ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 20

พระราชโองการปริศนา

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ที่อบอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับยามวิกาล บัดนี้กลับเจือจางด้วยกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามสายลมหนาวเหน็บยามอัสดง ไป๋ลี่หลินตวัดพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนกระดาษซวนจื่อแผ่นสุดท้ายอย่างมั่นคง ลายเส้นอักษรจีนตัวบรรจงระเบียบเรียบร้อยบ่งบอกถึงสติอันเยือกเย็นราวกับผิวน้ำในบึงลึก ทว่าหัวใจใต้ร่มผ้าไหมปักดิ้นทองลายหงส์คู่มังกรกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ นางย่อมรู้ดีว่าความเงียบสงบในจวนอ๋องสามตลอดสามวันที่ผ่านมาเป็นเพียงความสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ และในยามที่ราตรีโรยตัวปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง พายุลูกนั้นก็มาถึงแล้ว ปัง! ประตูลูกฟักไม้จันทน์หอมถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่าหนักหน่วงและทรงพลังจนม่านมุกสะเทือนไหว จ้าวเฟิงเฉินก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล บนบ่ากว้างยังมีไอความเย็นเยือกและเกล็ดน้ำค้างจากภายนอกเกาะพราว ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นมิได้ทอดมองสิ่งใดนอกจากร่างระหงของภรรยาเอกผู้กำลังวางพู่กันลงอย่างใจเย็น "ฝ่ามือของเจ้า... ยังเย็นเฉียบอยู่เช่นเคย" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาโอบประคองเรียวมือบางของนางไว้ในอุ้งมืออุ่นจัดของตน ทว่าความอบอุ่นนั้นไม่อาจกลบเกลื่อนความตึงเครียดที่แผ่ซ่านมาจากสัญชาตญาณนักรบของเขาได้เลย ไป๋ลี่หลินเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นสามี มุมปากหยักยิ้มบางเบาราวกับดอกเหมันต์ท้าทายลมหนาว นางไม่เอ่ยถามถึงสาเหตุที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ผู้เยือกเย็นต้องเร่งรีบกลับจวนกลางดึกเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เหน็บอยู่ข้างเอวสอบของเขาหาใช่กระบี่ประจำตำแหน่งไม่ หากแต่เป็นม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองอร่ามที่ผนึกด้วยตราประทับหยกมังกรห้าเล็บ—ราชโองการลับจากท้องพระโรง "ดูท่า ฮ่องเต้คงไม่อดทนรอให้ถึงยุ่งฉีรุ่งสางกระมั้งเพคะ" ลี่หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก นางดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลก่อนจะผายมือเชิญให้เขานั่งลงยังเก้าอี้พนักโค้งบุด้วยขนจิ้งจอกขาว จ้าวเฟิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุจพญาเสือปรากฏแววเย้ยหยันวับวาม "อดทนงั้นหรือ? เสด็จอาผู้นี้คงตระหนักได้แล้วกระมังว่า หมากกระดานที่ทรงวางไว้ทางชายแดนเหนือถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น จึงต้องทรงเร่งรีบใช้ไม้ตายสุดท้ายในยามวิกาลเช่นนี้" เขากระชากม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามออกมาจากอกเสื้อ โยนมันลงบนโต๊ะไม้กฤษณาตรงหน้าภรรยาเสียงดังปึ้ง ราวกับต้องการประกาศกร้าวว่าอำนาจสูงสุดในแผ่นดินก็ไม่อาจสั่นคลอนความมั่นคงในห้องหนังสือแห่งนี้ได้ ลี่หลินไม่รีบร้อนหยิบขึ้นมาอ่าน นางรินชาสมุนไพรฤทธิ์อุ่นส่งกลิ่นหอมกรุ่นให้สามีก่อนหนึ่งจอก ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบอัดบรรยากาศรอบตัวให้แน่นหนาขึ้นทีละน้อย นางค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกแกะสลักคลี่ม้วนผ้าแพรออกช้าๆ สายตาคมปลาบกวาดมองตัวอักษรหมึกดำที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์โดยตรง ทุกตัวอักษรที่ปรากฏแก่สายตาดั่งคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจ แม้จะเป็นถ้อยคำสรรเสริญเยินยอในความชอบของอ๋องสามผู้ปราบกบฏทางเหนือได้อย่างไร้ที่ติ ทว่าเนื้อหาแท้จริงกลับซ่อนยาพิษร้ายแรงเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม *‘...อ๋องสามมีความชอบใหญ่หลวง ย่อมต้องรับภาระกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อราษฎร ทรงโปรดให้นำกองกำลังทหารม้าทมิฬสามหมื่นนายมุ่งหน้าสู่เขตชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ทันทีโดยไม่ต้องรอท้องพระโรงเปิดทำการ และให้อ๋องเฟิงเฉินออกเดินทางภายในคืนนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขืน...’