“คนตายไม่ควรมายืนหายใจอยู่ตรงหน้าเราแบบนี้... คุณภาคิน มันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ”
รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่าขณะจ้องมองร่างชายวัยกลางคนที่เพิ่งหันหลังเดินหายไปในเงามืดของตรอกแคบๆ เงาที่คุ้นตาจนแทบหยุดหายใจ ภาพถ่ายในกรอบรูปที่วางอยู่บนหิ้งพระที่บ้านของเธอมาตลอดสิบปีซ้อนทับกับภาพชายคนนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ มือของเธอเย็นเฉียบจนต้องกำชายเสื้อเชิ้ตของภาคินไว้แน่น
ภาคินไม่ได้ตอบทันที เขายืนนิ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปที่จุดที่ร่างนั้นหายไป แววตาของเขาไม่ได้มีความตระหนกแบบเดียวกับรินรดา แต่มันมีความเจ็บปวดที่ถูกขังไว้ลึกเกินกว่าจะแสดงออกมา
“ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติหรอกครับริน... แต่เป็นเรื่องของ 'ความลับ' ที่ถูกฝังไว้ด้วยคราบเลือด” เขาพึมพำ ก่อนจะหันมามองหญิงสาว “ถ้าคุณยังอยากรู้ความจริง เราต้องไปจากตรงนี้ก่อน แสงไฟจากถนนเส้นนี้เริ่มไม่ปลอดภัยสำหรับเราแล้ว”
พวกเขาก้าวเท้าออกจากเขตอันตราย เข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของภาคิน สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกระดานข่าว แผนผังความสัมพันธ์ของตระกูลใหญ่ และกลิ่นของกาแฟดำที่กรุ่นอยู่จางๆ ภาคินล็อคกลอนประตูสามชั้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ เขาถอนหายใจยาว ราวกับจะยกภูเขาออกจากอก
“คุณไม่ได้มาทำข่าวนี้เพราะต้องการชื่อเสียงใช่ไหมคะ” รินรดาเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบๆ ห้อง “คุณตามล่าเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่คุณพบฉัน... ราวกับว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าเราสองคนกำลังจะเจอกับอะไร”
ภาคินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายประกายร้าวราน “ผมเคยบอกคุณว่าผมเป็นนักข่าวอิสระ แต่ผมไม่ได้บอกว่าทำไม...” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าสมุดบันทึกเล่มหนาที่เก็บไว้อย่างดีในลิ้นชักลับออกมาวางตรงหน้า “เพราะคนที่คุณเห็นเมื่อกี้ คือคนที่ทำลายครอบครัวผมเมื่อสิบปีก่อน”
รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุด “หมายความว่ายังไงคะ?”
“คุณจำวันที่ไฟไหม้เรือนใหญ่ของตระกูลวรโชติได้ไหม?” ภาคินถาม น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “วันนั้นไม่ใช่แค่อุบัติเหตุตามที่ข่าวลงหน้าหนึ่ง แต่มันคือการกำจัดพยานปากเอก... พ่อของผมเป็นทนายความที่ถือหลักฐานสำคัญเรื่องการฟอกเงินของคุณหญิงศจี และชายคนนั้น... คนที่เพิ่งเดินผ่านเราไป เขาคือนักฆ่ารับจ้างที่ถูกส่งมาเพื่อปิดปากพ่อผม”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง “แต่เขาน่าจะตายในกองเพลิงวันนั้นแล้วนี่คะ! ข่าวทุกสำนักยืนยันว่าไม่มีใครรอดออกมาได้”
“นั่นคือสิ่งที่คนหญิงศจีอยากให้โลกเชื่อค่ะ” ภาคินแค่นยิ้มขมขื่น “การตายของเขาถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อใช้เขาทำงานที่สกปรกกว่าเดิมในที่มืด... เขาถูกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนใบหน้า และถูกเลี้ยงไว้เหมือนสุนัขที่รอคำสั่งเจ้านาย การที่ผมทำข่าวนิรนามนี้ ไม่ใช่เพื่อเงินรางวัลหรือรางวัลพูลิตเซอร์ แต่มันคือการตามล่าคนที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตผม”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน บรรยากาศบีบคั้นจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ออก เธอเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กัดกินเขามาตลอดสิบปี เธอไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้ความสุขุมและรอยยิ้มจางๆ ของภาคิน จะมีรอยร้าวที่ลึกถึงเพียงนี้
“แล้วคุณหญิงศจีล่ะคะ เธอรู้ไหมว่าเขายังมีชีวิตอยู่?” รินรดาถามด้วยเสียงแผ่วเบา
ภาคินสบตาเธออย่างจริงจัง “ถ้าเธอรู้... เธอก็คงเป็นคนบงการให้เขาปรากฏตัวในคืนนี้ เพื่อเตือนเราว่าอย่าก้าวก่ายเรื่องที่พวกเขาสร้างขึ้น”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามจังหวะที่แปลกประหลาด เสียงนั้นหนักแน่นและเยือกเย็นจนรินรดาถึงกับสะดุ้ง ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาเอื้อมไปหยิบปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทำงานสัญชาตญาณเขาสั่งให้เขาดับไฟในห้องทั้งหมด ความมืดมิดโอบล้อมพวกเขาไว้ มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาเป็นสาย
“อย่าส่งเสียงเด็ดขาด” ภาคินกระซิบข้างหูเธอ ลมหายใจของเขาอุ่นร้อนและสั่นเล็กน้อย
ที่หน้าประตู เงาดำร่างหนึ่งปรากฏขึ้นผ่านช่องตาแมว แสงจากโถงทางเดินสาดเข้ามาเป็นลำยาว กระทบกับปลายกระบอกปืนที่จ่อผ่านรูกุญแจเข้ามาในห้อง ก่อนที่เสียงกระซิบอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวจะดังลอดเข้ามา
“คนตายไม่ควรถูกรื้อฟื้น... รินรดา ลูกสาวของคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ไฟไหม้เรือนใหญ่”
เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่มันคือเสียงของคนที่รินรดาคิดว่าเป็นแม่บังเกิดเกล้าของเธอ ผู้หญิงที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในโรงพยาบาลตลอดสิบปีที่ผ่านมา!
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดและเปี่ยมด้วยปริศนานี้ไปกับเอมเมอรัลด์อายส์นะคะ
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 12
การเปิดใจ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!