอนุภรรยา ทว่ายามนี้กลับไร้ซึ่งความสง่างามโดยสิ้นเชิง เมื่อถูกรายล้อมด้วยราชองครักษ์เสื้อแพรสีดำสนิทนับสิบนาย ผู้ยืนวางตัวนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินสลัก บรรยากาศกดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของคนในเรือน
ไป๋ลี่หลินยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องโถง อาภรณ์ปักดิ้นทองลายพฤกษชาติขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดินอย่างมั่นคง ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยสะท้อนกับแสงไฟจากโคมไข่มุก ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตากลับมิใช่ความงามล่มเมืองของนาง หากแต่เป็นแผ่นกระดาษสีเหลืองนวลในมือเรียวระหงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าเป็น "ของจริง" ไร้ซึ่งรอยปลอมแปลง
ซูXอี้ (ซูอี้หนิง) ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น อาภรณ์ผ้าตี่หูสีชมพูอ่อนยับยู่ยี่ ใบหน้าที่เคยงดงามหยาดเยิ้มบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบเอ่ยคำใดไม่ออก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามมองสบเข้ากับดวงตาคู่คมกริบราวกับเหยี่ยวของฮูหยินเอก นางไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าสตรีที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในจวนอ๋อง จะสามารถสืบสาวราวเรื่องจนสาวมาถึงเส้นทางสายส่วยที่นางใช้เวลาถักทอนานแรมปีได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“ฮ... ฮูหยินเอกพูดเรื่องอันใดหม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ...” ซูอี้หนิงฝืนเค้นเสียงสั่นเครือออกมา พยายามปั้นหน้าตื่นตระหนกและน่าสงสารตามความเคยชิน ทว่ายามนี้มันกลับดูน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าสิ่งใด “ท่านอ๋องทรงประชวรหนัก หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงพระอาการ จน... จนอาจจะจัดการสิ่งใดผิดพลาดไปบ้าง...”
“จัดการผิดพลาด หรือตั้งใจจัดฉากสังหารกันแน่?”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นจากหน้าประตูก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำปักลายมังกรห้ากรงเล็บจะก้าวเข้ามา ท่าทีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง จ้าวเฟิงเฉินก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น สายตาคมกริบทอดมองอนุภรรยาเบื้องล่างด้วยแววตาดุจดั่งมองซากศพไร้ค่า รัศมีความกดดันระดับแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วนทำให้บ่าวไพร่ในเรือนต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ลี่หลินเหลือบสายตาขึ้นมองสามีแวบหนึ่ง นางมิได้แสดงอาการตกใจกับการปรากฏตัวของเขาแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าบุรุษผู้คลั่งรักผู้นี้ไม่มีทางปล่อยให้นางต้องเผชิญหน้ากับอันตรายลำพังเป็นแน่
“ท่านพี่...” ซูอี้หนิงร้องครางเสียงหลง รีบคลานเข้าไปหาหวังจะเกาะชายเสื้อคลุมของท่านอ๋อง ทว่าจ้าวเฟิงเฉินกลับถอยหลังหลบหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าสิ่งสกปรกจะแปดเปื้อนอาภรณ์ของตน สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ภรรยาเอกด้วยความรู้สึกบางเบาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันกลับมาพิพากษาโทษสถานหนัก
“เปิ่นหวังมอบความไว้วางใจให้เจ้าดูแลเรือนรอง แต่สิ่งที่เจ้าตอบแทนคือการร่วมมือกับหมอหลวงหลิว ลอบวางยาพิษเรื้อรังในสำรับยาของเปิ่นหวังผ่านทางอนุญาตของเจ้า... ความผิดนี้ สมควรจบลงที่ความตายหรือถูกโบยจนตายดีล่ะ?”
“หม่อมฉันถูกใส่ร้าย! เป็นนาง! เป็นไป๋ลี่หลินที่จัดฉากทั้งหมดขึ้นมาเพคะท่านอ๋อง!” ซูอี้หนิงแผדเสียงกรีดร้องด้วยความสติแตก เมื่อหนทางรอดถูกปิดตาย นางจึงเลือกที่จะชี้หน้ากล่าวหาฮูหยินเอกด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “นางอิจฉาที่ท่านอ๋องทรงโปรดปรานหม่อมฉัน นางจึงใช้กลอุบายนี้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามในเรือนหลัง!”
