เสียงกระบี่กระทบฝักเหล็กดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงในโถงรับรองชั้นในของจวนอ๋องสาม บรรยากาศอึมครึมราวกับมีเมฆฝนทมิฬปกคลุมหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก หยางจง องครักษ์เงาผู้ติดตามรับใช้จ้าวเฟิงเฉินมาแรมปีทรุดกายลงคุกเข่าอย่างกะทันหัน ใบหน้าคมคายที่เคยบึกบึนบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากแห้งผากมีคราบโลหิตสีดำคล้ำไหลซึม เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับจนเส้นผมเปียกลู่ลู่
"อั๊ก...!"
เสียงครางต่ำเล็ดลอดออกมาจากลำคอหนา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่เซถลาจนเกือบกระแทกเข้ากับเสาไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ พิษโลหิตสลายกระดูกกำลังกำเริบอีกครั้ง และครั้งนี้รุนแรงเสียจนเส้นเอ็นทั่วร่างปูดโปนเป็นสีม่วงคล้ำ
จ้าวเฟิงเฉินก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลูกน้องคนสนิทด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ภายใต้ใบหน้าเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ซ่อนความกังวลระคนขัดใจเอาไว้ลึกซึ้ง บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของกองทัพแคว้นต้าฉี สามารถบัญชาการทหารนับแสนให้บุกน้ำลุยไฟได้อย่างไม่ลังเล แต่กลับต้องมาจนปัญญาต่อพิษร้ายในกายองครักษ์ผู้ภักดี ที่ถูกลอบวางยามาจากค่ายกลทัพประจิมเมื่อหลายปีก่อน
"ท่านอ๋อง... อย่าทรงเปลืองแรงกับกระหม่อมเลยพะยะค่ะ..." หยางจงเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก เลือดสีดำไหลทะลักออกจากมุมปากหยดลงบนพรมปักลายเมฆมงคลสีชาด
"หุบปากซะ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงสั้นๆ แต่กลับทรงพลังกดดันจนรอบบริเวณเงียบกริบ จ้าวเฟิงเฉินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาสั่งให้คนไปตามหมอเทวดาทั่วทั้งเมืองหลวงมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถถอนพิษประหลาดนี้ได้ มีเพียงการใช้พลังภายในคอยกดจุดระงับอาการไว้ชั่วคราว ซึ่งทำให้ร่างกายของหยางจงยิ่งเสื่อมถอยลงทุกวัน
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ม่านโปร่งสีมุกด้านในก็ถูกเลิกขึ้นด้วยเรียวนะงัตเนียนนุ่ม ไป๋ลี่หลินก้าวเท้าออกมาด้วยจังหวะจะโคนสง่างาม อาภรณ์ปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นสีฟ้าครามพลิ้วไหวตามการเคลื่อน
นางกวาดสายตาปราดเดียวก็ประเมินสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ถอยไปเพคะ ท่านพี่"
น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ จ้าวเฟิงเฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบหันมาสบตากับภรรยาเอกผู้มักจะซ่อนความคมคายไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเยnชา ทว่ายามนี้ ในแววตาคู่สวยกลับปรากฏประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจบุรุษผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ
"ลี่หลิน เจ้าจะทำอะไร" จ้าวเฟิงเฉินเอ่ยถาม เสียงของเขาเจือความระแวงระวังเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่ไว้วางใจนาง แต่เพราะพิษในกายหยางจงนั้นร้ายกาจเกินกว่าที่สตรีในห้องหอจะรับมือไหว
"หม่อมฉันเป็นภรรยาของท่านอ๋อง และยังเป็น 'หมอ' ที่ท่านมองข้ามความสามารถไปต่างหากล่ะเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงความดื้อรั้นที่ทำให้คนมองนึกหมั่นไส้อยู่ไม่น้อย
ไป๋ลี่หลินไม่รอให้สามีได้เอ่ยคัดค้าน นางทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าหยางจงที่กำลังหายใจรวยริน นิ้วเรียวดั่งลำหยกหยิบกล่องเข็มเงินสลักลายวิจิตรออกจากแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว ท่าทางที่สงบนิ่งและมั่นอกมั่นใจราวกับเซียนโอสถกลับชาติมาเกิด ทำให้องครักษ์รอบกายถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความตื่นตะลึง
"ฮูหยิน... อย่าทรงแตะต้องตัวกระหม่อมเลยพะยะค่ะ เกรงว่าจะ..." หยางจงพยายามฝืนกายถอยหนีด้วยความเกรงใจ
"ถ้าไม่อยากให้กระดูกทั่วร่างแหลกสละเป็นผุยผงภายในหนึ่งเค่อนี้ ก็จงหุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ" ลี่หลินเอ่ยเสียงเฉียบขาด ประกายตาคมกริบดั่งมีเวทมนตร์สะกดให้องครักษ์หนุ่มถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ ความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันผสมผสานกับตำรายาโบราณนับพันเล่มที่นางจดจำไว้ในห้วงสำนึกถูกดึงออกมาใช้งานอย่างรวดเร็ว ในสายตาของนางเวลานี้ หยางจงไม่ใช่คนสนิทของสามี แต่เป็น 'คนไข้' ที่นางต้องยื้อชีวิตกลับมาจากยมโลกให้จงได้
*ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!*
เข็มเงินเล่มยาวสามเล่มถูกปักลงบนจุดชีพจรสำคัญบริเวณต้นคอและแผ่นหลังของหยางจงอย่างแม่นยำราวนับคำนวณด้วยเครื่องกล ทุกท่วงท่าไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ความเร็วและความแม่นยำระดับนี้ ต่อให้เป็นหมอหลวงอาวุโสประจำสำนักหมอหลวงก็ยังต้องอับอายขายหน้า
จ้าวเฟิงเฉินยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่ง สตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ตระกูลไป๋ส่งมาเพื่อสอดแนมเขา บัดนี้กลับกำลังแสดงด้านที่น่าทึ่งและลึกล้ำออกมาเรื่อยๆ นางเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมีความรู้เรื่องพิษลึกล้ำถึงเพียงนี้?
