“ปิดมันเดี๋ยวนี้ ภาคิน!”
ปลายนิ้วของรินรดาสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ เล็บมนจิกลงบนฝ่ามือของตัวเองจนผิวเนื้อขึ้นรอยซีดขาว ลมหายใจของเธอติดขัดอยู่ในลำคอคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมมาบีบรัดหลอดลมไว้แน่น เสียงจากไฟล์บันทึกเสียงที่กำลังเล่นผ่านลำโพงโน้ตบุ๊กไม่ใช่แค่คลื่นความถี่ธรรมดา แต่มันคือเสียงสะท้อนจากอดีตที่กรีดแทงลงกลางหัวใจ—น้ำเสียงแหบพร่า แผ่วระโหย ทว่าจังหวะการเว้นวรรคและการทอดเสียงนั้น เธอไม่มีวันลืมได้ลงคอ
นั่นคือเสียงของ ‘พิมพ์แข’ ผู้หญิงที่นอนแน่นิ่งเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในห้องพักผู้ป่วยพิเศษตลอดสิบปีเต็ม!
ภาคินไม่ยอมกดหยุด เขากลับเอื้อมมืออันอบอุ่นและมั่นคงมาคว้าข้อมือที่สั่นเทาของเธอไว้ สายตาคมปลาบของนักข่าวอิสระจับจ้องอยู่ที่หน้าจอคลื่นเสียงซึ่งกำลังขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ
“ฟังให้จบก่อน รินรดา” เสียงของเขาต่ำและเฉียบขาด ปราศจากความลังเล “คุณต้องฟัง... ปลายสายที่โทรเข้ามาในเบอร์ลับนี้ บันทึกเวลาไว้เมื่อสามวันก่อน ไม่ใช่เมื่อสิบปีที่แล้ว!”
*‘...อย่าไว้ใจใครในบ้าน... ริน... ออกไปจากที่นั่น... อย่าให้ศจี...’*
เสียงปลายสายขาดห้วงไปพร้อมกับเสียงโลหะกระทบพื้นอย่างแรง ก่อนที่สัญญาณจะถูกตัดไปดื้อๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณสายว่างที่ดังตู๊ด... ตู๊ด... สะท้อนก้องในห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของภาคิน ความเงียบงันที่โถมทับเข้ามาในทันทีนั้นช่างเย็นเยียบจนน่าขนลุก
รินรดาเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะไม้ เธอสบตากับภาคิน นัยน์ตาคู่สวยที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวเวลานี้กลับสั่นไหวด้วยความสับสนและหวาดหวั่นจนแทบปิดไม่มิด
“มัน... มันเป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำ ริมฝีปากสั่นเทา “ฉันเพิ่งไปเยี่ยมแม่มาเมื่อวันอาทิตย์ แม่ยังคงนอนอยู่บนเตียง มีสายระโยงระยาง ชีพจรยังเต้นด้วยเครื่องช่วยหายใจ ร่างกายของแม่ผอมโซและไม่เคยลืมตาขึ้นมามองฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียวตลอดสิบปี! แล้วคนในสายนี้... จะเป็นแม่ไปได้อย่างไร!”
“แล้วถ้าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั่น... ไม่ใช่แม่ของคุณล่ะ?” ภาคินยิงคำถามที่คมกริบดั่งมีดผ่าตัดตรงเข้ากลางแผลใจ “หรือถ้าคนที่นอนอยู่นั่นคือแม่ของคุณจริงๆ แต่มีใครบางคนจัดฉากให้คุณเห็นเฉพาะเวลาที่คุณไปเยี่ยมล่ะครับ?”
คำสันนิษฐานของเขาทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบดั่งต้องมนตร์สะกด
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ใครคือคนที่จัดการดูแลค่ารักษาพยาบาลเดือนละหลายแสนบาทของพิมพ์แข?
ใครคือคนที่สั่งห้ามไม่ให้ญาติคนอื่นเข้าเยี่ยมโดยอ้างเรื่องสุขอนามัยและการติดเชื้อ?
ใครคือคนที่แต่งตั้งทีมแพทย์และพยาบาลพิเศษชุดเดิมวนเวียนดูแล โดยไม่อนุญาตให้แพทย์เวรคนอื่นเข้าแตะต้องแฟ้มประวัติคนไข้?
...คุณหญิงศจี...
