กลิ่นอายของเหล้าหมักนับสิบปีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยอวลอยู่เบื้องหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์ร่อนมังกรทะยาน ในตำหนักใหญ่ของอ๋องใหญ่ยามนี้ หาได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานฉลองวันคล้ายวันประสูติไม่ หากแต่เงียบงันราวกับลานประหารก่อนย่างก้าวแห่งคมดาบ
"พี่ใหญ่ทรงพระสำราญยิ่งนัก สุราจอกนี้... น้องสามขอคารวะให้แก่ความทะเยอทะยานอันไร้ขอบเขตของท่าน"
ซุ่มเสียงทุ้มต่ำแต่น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีของจ้าวเฟิงเฉินดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดลง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวปักลายกิเลนสีนิลสนิทก้าวเข้าไปช้าๆ ท่วงท่ามั่นคงไร้ความเกรงกลัว แม้เบื้องล้อมรอบตัวเขาจะเต็มไปด้วยองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยที่ชักกระบี่ออกจากฝัก เปล่งประกายวาววับสะท้อนกับแสงคบเพลิงสีแดงฉาน
จ้าวเฟิงtian (อ๋องใหญ่) แย้มสรุปด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาหรี่แคบมองน้องชายต่างมารดาผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทักษิณไว้ในมือ มือหนากำจอกสุราในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
"น้องสาม... เจ้าช่างกล้าหาญนัก รุกเข้ามาถึงถ้ำเสือเพียงลำพัง หรือคิดว่าอำนาจในมือจะคุ้มหัวเจ้าให้พ้นจากราชโองการฉบับนี้ได้!" อ๋องใหญ่สะบัดพระหัตถ์ โยนฎีกาแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เอกสารแผ่นนั้นเผยให้เห็นตราประทับสีชาดของสำนักราช sekretariats อย่างชัดเจน
ไป๋ลี่หลินที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังสามี กวาดสายตาคมปลาบปราดมองเอกสารฉบับนั้นเพียงเสี้ยววินาที นางมิได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ภายใต้ชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนสีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นทอง มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างประสานกันไว้อย่างสำรวม สติปัญญาอันปราดเปรื่องกำลังประมวลหมากทุกตาที่ฝ่ายตรงข้ามซ่อนเอาไว้
"ฎีกาข้อกล่าวหาเรื่องการสะสมกำลังพลนอกอาณาเขตและเตรียมก่อกบฏ... ช่างเป็นข้อหาที่ประณีตบรรจงยิ่งเพคะท่านพี่ใหญ่" ไป๋ลี่หลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงใสกังวานราดรดบรรยากาศอันตึงเครียดให้ยิ่งเย็นเยียบลงไปอีก นางก้าวออกมาเคียงข้างสวามีอย่างไม่เกรงกลัว สายตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก "ทว่า... น่าเสียดายที่หลักฐานเหล่านี้ มีร่องรอยของหมึกพิมพ์ที่ยังไม่แห้งสนิทดี ประทับตราโดยสำนักราชเลขานุการที่ถูกปิดตายไปตั้งแต่สามวันก่อน... ท่านอ๋องใหญ่ทรงรีบร้อนเกินไปกระมังเพคะ"
อ๋องใหญ่พระพักตร์เผือดสีลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดบิดเบี้ยว "สามหร้าง! ชายาของเจ้ารู้มากเกินไปแล้ว!"
