ปลายเข็มเงินยาวสามนิ้วสะท้อนแสงนวลพ้นจากเปลวเทียนวับแวม ไป๋ลี่หลินตวัดข้อมืออย่างมั่นคง ฝังเข็มลงบนจุดชีพจรหย่งเฉวียนที่ฝ่าเท้าของจ้าวเฟิงเฉินอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ความเงียบงันภายในตำหนักอ๋องยามดึกสงัดถูกขับเน้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยเสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบด้านนอก กลิ่นอายของสมุนไพรจีนโบราณลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ชวนให้จิตใจสงบ ทว่าบรรยากาศรอบกายพวกเขากลับระอุร้อนด้วยคลื่นอารมณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ
"พิษในวรยุทธ์ของเจ้าสำนักสกุลหลี่ลึกล้ำยิ่งนัก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวของท่านอ๋องสามมองตรงไปยังภรรยาเอกผู้กำลังตั้งใจรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา แววตาคู่นั้นมิได้มีความเจ็บปวดจากพิษหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ
ไป๋ลี่หลินชักสีหน้าเรียบเฉย นางเก็บเข็มเงินลงในตลับไม้ไผ่ด้วยกิริยาสำรวม ทว่าหัวใจกลับเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ภายใต้อาภรณ์ปักดิ้นทองลายเมฆาอันวิจิตร นางยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดุจเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ ทว่าความใกล้ชิดในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมสร้างความปั่นป่วนในอกอย่างเลี่ยงไม่ได้
"หากท่านอ๋องยังทรงฝืนใช้พลังภายในเพื่อสะกดพิษเช่นเมื่อกลางวัน เกรงว่าต่อให้ข้ามีฝีมือเหนือล้ำกว่าฮวาโต๋เพียงใด ก็คงไม่อาจยื้อชีวิตท่านไว้ได้ถึงฤดูใบไม้ผลิหน้าหรอกเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือกระแสตำหนิบางเบาตามวิสัยของภรรยาผู้ทรงคุณธรรมและแพทย์หญิงผู้ถือหลักการ
จ้าวเฟิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หระ ร่างสูงใหญ่ที่เอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักขยับตัวเข้าหาช้าๆ แขนแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการศึกยื่นออกไปฉวยปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบของนางมากุมไว้โดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแคว้นแผ่ซ่านเข้ามาจนไป๋ลี่หลินสะท้านเฮือก
"เจ้าเป็นห่วงข้า..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างประหลาด ทอดเสียงต่ำจนคล้ายเสียงกระซิบข้างหู "ลี่หลิน... เจ้ากลัวว่าข้าจะตายจากเจ้าไปหรือ"
หัวใจของไป๋ลี่หลินกระตุกวูบ นางพยายามดึงมือกลับ ทว่าอุ้งมือของเขากลับดึงรั้งไว้มั่นราวกับคีมเหล็ก แววตาของจ้าวเฟิงเฉินในยามนี้ปราศจากความเยือกเย็นชาดั่งเช่นยามบัญชาการรบ มีเพียงความเว้าวอนและห้วงความรู้สึกอันลึกซึ้งที่พรั่งพรูออกมาจนแทบกลั้นไม่อยู่
"หม่อมฉันเพียงทำหน้าที่ของชายาและแพทย์ผู้รักษา..." นางหลบสายตา เลี่ยงไปมองเปลวเทียนที่ไหววับ "ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดออกมา หม่อมฉันมิอาจเข้าใจ"
"เจ้าเข้าใจ..." จ้าวเฟิงเฉินขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นอายสนามรบโอบล้อมร่างบางไว้จนแทบหมดทางหนี "ตั้งแต่คืนแรกที่เจ้าก้าวเข้าสู่ตำหนักนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าสตรีอื่นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา... ข้าไม่เคยรักผู้ใด ไม่เคยใส่ใจผู้ใด ยอมทำลายได้แม้กระทั่งบัลลังก์เพื่อปกป้องบ้านหลังนี้ที่มีเจ้าอยู่... ลี่หลิน ข้า... ข้าไม่อาจทนอยู่ได้หากวันหนึ่งแววตาคู่นั้นของเจ้ามองข้าอย่างเย็นชาเช่นคนแปลกหน้า ข้าคลั่งไคล้เจ้าจนแทบเป็นบ้าอยู่แล้ว... เจ้าไม่รู้เลยหรือ"