หญิงชราผู้เป็นดั่งประมุขสูงสุดของตระกูลวรโชติวาทิน ผู้หญิงที่มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาเคลือบอยู่บนใบหน้าตึงกระชับ ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นสายตากลับเยียบเย็นดั่งบ่อน้ำลึกไร้ก้น
“คุณหญิงย่า...” รินรดาเปล่งเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก ลำคอแห้งผาก “คุณหญิงย่ารักแม่... ท่านบอกเสมอว่าแม่คือสะใภ้คนโปรด ถึงแม้พ่อจะจากไปตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้ แต่ท่านก็รับฉันกับแม่เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ เลี้ยงดูฉันประหนึ่งไข่ในหิน...”
“ไข่ในหิน หรือนักโทษในกรงทองกันแน่ รินรดา?” ภาคินก้าวเข้ามาประชิด เขาเอียงศีรษะมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารระคนจริงจัง “คุณลองคิดดูให้ดีสิ คนที่ทรงอิทธิพลขนาดปิดปากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำได้ คนที่ควบคุมกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออก และกำหนดชะตาชีวิตของทุกคนในบ้านได้ จะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณเอง?”
ความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยพร่าเลือนเริ่มผุดพรายขึ้นมาทีละฉากดั่งเศษกระจกแตกที่สะท้อนแสงไฟ ภาพของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิ แต่แฝงเร้นด้วยความเงียบเชียบอันชวนอึดอัด สายตาของเหล่าคนรับใช้ที่มักจะหลบวูบยามเธอเดินผ่าน และยาเม็ดสีขาวที่คุณหญิงศจีส่งให้เธอกินทุกคืนก่อนนอนโดยอ้างว่าเป็นวิตามินบำรุงประสาท... ยาที่ทำให้เธอหลับลึกและตื่นมาพร้อมกับอาการมึนงงจนจำเรื่องราวในวันวานแทบไม่ได้
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจาย ความสุขุมที่ถูกฝึกฝนมาเนิ่นนานเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย แม้ข้างในอกจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกทรยศก็ตาม
“ฉันต้องกลับไปที่คฤหาสน์” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเรียบสนิท
“คุณจะบ้าเหรอ!” ภาคินขึ้นเสียงทันที คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณเริ่มสงสัย คุณจะตกอยู่ในอันตราย เสียงในสายนั่นเตือนชัดเจนว่าอย่าไว้ใจใครในบ้าน!”
“แต่ถ้าฉันหนี ฉันจะไม่มีวันรู้ความจริงเลย ภาคิน” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่งามบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งความเด็ดเดี่ยว “ฉันยอมโง่ดักดานมาสิบปี ยอมกราบไหว้คนที่อาจจะทำลายชีวิตแม่ของฉันมาตลอด ถ้าวันนี้ฉันไม่ก้าวกลับเข้าไปในรังงูพิษนั่น ฉันก็คงไม่มีหน้าไปยืนมองแม่ที่โรงพยาบาลได้อีกต่อไป”
ภาคินมองหญิงสาวตรงหน้านิ่งนาน เขารู้ดีว่าเมื่อรินรดาตัดสินใจสิ่งใดแล้ว ไม่มีพายุลูกไหนจะหยุดยั้งเธอได้ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบบางสิ่งออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน มันคือเข็มกลัดเงินรูปใบไม้เรียบหรูชิ้นเล็กๆ
“ติดนี่ไว้ที่ปกเสื้อ” เขายื่นมันให้เธอ “มันคือเครื่องดักฟังและส่งสัญญาณพิกัดจีพีเอสขนาดจิ๋ว อย่าถอดออกเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น... ผมจะคอยฟังสัญญาณอยู่ข้างนอก ถ้ามีอะไรผิดปกติ ผมจะเข้าไปลากตัวคุณออกมาทันที”
รินรดารับเข็มกลัดนั้นมา ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันชั่วครู่ ความอบอุ่นจากมือของภาคินช่วยคลายไอเย็นที่เกาะกุมหัวใจเธอไปได้บ้าง “ขอบคุณนะคะ ภาคิน”
...
