เอกสารแฟ้มสีน้ำตาลหนาปึกถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงกระแทกกระทั้นนั้นดังพอที่จะทำให้ฝุ่นละอองที่ลอยวนในห้องทำงานเล็ก ๆ ของภาคินแทบจะสะเทือน รินรดากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อขับไล่ความอ่อนล้าที่เกาะกุมหัวตามาตลอดสามคืนเต็ม เธอมองหน้าคนที่เพิ่งเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความตื่นตระหนกและความเคลือบแคลง
"คุณเสียสติไปแล้วหรือไง ถึงกล้าเอาของพวกนี้ออกมา" รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่คมจับจ้องร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่เบื้องหน้า
ตรัย — ทายาทสายรองผู้กุมอำนาจด้านการเงินของตระกูลอิทธิฤทธิ์ตระกูลศัตรูคู่อาฆาตที่กัดกินชีวิตของเธอมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต ชายหนุ่มในชุดสูทเนื้อดีที่ยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทางอย่างเร่งรีบ ไม่ได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งเช่นทุกครั้งที่พวกเขาเคยเผชิญหน้ากันในงานสังคม ปลายจิ้มลิ้มของเขายับยู่ด้วยความเครียด และดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เคยทอประกายเหยียดหยาม บัดนี้กลับฉายแววหวาดระแวงและเด็ดเดี่ยวปะปนกันจนน่าประหลาด
"ถ้าผมไม่บ้าพอจะทำแบบนี้ ป่านนี้คุณคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปนอนอยู่ในสุสานตระกูลศจีแล้วล่ะครับ... อ้อ" ตรัยชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจังขึ้น "คุณรินรดา คุณไม่เข้าใจหรอกว่าคุณหญิงแม่กำลังวางแผนอะไรอยู่ มากกว่าแค่การทำลายบริษัทของคุณ แต่มันคือการลบตัวตนของคุณออกไปจากสารบบของตระกูลเราอย่างถาวร"
ภาคินที่นั่งเงียบฟังอยู่นานในมุมมืดของห้อง ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ มือหนาวางลงบนแฟ้มเอกสารนั้นราวกับจะประเมินน้ำหนักของความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใน "ทำไมคุณถึงยอมหักหลังตระกูลตัวเอง ตรัย? คนอย่างคุณไม่น่าจะยอมเอาอนาคตมาทิ้งกับคนที่เป็นปฏิปักษ์"
ตรัยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหաբพร่าและเต็มไปด้วยความขมขื่น "อนาคตเหรอ? คุณคิดว่าภายใต้เงาของท่านคุณหญิงศจี ใครหน้าไหนในตระกูลจะมีอนาคตงั้นเหรอ ภาคิน? พวกเราเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง พอหมดประโยชน์ก็แค่ถูกปัดตกกระดาน พี่ชายของผม... เขาก็แค่รู้ความลับเรื่องบัญชีลับของตระกูลมากเกินไป ถึงได้ต้องตายอย่างอุบัติเหตุเทียม ๆ แบบนั้น"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานคับแคบชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่า ๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่ง ๆ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความทรงจำวัยเด็กที่เคยเลือนราง—ภาพของอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พรากพ่อแม่ไป—เริ่มสั่นไหวและปะติดปะต่อเข้าด้วยกันอย่างน่ากลัว
"เรื่องอุบัติเหตุของพ่อแม่ฉัน..." เสียงของรินรดาสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด "มันไม่ใช่ความประมาทอย่างที่ตำรวจสรุปใช่ไหม?"
ตรัยสบตาเธอนิ่ง แววตาของเขาไหววูบคล้ายมีความรู้สึกผิดบาปบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ "คุณหญิงศจีเป็นคนสั่งการทั้งหมด... และเอกสารในแฟ้มนี้ คือหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้พิพากษาและตำรวจชุดสอบสวนในคดีนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน มีลายมือชื่อของคุณหญิงชัดเจน"
มือเรียวบางของรินรดาสั่นเทาเมื่อเอื้อมไปเปิดแฟ้มสีน้ำตาลออก กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเลาะถูกพลิกผ่านด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงความร้อนรุ่มในใจ ตัวเลข บัญชีธนาคาร และลายเซ็นต์หวัด ๆ ที่คุ้นตาจากเอกสารเก่า ๆ ในบ้านของตระกูลศจี ทุกอย่างกระจ่างชัดเจนราวกับภาพฉายซ้ำ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความจริงที่เธอตามหามาตลอดชีวิต... บัดนี้มันกองอยู่ตรงหน้าแล้ว
"คุณต้องการอะไร จากการเอาหลักฐานนี้มาให้ฉัน" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาตรัยอีกครั้ง แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้น เต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่ถูกจุดประกายขึ้นใหม่อย่างโชติช่วง
"ความยุติธรรม... หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือการได้เห็นผู้หญิงคนนั้นล่มสลายโดยที่ผมไม่ต้องเปื้อนเลือดเอง" ตรัยตอบเสียงเรียบ แต่กรามของเขากลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ผมช่วยคุณได้แค่นี้ รินรดา ที่เหลือ... คุณต้องเป็นคนจัดการเอง เพราะถ้าคุณหญิงศจีรู้ว่าผมทรยศ เธอคงไม่ปล่อยผมไว้แน่"
ภาคินเอื้อมมือมาแตะไหล่บางของรินรดาราวกับจะส่งผ่านความอบอุ่นและดึงสติเธอกลับมาจากห้วงอารมณ์อันดุเดือด "เรามีหลักฐานชิ้นนี้แล้ว เราสามารถเล่นงานเธอทางกฎหมายได้ทันที ริน"
"กฎหมายเหรอ ภาคิน?" รินรดายิ้มหยันให้กับความไร้เดียงสาของโลกสวยงามที่ภาคินมักจะเชื่อมั่น "คนอย่างคุณหญิงศจีไม่เคยกลัวกฎหมายหรอกค่ะ เพราะอำนาจและเงินตราของตระกูลนั้นซื้อได้ทุกอย่าง... แมกระทั่งความยุติธรรม"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ตรัยกำลังจะอ้าปากพูดต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็แผดเสียงแหลมสูงขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ตรัยสะดุ้งสุดตัว เขาก้มลงมองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ไรเหงื่อผุดพรายขึ้นตามขมับอย่างรวดเร็ว
"ใครโทรมา?" ภาคินถามเสียงเครียด สัญชาตญาณนักข่าวเตือนภัยพุ่งสูงขึ้นทันที
"แม่..." ตรัยพึมพำเสียงสั่น มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ "ท่านคุณหญิง... ท่านรู้แล้วว่าผมแอบออกจากคฤหาสน์"
รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เป็นไปได้ยังไง? เราเพิ่งคุยกัน..."
"ไม่ใช่เพราะพวกคุณ..." ตรัยหันมามองรินรดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด น้ำเสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "แต่ท่านบอกว่า... มีแขกคนสำคัญกำลังรอต้อนรับผมอยู่ที่บ้าน และแขกคนนั้น... เพิ่งส่งคนไป 'จัดการ' เรียบร้อยแล้ว"
"จัดการอะไร? ใคร?" ภาคินถามพร้อมกับก้าวเข้าไปกระชากแขนตรัยไว้
ตรัยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดากลายเป็นน้ำแข็ง "พี่เลี้ยงเก่าของคุณ... ยัยป้าเพ็ญ ที่กบดานอยู่ต่างจังหวัด... ตอนนี้... น่าจะหมดลมหายใจไปแล้วล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับภาคินมาจนถึงบทนี้นะคะ
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 43
คลื่นใต้น้ำ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!