จ้าวเฟิงเฉินก้าวขึ้นมาบังร่างบอบบางของภรรยาไว้ครึ่งก้าว ไหล่กว้างที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวปกป้องนางไว้อย่างมิดชิด สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองพี่ชายแท้ๆ ของตนราวกับมองซากศพ "หากใครบังอาจแตะต้องนางแม้แต่ปลายเส้นผม วันนี้... เลือดของคนทั้งตำหนักนี้ จะไหลนองท่วมบันไดหินอ่อนจนหมดสิ้น"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงก็ดิ่งฮวบลงสู่จุดเยือกแข็ง ทหารองครักษ์นับร้อยนายขยับเข้าประชิดวงล้อม ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับอาวุธ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอก กำแพงตำหนักสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว เสียงกู่ร้องก้องคำรามของกองทัพพยัคฆ์ทักษิณดังประสานเสียงกันจนน่าขนพองสเกียว
"กองทัพพยัคฆ์ทักษิณ... บุกรุกเขตพระราชฐาน!" เสียงขันทีหน้าโถงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จ้าวเฟิงเฉินหาได้สะดุ้งสะเทือน เขาเพียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันอันไร้ความรู้สึก มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของไป๋ลี่หลินไว้แน่น บีบกระชับเพื่อส่งผ่านไออุ่นและความมั่นคงให้แก่กัน
"พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าข้ามามือเปล่าหรือไร?" จ้าวเฟิงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจกดดันจนผู้อยู่รอบข้างแทบหายใจไม่ออก "แผนการกบฏที่ท่านจัดฉากขึ้น เพื่อโยนความผิดให้ข้า บัดนี้... ถูกถอดรหัสและส่งตรงถึงพระเนตรพระกรรณของเสด็จพ่อเรียบร้อยแล้ว"
อ๋องใหญ่ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้มังกรด้วยความหมดแรง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เป็นไปไม่ได้! ข้ากุมเส้นทางเข้าออกเมืองหลวงไว้หมดแล้ว!"
"เส้นทางหรือ?" ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบar งดงามทว่าเย็นชาถึงกระดูกดำ "ท่านลืมไปแล้วหรือเพคะว่า สมุนไพรตระกูลไป๋ของข้า มิได้มีดีเพียงแค่รักษาโรค แต่ยังใช้ 'ลบ' ร่องรอยการเคลื่อนทัพได้อย่างแนบเนียนที่สุด หน่วยเงาของท่าน... ถูกมอมยาให้หลับใหลไปตั้งแต่ยามอู่แล้วเพคะ"
ความจริงอันโหดร้ายประเดประดอนเข้าใส่จนอ๋องใหญ่แทบกระอักเลือด ทว่าในวินาทีแห่งความพ่ายแพ้นั้น แววตาของเขากลับฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง มือที่สั่นเทาเอื้อมไปคว้าจาเหล้าที่อยู่ใกล้ที่สุด ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังลั่นโถง
"ฮ่าๆๆ... ดี! เก่งมาก! สมกับที่เป็นท่านอ๋องสามและชายาผู้ปราดเปรื่อง!" อ๋องใหญ่สำลักเลือดออกมาคำโต ทว่าริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเลือดเย็น "แต่พวกเจ้าคิดว่า... ชัยชนะครั้งนี้เป็นของพวกเจ้าจริงๆ หรือ?"
จ้าวเฟิงเฉินขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยพุ่งสูงถึงขีดสุด เขาตวัดแขนดึงร่างของไป๋ลี่หลินเข้าหาตัวทันที พร้อมๆ กับที่เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าดังกระหึ่มยิ่งกว่าเดิมจากภายนอกตำหนัก
ทว่า... เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของกองทัพพยัคฆ์ทักษิณ!
ประตูทองคำสลักลายวิจิตรของตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี แสงไฟจากคบเพลิงนับพันสาดส่องเข้ามาอาบไล้ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะทองคำอร่าม ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพพิทักษ์นครหลวง พร้อมด้วยราชโองการสีทองอร่ามในมือ
"พระราชโองการด่วนที่สุด!" เสียงประกาศก้องกังวานของมหาดเล็กหลวงดังบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของทุกคนในที่นั้น "ด้วยองค์ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนัก บัดนี้... มีพระราชโองการให้ปลดท่านอ๋องสาม จ้าวเฟิงเฉิน จากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และควบคุมตัวไว้สอบสวนฐานสมคบคิดกับอ๋องใหญ่ทันที!"
รอยยิ้มของอ๋องใหญ่ฉีกกว้างขึ้นจนน่ากลัว ในขณะที่ดวงตาคมกริบของจ้าวเฟิงเฉินหรี่ลงเล็กน้อย ไป๋ลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึกว่าความหนบเหนียวของเกมอำนาจนี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ หมากตานี้... มีคนซ้อนแผนเหนือพวกเขาก้าวหนึ่งเสมอ!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันบีบคั้นนี้ไปกับข้า ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 29
ของขวัญวันเกิดที่นองเลือด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!