กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในรัตติกาล ช่างมิอาจเทียบเท่ากับความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ปลายกระบี่โลหิตหยดลงบนพื้นหินอ่อนทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังให้กับผู้ที่บังอาจหาญกล้าแตะต้องสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของ "จ้าวเฟิงเฉิน"
ไป๋ลี่หลินทรุดกายลงพิงเสาเรือน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้ถูกย้อมด้วย
โลหิตสีแดงฉานจนน่ากลัว บาดแผลลึกที่หัวไหล่เกิดจากคมดาบเคลือบยาพิษของกลุ่มมือสังหารเงา
แม้สติปัญญาของนางจะล้ำเลิศเพียงใด สามารถวางกลยุทธ์ซ้อนกลยุทธ์เพื่อเอาชีวิตรอดมาได้นับครั้งไม่ถ้วน
ทว่ายามเมื่อพิษร้ายเริ่มลุกลามเข้าสู่กระแสโลหิต ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งก็พลอยชาหนึบจนแทบไร้เรี่ยวแรง
"ลี่หลิน..."
น้ำเสียงนั้น... มิใช่สุ้มเสียงของท่านอ๋องสามผู้เยือกเย็นและไร้หัวใจที่ผู้คนในราชสำนักต่างหวาดกลัว
แต่มันคือเสียงครางต่ำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก ราวกับหัวใจของเขากำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
จ้าวเฟิงเฉินก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคง ทว่ามือหนาที่กุมด้ามกระบี่กลับสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่
ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี บัดนี้แดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอยที่แตกซ่าน
ไอสังหารแผ่พุ่งทะลักออกมาจากร่างของเขาจนเหล่าองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่โดยรอบต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
พวกเขารู้ดี... นี่คือ "ขีดจำกัด" ที่ผู้เป็นนายไม่เคยแสดงออกมาให้ผู้ใดได้เห็น
"ท่าน..." ไป๋ลี่หลินพยายามแย้มยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความเจ็บปวด
ริมฝีปากที่ซีดเซียวขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หม่อมฉัน... ยังไม่ตายเพคะ..."
"หุบปาก!"
คำพูดนั้นไม่ได้เจือด้วยความโกรธเคืองนาง หากแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หวาดกลัวเหลือเกิน... หวาดกลัวว่าดวงดาวดวงเดียวในโลกอันมืดมิดของเขาจะดับแสงลง
จ้าวเฟิงเฉินทิ้งกระบี่ในมือลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย เขาก้าวเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างไม่นึกisระคายเคืองศักดิ์ศรีแห่งชิน왕
มือหนาประคองร่างบางเข้าสู่อ้อมอกอย่างทะนุถนอมราวกับนางทำจากแก้วผลึกอันเปราะบางที่สุด
ทว่าเมื่อปลายนิ้วของเขาแตะโดนรอยแผลที่ชุ่มโชกด้วยเลือด ความเดือดดาลระดับร้อยอสูรก็ระเบิดออกในอก
เขากวาดสายตาดุจพญาอินทรีมองไปยังกลุ่มมือสังหารนับสิบคนที่ถูกล้อมไว้ด้วยกองกำลังทหารรักษาการณ์
กลุ่มเงาทมิฬที่ขึ้นชื่อว่าไร้ความกลัวและพร้อมปลิดชีพตนเองเพื่อความลับ
ยามนี้กลับต้องตัวสั่นสะท้านด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของมัจจุราชที่แท้จริง
"พวกมัน... ใครที่เป็นคนลงมือ"
สุ้มเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับถูกโยนลงสู่ขุมนรกโลกันตร์
หัวหน้ามือสังหารเงาพยายามจะกัดเม็ดยาพิษที่ซ่อนไว้ในฟันกรามเพื่อปลิดชีพตนเองตามกฎเหล็ก
ทว่า... "ฉวะ!"
เร็วยิ่งกว่าความคิด ประกายกระบี่บินวาดผ่านอากาศดั่งสายฟ้าแลบ ตัดผ่านข้อมือของมือสังหารผู้นั้นจนขาดสะบั้น
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังลั่นทะลุความเงียบยามวิกาล
จ้าวเฟิงเฉินไม่ได้ลุกขึ้นยืน เขายังคงโอบกอดภรรยาไว้แนบอก มือข้างหนึ่งสะบัดออกเบาๆ
แต่มันคืออาณัติแห่งความตาย "ข้ายังไม่อนุญาตให้พวกเจ้าตายง่ายดายเช่นนั้น"
"ท่านอ๋อง... ไว้ชีวิต..."
"ไว้ชีวิต? หึ..." จ้าวเฟิงเฉินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากช่างงดงามราวกับปีศาจจำแลง
"ภรรยาของข้า แม้แต่ปลายนิ้วยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าแตะต้อง บังอาจนักนะ... ที่กล้าทำให้ร่างกายนางต้องเปื้อนรอยเลือดเช่นนี้"
ภาพการสังหารหมู่ที่ไร้ซึ่งความปรานีเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนนั้น
จ้าวเฟิงเฉินไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเองทุกราย แต่ทุกคำสั่งที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเขาคือการทรมานทั้งทางกายและจิตใจ
เสียงกรีดร้องของเหล่ามือสังหารดังระงมไปทั่วจวนอ๋อง
ทว่าไป๋ลี่หลินกลับมิได้รู้สึกสะท้านสะเทือน นางซบหน้าลงกับอกแผ่วกว้างที่กำลังเต้นรัวเร็วของสามี
รับรู้ได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นๆ ที่หยดลงบนเรือนผมของนาง
"ท่านพี่..." นางกระซิบเรียกเขาด้วยสรรพนามที่หาได้ยากยิ่งยามปกติ
"ข้า... หนาวเหลือเกินเพคะ..."
คำว่า "หนาว" ของนาง เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของจ้าวเฟิงเฉิน
อ้อมกอดที่กระชับอยู่แล้วจึงยิ่งรัดแน่นขึ้นไปอีก เขากดใบหน้าลงแนบขมับของนาง ถ่าย
ทอดไออุ่นจากร่างกายตนเองให้อย่างสุดกำลัง ดวงตาที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยจิตสังหารยามนี้กลับฉายแววเวทนาและตัดพ้อตนเองอย่างที่สุด
*เป็นเพราะข้า... เป็นเพราะข้าที่ปกป้องเจ้าไม่ได้*
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศความรักและความคลั่งรักกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ท่ามกลางกองเลือดนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
ตามมาด้วยเสียงประกาศก้องกังวานที่ทำลายความเงียบของราตรีลงอย่างสิ้นเชิง
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้ท่านอ๋องสามส่งตัวฮูหยินไป๋ เข้าเฝ้าท้องพระโรงกลางดึกค่ำคืนนี้โดยทันที!"
จ้าวเฟิงเฉินชะงักกุนซือหนุ่ม ดวงตาหงส์ที่เคยแดงก่ำเพราะความโกรธ
บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นประกายคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ
เขาค่อยๆ วางร่างของภรรยาลงพิงเสาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ
เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับลงบนพื้น บดบังแสงจันทร์จนมิด
ในมือหนายังคงถือกระบี่ที่หยาดหยดด้วยโลหิต... และรอยยิ้มเยือกเย็นที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ทำให้ขันทีผู้ถือราชโองการถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นทันทีที่สบตา
...เกมการเมืองในราชสำนัก... บังอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมนี้ในเวลาที่เขา "กำลังคลั่ง" เช่นนี้เชียวหรือ?
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันบีบคั้นและลึกซึ้งนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 16
ความคลั่งรักที่ถูกปลุก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!