บรรยากาศภายในคฤหาสน์วรโชติวาทินในยามค่ำคืนช่างดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เสาโรมันสูงตระหง่านและโคมไฟระย้าคริสตัลที่เคยดูโอ่อ่าสง่างาม เวลานี้กลับดูเหมือนฟันแถวใหญ่ของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินผู้มาเยือน กลิ่นธูปหอมอบร่ำผสมกลิ่นดอกพุดซ้อนลอยอวลในอากาศจนชวนเวียนหัว
รินรดาก้าวเท้าลงบนพื้นหินอ่อนอย่างแผ่วเบา เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด รอยยิ้มจางๆ ถูกฉาบไว้บนใบหน้า ทว่าสายตากลับลอบสังเกตทุกความเคลื่อนไหวรอบกาย
ป้าสาย คนรับใช้เก่าแก่ที่ทำงานที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่มุมโถงบันได เมื่อเห็นรินรดาเดินเข้ามา หญิงชราก็สะดุ้งเล็กน้อย ดอกกุหลาบในมือร่วงหล่นลงสู่พื้น
“คุณหนูริน... กลับมาแล้วหรือคะ” ป้าสายถาม น้ำเสียงนั้นตะกุกตะกักอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาฝ้าฟางหลบสายตาเธอวูบหนึ่งก่อนจะรีบก้มลงเก็บดอกไม้
“ค่ะ ป้าสาย คุณหญิงย่าอยู่ไหนหรือคะ?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าสายตาจับจ้องทุกอากัปกิริยาของหญิงรับใช้สูงวัย
“ทะ... ท่านผู้หญิงอยู่ที่ห้องหนังสือชั้นบนค่ะ สั่งไว้ว่าถ้าคุณหนูกลับมา ให้ขึ้นไปพบทันที”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ‘สั่งไว้ว่าให้ขึ้นไปพบทันที’... คุณหญิงศจีรู้ได้อย่างไรว่าเธอจะกลับมาเวลานี้? หรือว่ามีใครบางคนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเธออยู่นอกบ้าน?
บันไดไม้สักทองส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาทุกย่างก้าวที่เธอเหยียบย่ำ แต่ละขั้นบันไดราวกับกำลังนำพาเธอดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความลับ รินรดาแตะเข็มกลัดที่ปกเสื้อเบาๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานคู่แกะสลักลวดลายวิจิตรของห้องหนังสือ
เธอสูดลมหายใจลึก เคาะประตูสามครั้ง
“เข้ามาสิ ริน” เสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังลอดออกมาจากข้างใน
รินรดาผลักประตูเปิดออก ภาพตรงหน้าคือคุณหญิงศจีในชุดผ้าไหมสีงาช้างประดับมุก กำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ด้านหลังของท่านคือชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน แสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องให้เห็นโครงหน้าเหี่ยวย่นแต่แฝงความหยิ่งทรนง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเข้มแย้มยิ้มขึ้นเมื่อเห็นหลานสาว
“ไปไหนมาทั้งวันหรือจ๊ะ แม่ตัวดี ย่าโทรหาที่แกลเลอรีก็บอกว่าหนูไม่ได้เข้าไป” คุณหญิงศจีเอ่ยถามพลางวางถ้วยชาลายครามลงบนจานรองอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งเสียงกระทบกระทั่งใดๆ สะท้อนถึงการฝึกอบรมมารยาทชั้นสูงมาอย่างเข้มงวด
“รินออกไปทำธุระส่วนตัวมาค่ะคุณย่า พอดีมีงานภาพถ่ายที่ต้องไปดูด้วยตัวเอง” รินรดาตอบอย่างราบเรียบ เธอเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงาน รักษาระยะห่างไว้อย่างพอดิบพอดี
“งั้นหรือ...” สายตาคมกริบของคุณหญิงศจีกวาดมองรินรดาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มยังคงแต้มอยู่ที่มุมปาก แต่ดวงตากลับไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย “ย่าก็นึกว่าหนูแอบไปโรงพยาบาลมาเสียอีก”
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางห้อง รินรดาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ให้กระตุก
“ทำไมคุณย่าถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ รินเพิ่งไปเยี่ยมคุณแม่มาเมื่อวันอาทิตย์นี่เอง”
“ก็ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” หญิงชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นลูบแหวนทับทิมเม็ดโตที่นิ้วนางช้าๆ “ย่าแค่ได้ยินข่าวว่า มีหนูสกปรกบางตัวกำลังพยายามขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ที่มันจบไปแล้ว... ย่าก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าหลานรักของย่าจะถูกคนนอกหลอกใช้ คนสมัยนี้มันไว้ใจไม่ได้หรอกนะริน หน้าซื่อใจคด... โดยเฉพาะพวกที่ทำตัวเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม”
คำว่า ‘คนนอก’ และ ‘ผู้ผดุงความยุติธรรม’ เสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท รินรดารู้ทันทีว่าคุณหญิงศจีกำลังหมายถึงภาคิน!
พวกเขารู้เรื่องภาคินแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือรู้มาตั้งแต่ต้น?
ความหวาดระแวงเริ่มแผ่ขยายไปทั่วร่าง บัดนี้รินรดาไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่าในบ้านหลังนี้ ใครบ้างที่เป็นมิตร ใครบ้างที่เป็นศัตรู ป้าสาย? คนขับรถ? หรือแม้แต่น้าชายที่แสนดีที่มักจะส่งขนมมาให้เธอเสมอ? ทุกคนในบ้านหลังนี้อาจกำลังร่วมมือกันแสดงละครฉากใหญ่เพื่อหลอกลวงเธอมาตลอดสิบปี!
