นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 9

สมุดบันทึกที่สาบสูญ

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
“อย่าเปิดมันเด็ดขาด ถ้าเธอยังไม่อยากกลายเป็นคนสาบสูญเหมือนคนในนั้น” เสียงของภาคินแหบพร่าและสั่นไหว ผิดไปจากมาดนักข่าวสายลุยที่เคยเผชิญหน้ากับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองหน้าผมของรินรดา แต่นัยน์ตาคมกริบนั้นจดจ้องอยู่กับสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กผุพังในห้องใต้ดินที่ไร้แสงตะวัน รินรดาไม่ตอบ เธอสูดลมหายใจลึก กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นสาบของกาลเวลาพุ่งเข้าปะทะจมูก มือเรียวที่สั่นเทาของเธอขยับเข้าใกล้ปกหนังแท้สีเข้มที่ดูเหมือนจะซึมซับคราบเลือดแห้งกรังเอาไว้ภายใต้รอยขีดข่วนจางๆ “ฉันไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้เพื่อให้เดินถอยหลังกลับไปในความมืดนะ ภาคิน” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นดั่งหินผา “คุณหญิงศจีอาจจะปิดปากคนทั้งเมืองได้ แต่เธอปิดปากคนตายในสมุดเล่มนี้ไม่ได้หรอก” เธอกดปลายนิ้วลงบนตัวล็อกทองเหลืองที่ขึ้นสนิมเขียว เสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ของมันดังก้องกังวานในความเงียบงันราวกับเสียงปืนที่ลั่นไกในห้องโถงกว้าง ภาคินถอยกรูดไปด้านหลังหนึ่งก้าว มือของเขาเอื้อมไปจับด้ามปืนที่ซ่อนอยู่ใต้แจ็กเก็ตโดยสัญชาตญาณ เมื่อสมุดบันทึกถูกเปิดออก ความหนาแน่นของอดีตก็ทะลักออกมาดุจเขื่อนที่พังทลาย ลายมือตวัดสละสลวยแต่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและตื่นตระหนกปรากฏแก่สายตา รินรดาไล่สายตาอ่านไปทีละบรรทัด ก่อนที่ความเย็นวาบจะแล่นขึ้นมาตามไขสันหลัง *‘วันที่ 14 พฤษภาคม... ศจียื่นข้อเสนอให้ฉันแลกความเงียบกับชีวิตของลูกสาว ฉันไม่มีทางเลือก นอกจากต้องทิ้งรอยเท้าไว้ในม่านหมอกนี้ เพื่อให้เด็กคนนั้นรู้ความจริงในวันที่สายเกินไป’* หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ชื่อที่ปรากฏอยู่ท้ายบันทึกหน้าดังกล่าวไม่ใช่ใครอื่น นอกจากชื่อของมารดาผู้ล่วงลับที่ทุกคนต่างบอกว่า ‘จากไปเพราะอุบัติเหตุ’ “ดูรายชื่อนั่นสิ” ภาคินขยับเข้ามาใกล้ ทิ้งความกลัวไว้เบื้องหลังเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของหญิงสาว “คนเหล่านั้น... พวกเขาไม่ได้หายไปเพราะการย้ายถิ่นฐาน แต่ละคนคือคนที่เคยเข้าใกล้ความลับเรื่องงบประมาณจัดซื้อที่ดินลุ่มน้ำเขตตะวันตกของตระกูลศิริโภคิน” รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่ได้มองแค่รายชื่อ แต่เธอกำลังมอง ‘วันที่’ ที่ถูกระบุไว้ข้างๆ รายชื่อเหล่านั้น มันตรงกับเหตุการณ์สูญหายปริศนาในข่าวหน้าหนึ่งเมื่อยี่สิบปีก่อนทั้งหมด “นี่มันไม่ใช่สมุดบันทึกธรรมดา แต่มันคือบัญชีรายชื่อคนตายที่ยังไม่ได้เซ็นชื่อรับรอง” รินรดาพึมพำ ดวงตาของเธอฉายแวววาวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกสั่งสมมานาน “แม่ของฉันไม่ได้เสียสละตัวเองเพื่อให้คนพวกนี้อยู่อย่างสุขสบายบนกองเงิน แต่แม่กำลังรวบรวมหลักฐานมัดตัวฆาตกร” ภาคินหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมา พลิกผ่านหน้ากระดาษที่กรอบบางจนแทบสลายตัวไปกับปลายนิ้ว “ริน... หน้าสุดท้าย หน้าที่ถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง มีรอยประทับตราของมูลนิธิที่ศจีดูแลอยู่ นี่มันชัดเจนเกินไปแล้วว่าพวกเขากำลังทำอะไร” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านบน