* ดวงตากลมโตของลี่หลินหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "ช่างเป็นพระราชโองการที่ชาญฉลาดเสียจริง... ส่งสามหมื่นนายไปชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ที่ไม่มีแม้แต่เงาข้าศึก เพื่อแยกท่านออกจากกำลังหลักในเมืองหลวง และเปิดช่องว่างให้สกุลไป๋ของข้ากลายเป็นแพะรับบาปในข้อหากบฏต่อแผ่นดินสินะเพคะ" จ้าวเฟิงเฉินเอื้อมมือหนามาแต้มปลายนิ้วลงบนหลังมือของนาง สัมผัสหยาบกร้านจากคราบสงครามบดบังความอ่อนโยนที่เขามีให้ภรรยาเพียงคนเดียวไม่ได้ "เจ้ากลัวหรือไม่, หลินเอ๋อร์?" ไป๋ลี่หลินเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและเพลิงแค้นที่ถูกจุดขึ้นอย่างเงียบงัน นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงกังวานใสดุจระฆังแก้วกังวานก้องไปทั่วห้องหนังสือ "กลัวหรือเพคะ? หม่อมฉันเพียงแต่เสียดายหมึกชั้นดีที่ใช้เขียนพระราชโองการฉบับนี้... ช่างสิ้นเปลืองยิ่งนัก" ลี่หลินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน นางเดินไปหยิบกล่องไม้แกะสลักลายวิจิตรที่ซ่อนอยู่หลังชั้นตำรา ก่อนจะวางมันลงตรงหน้าสามี "ในเมื่อเสด็จอาทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องออกเดินทางภายในคืนนี้ เช่นนั้นเราก็ควรสนองพระเนตรพระกรรณด้วยของขวัญชิ้นพิเศษเช่นกันเพคะ" จ้าวเฟิงเฉินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ เมื่อเห็นภรรยาเปิดกล่องไม้ออก เผยให้เห็นหยกพยัคฆ์ประจำกองกำลังลับที่ควรจะอยู่ในมือของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น แต่อีกฝ่ายกลับถือมันไว้ในมือราวกับเป็นเพียงเศษหินไร้ค่า ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันที่ลานเรือนด้านนอก ตามด้วยเสียงตวาดก้องขององครักษ์ประจำจวนที่ปะทะกับผู้มาเยือนอย่างดุเดือด เพล้ง! เสียงกระเบื้องแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว ประตูห้องหนังสือถูกกระแทกเปิดออกอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอบนี้มิใช่สายลมหนาว หากแต่เป็นเงาร่างในชุดเกราะเหล็กกล้าของกองกำลังราชองครักษ์หลวงนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามาล้อมรอบห้องไว้หมดสิ้น "บังAอาจ! ใครอนุญาตให้พวกเจ้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตเรือนพักส่วนตัวของท่านอ๋อง!" จ้าวเฟิงเฉินตวาดลั่น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนทหารองครักษ์กลุ่มนั้นหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดไปคนละก้าวด้วยความหวาดกลัวในบารมีของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหด ท่าמกลางความโกลาหลนั้น ร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้าซีดเซียวของเสนาบดีหลี่ มือขวาของเขายกขึ้นประสานคารวะอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษอีกฉบับออกมาจากอกเสื้อ "ทูลท่านอ๋องสาม... กระหม่อมได้รับพระราชประสงค์เร่งด่วนให้อัญเชิญฮูหยินไป๋ลี่หลินเข้าเฝ้าเป็นการเร่งด่วน ณ ตำหนักใน ในยามวิกาลนี้พ่ะย่ะค่ะ ด้วยเหตุว่า... มีข้อกล่าวหาว่าฮูหยินทรงร่วมมือกับสายลับแคว้นศัตรู ลักลอบส่งแผนที่ค่ายทหารหลวงออกไป!" สิ้นคำกล่าวของเสนาบดีหลี่ บรรยากาศภายในห้องหนังสือก็พลันเย็นยะเยือกดั่งตกอยู่ในขุมนรกภูมิ จ้าวเฟิงเฉินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีกดดันระดับมหาอำนาจพรั่งพรูออกมาจนทหารองครักษ์ทั้งหมดแทบทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ข้างเอวเตรียมปลิดชีพคนผู้นี้ทันที ทว่า ไป๋ลี่หลินกลับยกมือขึ้นแตะแขนของสามีเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม นางมิได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้างามสง่าระบายรอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ นางก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเสนาบดีหลี่ด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กำลังมองมดปลวก "ข้อกล่าวหาหนักหนานัก... แต่เสนาบดีหลี่กลับลืมคิดไปข้อหนึ่ง" ลี่หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึก "หากหม่อมฉันเป็นสายลับจริง เหตุใดหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด... จึงเพิ่งถูกค้นพบโดยคนที่ถือราชโองการปลอมๆ เช่นท่านเล่า?" นางหันไปสบตากับจ้าวเฟิงเฉินที่กำลังมองนางด้วยแววตาห่วงหาและดุดันในคราวเดียวกัน ก่อนที่ลี่หลินจะสะบัดแขนเสื้อแล้วหยิบป้ายหยกประจำตัวฮ่องเต้ที่ขโมยมาจากห้องทรงพระสำราญเมื่อค่ำวานนี้ขึ้นชูต่อหน้าทุกคน พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่ทำให้เสนาบดีหลี่หน้าถอดสีจนซีดเผือดไร้สีเลือด... ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันบีบคั้นและลึกซึ้งนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%