เสียงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปนับสิบตัวที่ระเบิดแสงวาบขึ้นพร้อมกันในห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอล룸ของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้ทำให้รินรดากระพริบตาหรือถอยหลังหนีแม้แต่น้อย มือเรียวบางภายใต้ชุดราตรีสีมรกตยาวกรุยกรายประสานกันไว้อย่างมั่นคงบนตัก สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของภาคินที่กุมทับหลังมือของเธอไว้เบาๆ คือเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เธอรับรู้ว่า เธอกำลังก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งเขตระหว่างความเงียบงันที่ปลอดภัย กับโลกความจริงอันโหดร้ายที่เธอเคยหวาดกลัวมาตลอดชีวิต
"คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมครับ—เอ่อ หมายถึง..." นักข่าวอาวุโสจากสำนักพิมพ์หัวสีชื่อดังคนหนึ่งลดไมโครโฟนลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตระหนก เมื่อคำถามที่ถูกโยนเข้ามากลางวงสัมภาษณ์พิเศษฉุกเฉิน ไม่ใช่เรื่องข่าวฉาวเรื่องการทุจริตในมูลนิธิที่พวกเขากำลังขุดคุ้ยร่วมกัน แต่เป็นการประกาศกร้าวถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่าง "นักข่าวอิสระผู้กุมความลับครึ่งเมือง" กับ "ทายาทคนรองผู้ถูกลืมแห่งตระกูลอัครเดชากุล"
ภาคินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกฉายแววเจ้าเล่ห์และจริงจังในคราเดียวกัน ดวงตาคมกริบกวาดมองกลุ่มสื่อมวลชนที่กำลังกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น ราวกับฝูงผึ้งที่ได้กลิ่นน้ำหวาน
"ผมคิดว่าภาพที่พวกคุณเห็นในตอนนี้ ชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยแถลงใดๆ แล้วนะครับ" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคง ทว่าทรงพลังจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ "ผมกับรินรดา... เราตัดสินใจที่จะเดินร่วมทางกันอย่างเปิดเผย นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป และทุกเรื่องที่พวกคุณเคยสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของเธอ ความจริงทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผยผ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เธอกำลังจะตีพิมพ์เร็วๆ นี้ครับ"
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นอีกระลอก คำถามนับสิบพั่งพรูเข้ามาพร้อมๆ กันราวกับห่าฝน แต่รินรดาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามใดเพิ่มเติม ดวงตากลมโตคู่สวยมองผ่านกลุ่มนักข่าวไปยังร่างระหงของใครบางคนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงมุมเสาไกลออกไป
คุณหญิงศจี...
สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งสังคมไฮโซยืนนิ่งสนิท ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมและดูแลอย่างดีจนไร้ริ้วรอยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้รอยยิ้มเสแสร้ง ดวงตาคมปลาทูคู่นั้นจ้องมองมาที่รินรดาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทาจนของเหลวสีอำพันกระฉอกโดนปลายนิ้ว
รินรดารู้ดีว่าการกระทำในวันนี้ เท่ากับการประกาศสงครามแบบเต็มรูปแบบกับคุณหญิงศจี ผู้กุมความลับเกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็กที่หายไปของเธอ และอาจรวมถึงฆาตกรที่พรากชีวิตมารดาของเธอไปด้วย แต่ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจมาเนิ่นนาน กลับถูกแทนที่ด้วยความโล่งเบาอย่างประหลาด เมื่อเธอเลือกที่จะไม่วิ่งหนีเงาอดีตอีกต่อไป แต่หันหน้ามาเผชิญหน้ามันพร้อมกับผู้ชายคนนี้... ภาคิน
หลังจากการแถลงข่าวที่ยาวนานและกินพลังชีวิตไปครึ่งค่อนวัน ทั้งสองหลบเข้ามาในห้องพักรับรองส่วนตัวที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้
รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวอย่างอ่อนระโหย เธอยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการเผชิญหน้ากับแสงแฟลชและสายตาแปลกแยกนับร้อยคู่ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงยังคงติดตรึงอยู่จางๆ แต่บรรยากาศในห้องตอนนี้กลับเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ภาคินเดินเข้ามาเงียบๆ ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ มืออุ่นจัดเอื้อมขึ้นนวดคลึงขมับให้เธออย่างเบามือและคุ้นเคย ดวงตาคู่คมที่มักจะฉายแววแพรวพราวหรือความเคร่งเครียดจากงานสืบสวน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนน่าใจหาย
"เหนื่อยมากไหมครับคนดี" เสียงทุ้มต่ำเอמהถามแผ่วเบา รินรดาหลับตาลงรับสัมผัสอบอุ่นนั้น เอนศีรษะพิงกับฝ่ามือของเขาโดยสัญชาตญาณ
"นิดหน่อยค่ะ..." รินรดาตอบเสียงแผ่ว ลืมตาขึ้นสบตากับเขา "ฉันแค่มองเห็นอนาคตหลังจากนี้ว่ามันคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คุณหญิงศจีไม่มีทางปล่อยเราไว้แน่ๆ ยิ่งเราเปิดเผยตัวตนและประกาศจะรื้อฟื้นเรื่องอดีต... ท่านต้องทำทุกทางเพื่อให้เราพัง"
ภาคินยิ้มบางๆ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนออกให้อย่างทะนุถนอม "ให้ท่านดิ้นรนไปเถอะครับ ริน... คนเรายิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผยพิรุธออกมามากเท่านั้น สิ่งที่เราทำวันนี้ ไม่ใช่แค่การประกาศความสัมพันธ์ของเราให้สังคมรับรู้ แต่มันคือการสร้างเกราะคุ้มกันให้คุณต่างหาก ไม่มีใครกล้าทำอะไรคนที่อยู่ใต้แสงสว่างของสปอตไลท์หรอกครับ เว้นแต่ว่าพวกมันจะยอมรับจุดจบของตัวเอง"
รินรดามองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะปกป้องเธอด้วยชีวิต
"ขอบคุณนะคะภาคิน..." เธอกระซิบเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าไม่มีคุณ... ฉันคงไม่กล้าก้าวออกมาจากมุมมืดนั้นด้วยซ้ำ"
"เราจับมือเดินมาด้วยกันแล้วนะครับ คุณไม่มีวันต้องเดินคนเดียวอีกต่อไปแล้ว" ภาคินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ หมายจะมอบจุมพิตปลอบประโยคอันแสนหวานให้แก่หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ
ทว่า... เสียงเคาะประตูดัง "ก๊อกๆๆ" สามครั้งติดกันอย่างเร่งร้อน ก็ทำลายบรรยากาศโรแมนติกนั้นลงในพริบตา
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย ภาคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยอมผละตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเมื่อพบว่าใครคือผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังบานประตูนั้น ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
หญิงสาววัยกลางคนในชุดแม่บ้านของโรงแรม ยืนหอบหายใจรัว ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เธอมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบพุ่งตัวเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วปิดประตูกลอนลงอย่างแน่นหนา
"คุณเป็นใคร? เข้ามาได้อย่างไร?" ภาคินถามเสียงเข้ม ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางระหว่างหญิงแปลกหน้ากับรินรดาโดยสัญชาตญาณ
หญิงสาวคนนั้นสั่นเทาไปทั้งตัว เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"คุณหนูรินรดาคะ... ดิฉันขอร้อง ช่วยดิฉันด้วยค่ะ!" เสียงแหบพร่าเอמהครางสะอื้น "ดิฉัน... ดิฉันคือคนรับใช้เก่าแก่ที่เคยดูแลคุณแม่ของคุณหนูเมื่อยี่สิบปีก่อน และ... และดิฉันคือกคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ในคืนวันที่คุณผู้หญิงเสียชีวิต!"
รินรดาชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจกระตุกวูบตกลงไปถึงตาตุ่ม ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในวัยเด็กแล่นแปล๊บเข้ามาในหัวสมอง
ก่อนที่รินรดาจะได้เปล่งเสียงถามอะไรออกไป หญิงสาวคนนั้นก็ควAมลับสะเทือนโลกที่ทำให้ลมหายใจของเธอแทบหยุดชะงักออกมาด้วยประโยคสั้นๆ ที่ดังขึ้นในความเงียบ
"คนที่ผลักคุณผู้หญิงตกจากระเบียง... ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหนหรอกค่ะคุณหนู... แต่เป็น... คุณหญิงศจี... พี่สาวแท้ๆ ของคุณผู้หญิงเองค่ะ!"
เอมเมอรัลด์อายส์ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับภาคินมาจนถึงบทนี้นะคะ
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 42
ความไว้ใจ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!