นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 8

คนแปลกหน้าในเงามืด

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
เสียงรองเท้าหนังบดขยี้ลงบนพื้นกรวดดัง *กรอบแกรบ*—จังหวะนั้นไม่ได้ดังเกินไป แต่มันชัดเจนเสียจนแทรกซึมผ่านเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ได้อย่างน่าขนลุก รินรดาชะงักเท้ากะทันหัน จนภาคินที่เดินตามประกบมาติดๆ เกือบชนเข้ากับแผ่นหลังของเธอ หญิงสาวไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ปลายนิ้วเรียวที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเนื้อหนากำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอใช้หางตากวาดมองเงาสะท้อนบนกระจกร้านค้าโบราณริมทาง—ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ใช่มีเพียงแค่เงาของพวกเขาเอง แต่กลับมี ‘อีกเงาหนึ่ง’ ซ้อนทับอยู่ห่างออกไปราวสิบก้าว ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มสวมหมวกปีกกว้างจนบังใบหน้าครึ่งซีก ทว่าความรู้สึกราวกับถูกจับจ้องด้วย ‘สายตาคู่หนึ่ง’ กำลังทิ่มแทงทะลุแผ่นหลังของเธอมาอย่างต่อเนื่อง "อย่าหันกลับไปมอง" เสียงกระซิบต่ำของภาคินดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจอุ่นที่รดรินข้างขมับไม่ได้ทำให้เธอบรรเทาความหวาดกลัวลงเลย ตรงกันข้าม น้ำเสียงของเขากลับตึงเครียดจนสัมผัสได้ถึงเหงาเย็นเยียบที่ไต่ไล่จากต้นคอลงมาถึงกระดูกสันหลัง "เขาตามเรามาตั้งแต่สถานีรถไฟแล้ว ภาคิน" รินรดาเปล่งเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปที่เงาในกระจก "ไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ ไม่มีใครเดินวนเวียนอยู่ในย่านการค้าเก่าแก่ที่ปิดทำการไปครึ่งค่อนเมืองแบบนี้ตอนตีสองหรอก" "รู้" ภาคินตอบสั้นๆ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองไปรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ ตรอกซอกซอยที่พวกเขากำลังเดินอยู่เป็นทางแคบๆ ระหว่างตึกแถวโบราณสไตล์โคโลเนียล ผนังปูนกะเทาะร่อนเผยให้เห็นอิฐสีแดงมอซอ ไฟถนนดวงโคมสีส้มกะพริบติดๆ ดับๆ ส่งเสียงฮัมต่ำในความเงียบงัน บรรยากาศกดดันราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังหอจดหมายเหตุเก่า—เบาะแสชิ้นสุดท้ายที่อาจเชื่อมโยงถึงบันทึกการเสียชีวิตของมารดาเธอ และความลับที่คุณหญิงศจีพยายามปกปิดด้วยอำนาจและเงินตรา แต่การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะมี ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ร่วมทางมาด้วยอย่างเงียบเชียบ "ถ้าเขาเป็นคนของคุณหญิงศจี..." รินรดาเว้นจังหวะ กลืนก้อนความกลัวลงคออย่างยากลำบาก "ป่านนี้เขารู้หมดแล้วว่าเรากำลังตามหาอะไร" "ถ้าเขาอยากจะลงมือ เขาคงทำไปตั้งแต่ตอนที่เราลงรถไฟแล้ว" ภาคินหันมามองเธอ แววตาของชายหนุ่มนิ่งสงบ ทว่าแฝงความระแวดระวังขั้นสุด "การที่มันเดินตามหลังเราแบบนี้... มันไม่ได้ต้องการฆ่าเรา ริน... มันต้องการ *‘ส่งสัญญาณ’* หรือไม่ก็... กำลังรอให้เราพาไปหาบางอย่าง" ประโยคนั้นทำให้รินรดาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง ปมความทรงจำในวัยเด็กที่ขาดหาย คล้ายกับภาพจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่กำลังจะต่อติด แต่กลับมีมือปริศนาคอยปัดมันให้กระจัดกระจายอยู่เรื่อย *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะโลหะดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง ระยะห่างมันใกล้เข้ามามากกว่าเดิม รินรดารู้สึกได้ถึงขนอ่อนบนต้นคอที่ลุกชัน ภาคินขยับตัวมาบังร่างเธอกึ่งหนึ่ง มือขวาของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตราวกับเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน "หยุดเดินทำไมล่ะครับคุณรินรดา... หรือว่าทางข้างหน้ามันตันเสียแล้ว" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพดังขึ้นจากความมืด ท่ามกลางหมอกจางๆ ที่ลอยต่ำติดพื้น ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มก้าวออกจากเงาของเสาไฟ หลุดพ้นจากเขตสลัวเข้ามาสู่แสงไฟสีส้มสลัว หมวกปีกกว้างถูกเงยขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านมุมปากข้างขวา