ลี่หลินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเฉียบคม “อิจฉาเจ้า? อนุซู เจ้าช่างประเมินค่าตนเองสูงเกินไปแล้วกระมัง อาการประชวรของท่านอ๋องที่แท้จริงเกิดจากยาถอนพิษย้อนเกล็ดที่ถูกผสมอยู่ในยาบำรุงที่เจ้าอ้างว่าเป็นคนเคี่ยวด้วยตนเองทุกวัน หลานชายของหมอหลวงหลิวเพิ่งจะคายความจริงออกมาหมดสิ้นเมื่อครู่ที่คุกมืดใต้ดิน เจ้ายังกล้าปฏิเสธว่าตั๋วแลกเงินแปดหมื่นตำลึงนี้มิได้มาจากตระกูลซูเพื่อซื้อตัวหมอหลวงมารายงานอาการเท็จต่อหน้าองค์จักรพรรดิอีกหรือ?”
สิ้นคำพูดของลี่หลิน องครักษ์เงาก็นำตัวชายชราในชุดขุนนางขั้นห้าผู้หนึ่ง ซึ่งมีสภาพเนื้อตัวมอมแมมและร่องรอยการถูกทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม โยนลงมากองกับพื้นเบื้องหน้าซูอี้หนิงทันที
หมอหลวงหลิวตัวสั่นงันท่ามกลางความหนาวเหน็บ เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นอนุซู เขาก็รีบตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหาพร้อมกับแผดเสียงโหยหวน “คุณหนูซู! ท่านช่วยข้าด้วย! ข้าสารภาพทุกอย่างแล้ว! ข้าบอกฮูหยินเอกไปหมดแล้วว่าท่านเป็นคนบงการเรื่องการใส่ยาพิษในโถยาตุ๋นโสม!”
“เจ้า... ไอ้คนสารเลว!” ซูอี้หนิงหน้าถอดสี รahยยิ้มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางพุ่งเข้าไปหมายจะข่วนหน้าหมอหลวงหลิว ทว่าถูกองครักษ์เสื้อแพรตรึงแขนเอาไว้เสียก่อน
จ้าวเฟิงเฉินกวาดสายตามองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะหันมาประสานสายตากับภรรยาเอก นางเอกสาวผู้มีความเยือกเย็นไม่แพ้กัน ลี่หลินพยักหน้ารับเบาๆ เป็นสัญญาณว่าหลักฐานทั้งหมดแน่นหนาพอที่จะถอนรากถอนโคนสายลับจากตระกูลฝั่งตรงข้ามที่ฝังตัวอยู่ในจวนอ๋องให้สิ้นซากในค่ำคืนนี้
“คุมตัวอนุซูและหมอหลวงหลิวไปขังไว้ที่คุกมืด รอฟังคำตัดสินในรุ่งสาง ส่วนบ่าวไพร่ในเรือนเฟิ่งเซียงทั้งหมด... โบยคนละสามสิบไม้แล้วขับไล่ออกจากจวน”
คำสั่งเด็ดขาดดังมาจากริมฝีปากของท่านอ๋องหนุ่ม บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ซูอี้หนิงถูกลากตัวออกไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินมืดสนิท
ภายในเรือนเฟิ่งเซียงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่ายังคงหลงเหลือกลิ่นอายความตึงเครียดจางๆ ลี่หลินถอนหายใจออกมาเบาๆ ยามก무อพับกระดาษหลักฐานในมือเตรียมจะหันหลังกลับเรือนพักของตน ทว่าข้อมือเรียวกลับถูกมือหนาคว้าเอาไว้เสียก่อน
“จะรีบไปไหนเล่า ฮูหยินของเปิ่นหวัง?”
เสียงทุ้มที่เคยเยือกเย็นยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น บัดนี้กลับเจือไปด้วยความอ่อนโยนและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย จ้าวเฟิงเฉินก้าวเข้ามาประชิดตัวจนกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยโอบล้อมร่างบางเอาไว้ ลี่หลินชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยความระแวงเล็กน้อย
“เสร็จกิจธุระชำระบัญชีแล้ว หม่อมฉันก็สมควรกลับไปพักผ่อนเพคะ ท่านอ๋องโปรดปล่อยมือด้วย” นางเอ่ยเตือนเสียงเรียบ พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม ทว่าแรงบิดน้อยนิดหรือจะสู้แรงของแม่ทัพหนุ่มผู้ฝึกยุทธ์มาอย่างโชกโชนได้
“พักผ่อนหรือ?” จ้าวเฟิงเฉินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกริบทอดมองภรรยาเอกด้วยความลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นความคลั่งไคล้อันร้อนแรงเอาไว้ “เจ้าเล่นสนุกคนเดียวมาครึ่งคืน ปล่อยให้สามีอย่างเปิ่นหวังต้องนั่งรอฟังคำพิพากษาในห้องหนังสืออย่างร้อนรน... เจ้าคิดว่าจะสะสางคดีนี้ด้วยการถอยหนีไปนอนเฉยๆ ได้อย่างนั้นหรือ?”
