"กฎแห่งแคว้นระบุไว้ชัดเจนว่าด้วยมาตราแปดสิบสี่ ขุนนางขั้นสามขึ้นไปหาได้มีสิทธิ์โยกย้ายเสบียงคลังทหารเขตชายแดนโดยพละการ หากมิใช่พระราชโองการประทับตราหยกแท้... หรือว่าใต้เท้าหลี่จะทรงอ่านตัวหนังสือไม่ออก หรือแกล้งทำเป็นเลือนเลือนหลงลืมกฎมณเฑียรบาลไปเสียแล้วเล่าเพคะ?"
ซุ่มเสียงหวานใสแต่กังวานราวกระดิ่งเงินกระทบสายลม ดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงอันกว้างใหญ่
ไอร้อนระอุจากความตึงเครียดคุกรุ่นแผ่ซ่านปะปนกับกลิ่นไม้จันทน์หอมกรุ่นในอากาศ บรรยากาศรอบกายเหล่าขุนนางเฒ่าผู้ทรงอิทธิพลพลันเงียบกริบลงในทันที ราวกับมีใครเอาคีมเหล็กมาหนีบกรามของทุกคนไว้จนอ้าปากไม่ออก
ไป๋ลี่หลินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระแท่นมังกร อาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์เคียงมังกรสีชาดสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับ
แววตาคู่คมกริบดั่งนิลกาฬกวาดมองเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ยืนเรียงรายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายความเฉียบคมที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกผู้คนให้ขาดใจตายโดยไม่ต้องใช้ดาบ
ใต้เท้าหลี่ อัครเสนาบดีเฒ่าผู้มีศักดิ์เป็นถึงราชครูและกุมอำนาจครึ่งหนึ่งในราชสำนัก หน้าตึงเขียวคล้ำจนแทบจะกลายเป็นสีม่วงริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว
มือเหี่ยวย่นกำคันเสื้อแน่นจนเนื้อผ้าไหมชั้นดีแทบขาดวิ่น เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า สตรีที่เพิ่งตบแต่งเข้าจวนอ๋องสามมาได้ไม่กี่เดือน และถูกมองว่าเป็นเพียง "หมอหญิงไร้หัวนอนปลายเท้า" จะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดนำฎีกาฟ้องร้องฉบับจริง พร้อมบัญชีลับคลังเสบียงมาเปิดโปงกลางท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เช่นนี้!
"บังอาจ!" ใต้เท้าหลี่ตวาดลั่น เสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดัน "เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีสิทธิ์อันใดเข้ามายุ่มย่ามเรื่องราชการแผ่นดิน! การโยกย่อยเสบียงคลังครั้งนี้ เป็นไปเพื่อความมั่นคงของชายแดนตะวันตก... ฮูหยินเอกสาม เจ้าใช้อำนาจอันใดมากล่าวหาขุนนางผู้ใหญ่เช่นนี้!"
ลี่หลินแย้มสรุปบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางเหมันต์ แต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด นางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ขุนนางเฒ่าอีกหนึ่งก้าว อาภรณ์กรุยกรายส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความเงียบงัน
"สิทธิ์หรือเพคะ?" ลี่หลินทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูกดำ "สิทธิ์ของภรรยาแม่ทัพผู้รักษาแผ่นดิน สิทธิ์ของราษฎรผู้เสียภาษีบำรุงราชสำนัก และสิทธิ์ตามกฎหมายต้าหลี่ที่บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทุจริตเสบียงทหารในยามศึกสงคราม... มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
คำว่า *ประหารเจ็ดชั่วโคตร* ถูกเน้นย้ำทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำ ราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจคนฟัง ขุนนางหลายคนถึงกับหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
บนพระแท่นสูง ฮ่องเต้หนุ่มผู้ประทับนั่งเงียบมานาน ทอดพระเนตรมองฉากการปะทะฝีปากนี้ด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ มุมพระโอษฐ์ยกย้ำขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก
ขณะที่ท่านอ๋องสาม จ้าวเฟิงเฉิน ซึ่งยืนสง่นิ่งอยู่เบื้องขวาในชุดเกราะทมิฬประดับยศอ๋อง ทอดพระเนตรมองแผ่นหลังบางของภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและภาคภูมิใจ
ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์คู่นั้นกวาดมองเหล่าขุนนางรอบกาย หากใครบังเอิญขยับตัวหรือมีท่าทีคิดร้ายต่อสตรีของเขาแม้แต่น้อย รังสีอำมหิตเย็นยะเยือกจะแผ่เข้ากดทับทันทีจนผู้นั้นต้องรีบสงบจิตสงบใจ
"เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล! มีหลักฐานอันใดมายืนยันว่าข้าทุจริต!" ใต้เท้าหลี่เริ่มจนมุม น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความจนปัญญา พยายามหาทางเอาตัวรอด
ลี่หลินไม่รอช้า นางยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง
แปะ แปะ แปะ
เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่ว ทันใดนั้น ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากแถว พร้อมกับแบกหีบไม้จันทน์แดงสลักลายวิจิตรเข้ามาวางลงเบื้องพระพักตร์
เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก เอกสารบัญชีลับนับร้อยฉบับ ตราประทับปลอม และจดหมายลับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างตระกูลหลี่กับชนเผ่าทางเหนือก็ปรากฏแก่สายตาทุกคนในท้องพระโรง
"นี่คือบัญชีคลังจริงที่ข้าพเจ้าตรวจสอบร่วมกับหน่วยเงาพยัคฆ์ของท่านอ๋อง" ลี่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "ลายมือนี้ ลายมือประทับนี้ และเส้นทางการเงินนี้... ใต้เท้าหลี่ ท่านยังกล้าปฏิเสธอีกหรือไม่ว่า เมล็ดข้าวสามแสนหาบที่หายไป ไม่ได้อยู่ในท้องของพวกพ้องท่าน!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครา หนนี้แม้แต่เสียงหายใจก็แทบไม่ได้ยิน
ใต้เท้าหลี่ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นศิลา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อตระหนักว่า ตนเองได้พ่ายแพ้ให้กับสตรีผู้ปราดเปรื่องนางนี้อย่างราบคาบแล้ว
"ท่านพี่..." ลี่หลินหันกลับไปสบตากับจ้าวเฟิงเฉินที่ก้าวเข้ามายืนเคียงข้าง รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง ช่างตัดกับบรรยากาศนองเลือดในท้องพระโรงโดยสิ้นเชิง
จ้าวเฟิงเฉินยื่นมือหนาออกมาโอบเอวบางไว้หลวมๆ ปรารถนาจะดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อแสดงความรักความหวงแหน ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอιะวาจาชมเชยความเก่งกาจของภรรยา
ขันทีหน้าพระพักตร์ผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ล้มลุกคลานคลุกจนล้มกลิ้งลงแทบเบื้องพระบาท เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นราวกับเพิ่งควบม้าฝ่าพายุมานับพันลี
"ทูลฝ่าบาท! ทูลท่านอ๋อง!... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละลาน เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "กองทัพแดนเหนือ... กองทัพแดนเหนือของแม่ทัพใหญ่หลินถูกล้อมโจมตีโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และ... และมีราชโองการด่วนที่สุดจากไทเฮา ส่งตรงมาถึงจวนอ๋องสามแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวเฟิงเฉินชะงัก สีหน้าที่เคยเยือกเย็นและมั่นคงมาตลอดพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดดุดันในพริบตาเดียว
ลี่หลินหรี่ตาลง สัญชาตญาณแพทย์และกุนซือบอกนางทันทีว่า เกมการเมืองในราชสำนักครั้งนี้หาใช่แค่เรื่องเสบียงคลังทหาร แต่มันคือแผนการล้างบางตระกูลจ้าวครั้งใหญ่ที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลัง!
ขณะที่นางกำลังจะยื่นมือไปรับราชโองการสีชาดจากมือขันที ทันใดนั้น ประตูทองคำบานใหญ่ของท้องพระโรงก็ปิดกระแทกใส่กันด้วยแรงลมมหาศาล พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นกังวานก้องที่ดังมาจากความมืดมิดเบื้องนอก...
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันบีบคั้นและลึกซึ้งนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 22
ศึกน้ำลายในท้องพระโรง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!