และดวงตาคู่คมกริบที่จ้องมองมายังรินรดาราวกับเสือจ้องเหยื่อ รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ใบหน้าของชายคนนี้เธอยังไม่เคยเห็นมาก่อนในทำเนียบคนสนิทของคุณหญิงศจี แต่แววตานั้น... แววตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มันทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก "แกเป็นใคร?" ภาคินก้าวขึ้นมาขวางหน้า พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ชายแปลกหน้าไม่ได้สนใจนักข่าวหนุ่มแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่รินรดา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากข้างที่มีแผลเป็นนั้น ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ล้วงมืออีกข้างออกจากกระเป๋าเสื้อช้าๆ และโยนวัตถุบางอย่างตกกระทบพื้นถนนเบื้องหน้าพอดิบพอดี *กริ๊ง...* วัตถุโลหะชิ้นเล็กกลิ้งไปหยุดอยู่ใกล้ปลายรองเท้าของรินรดา มันคือเข็มกลัดเงินรูปดอกกล้วยไม้ป่า—เข็มกลัดเส้นเดียวกับที่แม่ของเธอเคยสวมในคืนเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อยี่สิบปีก่อน! รินรดาเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เธอก้มมองเข็มกลัดนั้นสลับกับใบหน้าของชายแปลกหน้าด้วยความตื่นตระหนก "อยากรู้ความจริงเรื่องคืนนั้นไม่ใช่เหรอ?" ชายคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบงัน "ตามฉันมาสิ... ถ้าเธอยังกล้าพอที่จะเห็นว่า *'ใคร'* คือคนที่อยู่เบื้องหลังเพลิงนรกผลาญตระกูลของเธอจริงๆ" พูดจบ ชายปริศนาก수กกายหันหลังกลับ และพุ่งตัวหายเข้าไปในความมืดของตรอกแยกเบื้องหน้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ "ริน! อย่าไป!" ภาคินเอื้อมมือคว้าแขนเธอไว้ทันควัน เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะก้าวเท้าตามเงานั้นไป "มันอาจเป็นกับดัก!" รินรดาหันมามองภาคิน แววตาของเธอสั่นระริกเต็มไปด้วยความลังเลและความแค้นที่สุมอกมาเนิ่นนาน เธอดึงแขนออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มช้าๆ ก่อนจะก้มลงหยิบเข็มกลัดเงินบนพื้นขึ้นมา กำมันไว้ในมือจนคมโลหะบาดเนื้อ เลือดสีแดงสดซึมออกมาตามง่ามนิ้ว แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด "ถ้าฉันไม่ไปวันนี้... ฉันอาจจะไม่มีวันได้รู้เลยว่าแม่ฉันตายเพราะอะไร" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเครือแต่มุ่งมั่นอย่างถึงที่สุด เธอมองลึกเข้าไปในความมืดที่ชายคนนั้นหายตัวไป ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าวิ่งตามเงาลึกลับนั้นไปทันทีโดยไม่ลังเลอีกต่อไป ภาคินสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังเธอไปติดๆ ในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึง และในเสี้ยววินาทีที่ทั้งคู่ก้าวพ้นมุมตึกเข้าสู่ลานกว้างรกร้างหลังหอจดหมายเหตุ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานนับสิบดวงก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกันรอบทิศทาง พร้อมกับเสียงไซเรนตำรวจที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับรอต้อนรับพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว! ร่างของชายแปลกหน้ายืนรออยู่ตรงกลางลาน รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนใบหน้าเขาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบไม่ต่ำกว่านายที่กรูเข้ามาล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน... และท่ามกลางความชุลมุนนั้น เสียงทุ้มคุ้นเคยอันเย็นเยียบของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของกองตำรวจ "ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางครั้งสุดท้ายนะ... รินรดา" คุณหญิงศจีปรากฏตัวขึ้นจากเงาดำของรถหรู พร้อมกับรอยยิ้มของผู้ชนะที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหวแห่งความจริงที่โหดร้ายที่สุด! --- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในม่านหมอกแห่งความลับนี้กับผมครับ — *เอมเมอรัลด์อายส์*
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%