ลี่หลินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ “หม่อมฉันช่วยท่านถอนพิษและล้างบางหนอนกระเทือนถึงรากโคน เหตุใดจึงกลายเป็นว่าหม่อมฉันทำผิดเล่า?”
“เจ้าไม่ผิด... เจ้าทำได้ดีเยี่ยมเสียจนเปิ่นหวังอยากจะตบรางวัลให้เจ้าเสียด้วยซ้ำ” มุมปากของจ้าวเฟิงเฉินยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำเอาหัวใจของยอดกุนซือสาวกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ “แต่รางวัลที่ว่านี้... คงต้องไปตกลงกันต่อในห้องนอนของพวกเรา”
ทว่า ในจังหวะที่ลี่หลินกำลังจะอ้าปากปฏิเสธคำพูดกำกวมของสามีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กประจำพระราชวังก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบที่กำลังจะหวานซึ้ง
“กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” มหาดเล็กผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า หอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความเหนื่อยอ่อน มือทั้งสองข้างประคองราชโองการลับประทับตราหยกสีชาดขึ้นเหนือหัว “มีพระราชโรมการด่วนจากฮ่องเต้... ให้ท่านอ๋องนำกองกำลังทหารม้าเกราะดำสามหมื่นนาย มุ่งหน้าสู่ชายแดนเหนือทันทีในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟิงเฉินหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยทอประกายความอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบดุจคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก บรรยากาศรอบตัวกลับมาเย็นเยียบราวน้ำแข็งอีกครั้งในพริบตา
ลี่หลินรับราชโองการลับในมือของมหาดเล็กมาเปิดอ่านด้วยสายตาอันรวดเร็ว เนื้อความข้างในทำให้ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความตระหนักรู้ถึงเกมการเมืองอันสกปรกที่กำลังถูกเดินหมากขึ้นอีกครั้ง
“ศึกชายแดนเหนือสงบไปได้ไม่ถึงครึ่งปี เหตุใดจึงมีคำสั่งเคลื่อนทัพกะทันหันเช่นนี้?” ลี่หลินเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
จ้าวเฟิงเฉินรับกระดาษราชโองการมาถือไว้ สายตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรเหล่านั้นก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “เพราะเสด็จพี่ทรงเกรงกลัวอำนาจในมือของเปิ่นหวังมากเกินไปอย่างไรเล่า... การส่งเปิ่นหวังออกไปชายแดนในยามที่เมืองหลวงกำลังจะจัดงานพระราชพิธีใหญ่ ย่อมหมายถึงการบีบให้เปิ่นหวังต้องเลือก ระหว่างการปกป้องบัลลังก์ หรือการปล่อยให้คนใกล้ตัวที่อยู่ในจวน... ต้องตกเป็นเหยื่อของคมดาบในเมืองหลวง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของลี่หลินกระตุกวาบ นางตระหนักได้ทันทีว่าเป้าหมายที่แท้จริงมิใช่การส่งเขาไปรบ แต่เป็นการแยกเขี้ยวเล็บของพยัคฆ์หนุ่มออกจากนาง เพื่อเปิดทางให้ผู้อยู่เบื้องหลังสามารถบุกเข้าจู่โจมจวนอ๋องในยามที่ไร้เงาผู้ปกป้อง!
ทว่า ก่อนที่ลี่หลินจะได้เอ่ยคำเตือนใดๆ ออกมา จ้าวเฟิงเฉินกลับเอื้อมมือมาโอบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามลอยเข้าแตะจมูก พร้อมกับกระซิบแผ่วเบารดต้นคอระหงด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและมั่นคงดั่งหินผา
“ต่อให้เบื้องหน้าคือสนามรบหรือหลุมพรางแห่งความตาย... เปิ่นหวังก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดแตะต้องเส้นผมของฮูหยินเอกผู้นี้แม้แต่เส้นเดียว”
น้ำเสียงนั้นเพิ่งขาดหายไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยที่ดังกระหึ่มขึ้นจากนอกกำแพงจวนอ๋อง ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านสู่รุ่งอรุณแห่งการนองเลือด
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันมืดมิดและเกมอำนาจอันเฉียบคมนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 11
บุกเรือนรองชำระบัญชีแค้น
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!