ถ้อยคำสารภาพรักอันหนักหน่วงและตรงไปตรงมาหลุดออกมาจากปากของบุรุษผู้ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดในใต้หล้า แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงพระAนามาศเมื่อเผชิญหน้ากับเขา ทว่าในยามนี้ กลับพรั่งพรูความในใจออกมาต่อหน้าสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความสั่นไหวเล็กน้อย
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย ไป๋ลี่หลินนิ่งงัน ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน คำพูดทุกคำของเขาแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท ก่อให้เกิดคลื่นความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ขยายไปทั่วทรวงอก ความซึนเดชาและทิฐิที่นางใช้ห่อหุ้มหัวใจมาตลอดสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ทว่า... เบื้องหลังของพวกเขายังมีเกมการเมืองในราชสำนักที่เชือดเฉือนทุกลมหายใจ ฮองเฮาและตระกูลขุนนางฝ่ายตรงข้ามกำลังจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวในตำหนักอ๋อง ความรักของท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจกับยอดกุนซือหญิงเช่นนาง หาใช่เรื่องเรียบง่ายในห้องหอไม่ มันคือคมดาบที่พร้อมจะย้อนกลับมาปลิดชีพพวกเขาทุกเมื่อ
ไป๋ลี่หลินหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรวบรวมสติทั้งหมดที่มี นางสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความหวั่นไหวในอก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาที่กลับมาเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง
นางกระตุกมุมปากยิ้มบางเบา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับสายลมพัดผ่าน ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีถ้อยคำสะเทือนขวัญใดหลุดออกจากปากของเขาเลย
"ดึกnพียงนี้แล้ว ท่านอ๋องคงจะทรงพิษกำเริบจนเริ่มเพ้อเจ้อพفดจ๋าเลอะเลือนเสียแล้วกระมังเพคะ" นางแสร้งทำเป็นเอียงคอสงสัยด้วยรอยยิ้มเยnชา "ดูท่าอาการบาดเจ็บครานี้จะกระทบกระเทือนถึงสมองส่วนความทรงจำของพระองค์เข้าเสียแล้ว หม่อมฉันเห็นทีต้องเพิ่มยาขมตำรับพิเศษให้เสวยติดต่อกันอีกเจ็ดวัน เพื่อขับพิษออกจากสมองให้หมดสิ้น"
จ้าวเฟิงเฉินชะงักค้าง ดวงตาคมกริบมองสตรีตรงหน้านิ่งงัน เขาเห็นความไหววับในแววตานั้น เห็นร่องรอยความเขินอายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเยnชาอย่างแนบเนียน บุรุษหนุ่มอดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มขื่นออกมาอย่างจนปัญญา ชายารักของเขานี่ช่าง... ดื้อรั้นและใจแข็งยิ่งกว่ากำแพงเมืองหลวงเสียอีก
ก่อนที่จ้าวเฟิงเฉินจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้ตอบ เสียงฝีเท้ารatรัวและเร่งรีบก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันน่าพิศวงนอกบานประตูไม้แกะสลัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนกของพ่อบ้านฉิน
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนของพ่อบ้านฉินสั่นเครือจนแทบขาดห้วง "ราชองครักษ์ม้าเร่งจากค่ายทหารชายแดนอุดร นำสาส์นลับประทับตราหยกเลือดม้ามาส่งถึงมือท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองทัพเบื้องบนประกาศให้ท่านอ๋องทรงพ้นจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์บูรพา และมีพระราชโองการ... สั่งให้จับกุมพระองค์ในข้อหากบฏทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันบีบคั้นนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 25
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์และคำสารภาพ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!