“คุณย่าหมายถึงใครหรือคะ?” รินรดาแสร้งเอียงคอถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ทั้งที่ภายในใจกำลังเดือดพล่าน
คุณหญิงศจีหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาวาวโรจน์ขึ้นชั่ววูบ “ช่างมันเถอะจ้ะ เอาเป็นว่าย่าเตือนด้วยความหวังดี... อ้อ จริงสิ เมื่อตอนบ่าย หมอประจำตัวของแม่พิมพ์แขโทรมาแจ้งย่า”
รินรดากำหมัดแน่นใต้กระโปรงจนเล็บแทบฝังลึกเข้าไปในเนื้อ “คุณหมอว่าอย่างไรบ้างคะ?”
“ท่านบอกว่า อาการของแม่หนูทรุดลงมาก” คุณหญิงศจีถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าหม่นหมองได้อย่างแนบเนียนจนน่าขนลุก “ระบบอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว ย่าคิดว่า... บางทีเราอาจจะต้องปล่อยให้แม่ของหนูไปอย่างสงบได้แล้วนะริน ย่าไม่อยากให้พิมพ์แขต้องทรมานอีกต่อไป อาทิตย์หน้า ย่าจะเซ็นยินยอมให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ”
*ถอดเครื่องช่วยหายใจ!*
คำประกาศิตนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้น รินรดาชาวาบไปทั้งร่าง นี่ไม่ใช่การปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ แต่มันคือ ‘การฆ่าปิดปาก’ ชัดๆ! เพราะไฟล์เสียงนั้นหลุดรอดออกมา เพราะแม่ของเธอกำลังพยายามจะส่งสัญญาณเตือนเธอ คุณหญิงศจีจึงต้องการกำจัดพยานปากสำคัญที่สุดทิ้งไปตลอดกาล!
“ไม่ได้นะคะ!” รินรดาโพล่งออกมาอย่างลืมตัว เธอลุกขึ้นยืนพรวดพราด แววตาสั่นระริกด้วยโทสะที่ไม่อาจเก็บกดไว้ได้อีกต่อไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหญิงศจีเลือนหายไปในทันที เหลือเพียงความเย็นชาที่เหี้ยมเกรียม หญิงชราจ้องมองหลานสาวอย่างไม่วางตา
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ รินรดา? ในทางกฎหมาย ย่าคือผู้ใช้อำนาจจัดการแทนแม่ของเธอ และย่า... มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจทุกอย่างในตระกูลนี้”
บรรยากาศในห้องหนังสือลดอุณหภูมิลงจนแทบแตะจุดเยือกแข็ง สองสายตาประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หน้ากากแห่งความอบอุ่นถูกกระชากออก เหลือไว้เพียงสงครามประสาทที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของรินรดาก็ดังขึ้น ตัดความเงียบอันตึงเครียดลง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเธอกดรับสายและแนบหู เสียงที่ลอดออกมากลับทำให้เลือดในกายของเธอหยุดนิ่ง
‘ริน! ออกมาจากคฤหาสน์เดี๋ยวนี้!’ เสียงของภาคินตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ‘ผมแฮกไฟล์กล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลได้แล้ว... เตียงของแม่คุณมันว่างเปล่ามาตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว คนที่นอนอยู่บนเตียงตอนนี้เป็นแค่หุ่นจำลองทางการแพทย์!’
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด มือที่ถือโทรศัพท์แทบไร้เรี่ยวแรง
และก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำใดออกมา ประตูด้านหลังห้องหนังสือที่เชื่อมต่อไปยังห้องลับส่วนตัวของคุณหญิงศจีก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ
เสียงไม้ลั่นดัง *เอี๊ยด...* บาดลึกเข้าไปในความเงียบ
พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวพ้นม่านความมืดออกมา—หญิงวัยกลางคนในชุดคนไข้สีขาวซีดเซียว ใบหน้าตอบซูบไร้สีเลือด แววตาเลื่อนลอยราวดั่งร่างไร้วิญญาณ และที่ข้อมือของเธอยังคงมีสายรัดข้อมือของโรงพยาบาลติดอยู่!
รินรดาผงะถอยหลัง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสบสายตากับใบหน้านั้นตรงๆ...
แม่ของเธอไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล... แต่ถูกขังซ่อนไว้ในคฤหาสน์หลังนี้มาโดยตลอด!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางค้นหาความจริงในม่านหมอกไปด้วยกันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ.
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 13
คำลวงของคนใกล้ตัว
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!