ไม่ใช่เสียงของสัตว์ตัวใด แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังที่กระทบพื้นหินขัดอย่างเป็นจังหวะ และมันกำลังมุ่งหน้ามาที่ห้องใต้ดินแห่งนี้ รินรดารีบปิดสมุดและยัดมันลงในเป้สะพายหลัง เธอส่งสายตาให้ภาคิน ทั้งคู่รู้ดีว่าการเผชิญหน้าในพื้นที่ปิดตายแบบนี้มีโอกาสรอดน้อยกว่าร้อยละสิบ “ไปทางช่องระบายอากาศข้างหลังนั่น!” ภาคินกระซิบพลางดันลังไม้เก่าๆ ออกจากผนัง รินรดามุดตัวเข้าไปในช่องมืดทึบ กลิ่นดินและน้ำเน่าตีตื้นขึ้นมาจนแทบอาเจียน แต่ขณะที่เธอกำลังจะดึงมือภาคินให้ตามเข้ามา ประตูห้องใต้ดินก็ถูกกระแทกจนเปิดออก แสงสว่างจากไฟฉายแรงสูงสาดเข้ามาจนตาพร่า เสียงที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้เธอขนลุกชันไปทั้งตัวดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล “มองหาอะไรกันอยู่หรือจ๊ะ... หนูรินรดา?” คุณหญิงศจีก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดผ้าไหมสั่งตัดเรียบกริบ แม้ในมือจะถือปืนพกกระบอกเล็ก แต่น้ำเสียงของเธอกลับเย็นเยียบและนิ่งสนิทราวกับแม่น้ำที่ไร้กระแสคลื่น ข้างๆ เธอมีชายฉกรรจ์ในชุดดำขนาบข้างสองคน ซึ่งรินรดาจำได้แม่นว่าพวกเขาคือคนที่คอยตามประกบเธอมาตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา รินรดานิ่งค้างอยู่ในช่องมืด ภาคินที่ถูกจับตัวไว้ได้ก่อนหน้าถูกผลักลงไปกองกับพื้นแทบเท้าคุณหญิง “สมุดเล่มนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับคนช่างสงสัยแบบเธอ” คุณหญิงศจีกล่าวพลางก้มลงมองร่องรอยบนพื้น “มันมีไว้สำหรับคนที่ยอม ‘ตาย’ เพื่อรักษาสมดุลของตระกูลศิริโภคินเท่านั้น... ส่งมันมา แล้วฉันจะปล่อยให้คนของคุณมีชีวิตรอดไปถึงพรุ่งนี้” รินรดามองดูภาคินที่พยายามเงยหน้าขึ้นมาสบตา เธอรู้ดีว่านี่คือกับดัก แต่ความจริงที่ถืออยู่ในมือตอนนี้มีค่ามากกว่าชีวิตของคนเพียงสองคน ทันใดนั้น รินรดาก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เธอโยนเป้ที่บรรจุสมุดบันทึกไปทางอื่น ทว่าก่อนที่ของจะถึงพื้น เธอกลับพุ่งตัวออกจากช่องมืดแล้วคว้าแจกันดินเผาใกล้ตัวฟาดเข้าที่ไฟฉายของชายชุดดำจนแตกละเอียด ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องทันที ในจังหวะที่เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดท่ามกลางความมืดมิด รินรดารู้สึกถึงแรงกระแทกที่หัวไหล่ แต่มือของเธอกลับคว้าอะไรบางอย่างไว้ได้ทัน มันไม่ใช่สมุดเล่มนั้น... แต่เป็นกุญแจดอกหนึ่งที่หลุดออกมาจากคอเสื้อของคุณหญิงศจีตอนที่เธอพุ่งเข้าปะทะ เสียงกระซิบข้างหูของภาคินดังขึ้นในความมืด “หนีไปริน... ไปที่สุสานท้ายเมือง กุญแจนั่นไขได้ทุกอย่าง!” รินรดากัดฟันแน่น วิ่งฝ่าความมืดออกไปสู่ประตูทางออก โดยทิ้งให้สมุดบันทึกที่เปื้อนเลือดกลายเป็นเพียงเหยื่อล่อให้ศัตรูตายใจ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ ในขณะที่เธอกำลังจะพ้นประตูไป ร่างที่คุ้นเคยในชุดเสื้อโค้ทสีเทาที่เธอเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต กลับยืนขวางทางออกอยู่ตรงนั้น พร้อมกับคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนไปชั่วขณะ “หนูริน... สิ่งที่อยู่ในมือลูก ไม่ใช่กุญแจไขความจริง แต่มันคือตราประทับคำสั่งตายของคนทั้งตระกูลเรา” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในม่านหมอกแห่งความลับนี้กับผมครับ — *เอมเมอรัลด์อายส์*
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%