ผ่านไปชั่วก้านธูป เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มกรอบหน้าเนียนใสของไป๋ลี่หลิน นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดซับเหงื่อที่ขมับอย่างไม่ถือตัว ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดรีดไปตามเส้นโลหิตบริเวณหัวไหล่ของหยางจง
*พรวด—!*
โลหิตสีดำสนิทราวกับหมึกจีนพุ่งทะลักออกมาจากปากของหยางจงลงสู่ชามกระเบื้องเคลือบที่ลี่หลินเตรียมไว้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าทันทีที่เลือดพิษสีดำถูกขับออกมาจนหมด สีหน้าที่เคยเขียวคล้ำและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของหยางจงก็เริ่มผ่อนคลายลง ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมอขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"อะ... อาการเจ็บปวดเมื่อครู่... หายไปหมดแล้วพะยะค่ะ?" หยางจงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาลองขยับแขนขาดู พบว่าพลังภายในที่เคยติดขัดบัดนี้ไหลเวียนได้ราบรื่นกว่าเดิมเสียอีก
เหล่าองครักษ์ที่ยืนรายล้อมต่างพากันสูดปากด้วยความอัศจรรย์ใจ บางคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาที่มองมายังฮูหยินเอกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความเคลือบแคลงสงสัย กลายเป็นความยำเกรงและศรัทธายิ่ง
ไป๋ลี่หลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน นางปัดฝุ่นตามชายเสื้อเล็กน้อยด้วยท่าทางสง่างาม ก่อนจะหันไปสบตากับสามีที่ยืนนิ่งค้างดั่งรูปสลัก
"พิษในกายของเขาถูกขับออกไปเจ็ดส่วนแล้วเพคะ ที่เหลือเพียงต้องดื่มยาต้มบำรุงโลหิตติดต่อกันเจ็ดวัน อาการก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง... ท่านอ๋อง คิดว่าฝีมือการรักษาของหม่อมฉัน พอจะใช้การได้หรือไม่เพคะ?" นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย้าแหย่เล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทาย
จ้าวเฟิงเฉินไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาในทันที เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบางด้วยความเร็วที่เหนือกว่า แล้วใช้มือหนาคว้าข้อศอกเรียวของนางไว้เบื้องหน้า ดวงเนตรคมกริบกวาดมองสำรวจทั่วร่างของนางราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่
บรรยากาศรอบกายกลับมาระอุขึ้นอีกครั้งด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายในอกของท่านอ๋องหนุ่ม
"เจ้าซ่อนอะไรไว้อีก ไป๋ลี่หลิน..." เขากระซิบเสียงต่ำชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนนางต้องย่นคอหนีเล็กน้อย "สตรีที่รอบรู้เรื่องพิษและวิชาแพทย์ขั้นสูงเช่นเจ้า... เหตุใดจึงยอมตบแต่งเข้ามาในจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้กันแน่?"
ลี่หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางไม่ยอมหลบสายตาคมคลาวนั้นแม้แต่น้อย กลับเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ปกเสื้อปักดิ้นทองของเขาเบาๆ
"ถ้าหม่อมฉันบอกว่า... เข้ามาเพื่อปกป้องท่านจากเงื้อมมือของพวกมดปลวกในราชสำนักเล่าเพคะ... ท่านจะเชื่อหรือไม่?"
คำพูดนั้นทำให้จ้าวเฟิงเฉินชะงักงัน หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับเต้นกระหน่ำรุนแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำปนอันตรายนั้นเอง...
*พรวด!*
เสียงธนูแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหวทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาปักลงบนเสาไม้กลางห้องอย่างแม่นยำ ปลายลูกศรเคลือบด้วยคราบโลหิตสีเขียวเรืองแสงสะท้อนกับแสงตะเกียง และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือมีกระดาษแผ่นเล็กมัดติดไว้ที่หางลูกศร
จ้าวเฟิงเฉินคว้าลูกศรนั้นขึ้นมาแกะออกอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนนั้นเพียงแวบเดียว ใบหน้าคมคายก็ถมึงทึงลงจนน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนหยางจงและองครักษ์ต้องรีบถอยกรูด
"ท่านอ๋อง เกิดอะไรขึ้นพะยะค่ะ?" ลี่หลินขมวดคิ้วมุ่น นางยื่นมือไปหมายจะหยิบกระดาษในมือเขามาดู
แต่จ้าวเฟิงเฉินกลับกำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือ ดวงเนตรคมกริบมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและระทึกขวัญอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"ฮองเฮามีพระราชโองการลับ... ทรงเรียกตัวเจ้าเข้าเฝ้าที่ตำหนักในกลางดึกคืนนี้... และข้อหาก็คือ 'ลอบใช้มนต์ดำวิชา-มารสะกดจิตใจผู้คน'"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับข้า ไป๋เหลียนฮวา ค่ะ
ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 7
หมอเทวดาผู้เร้นกาย
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายซึนกับอ๋องหนุ่มผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!