“ถ้าคุณพลาด... เราทั้งคู่ไม่มีทางเดินออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไปได้โดยที่ยังมีลมหายใจอยู่หรอกนะริน”
เสียงกระซิบแหบพร่าของภาคินผ่านหูฟังขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นผมสลวยของรินรดา มันเย็นเยียบจนหญิงสาวรู้สึกถึงกระดูกสันหลังที่สั่นไหว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่ในห้องทำงานของคุณหญิงศจีบัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายของความตายที่กดทับลงมาบนบ่า
รินรดาละมือจากลูกบิดประตูทองเหลืองที่ถูกล็อกไว้แน่นหนา เธอไม่ได้หันไปมองกล้องวงจรปิดที่มุมห้องซึ่งเธอจัดการทำลายสัญญาณไปแล้วเมื่อสามนาทีที่ผ่านมา สายตาของเธอจับจ้องเพียงตู้เซฟฝังผนังที่ถูกภาพวาดสีน้ำมันรูปหญิงสาวในชุดไทยสมัยรัชกาลที่ห้าปิดบังไว้อย่างแนบเนียน
“ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ภาคิน” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพอๆ กัน เธอหยิบเครื่องถอดรหัสขนาดเล็กที่ภาคินฝากไว้ให้ขึ้นมา “ถ้าความจริงเรื่องอุบัติเหตุเมื่อยี่สิบปีก่อนอยู่ในนั้น ฉันก็ต้องคว้ามันมาให้ได้”
นิ้วเรียวบางของเธอสั่นเทาขณะจรดเครื่องมือลงบนแผงปุ่มกด รหัสลับที่เธอพยายามเดามาตลอดหลายสัปดาห์จากวันเกิดของคนในตระกูล... ไม่ใช่ วันที่ก่อตั้งบริษัท... ไม่ใช่ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันโอ่อ่า มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอกจนรินรดากลัวว่าคนข้างนอกจะผ่านทางมาได้ยิน
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
ไฟสีแดงบนหน้าจอเปลี่ยนเป็นสีเขียวค้างนิ่ง เสียงกลไกภายในตู้เซฟทำงานดังกึกก้องเหมือนเสียงระฆังเตือนภัย รินรดารีบดึงภาพวาดออกและผลักบานประตูเหล็กหนักๆ นั้นเข้าไปข้างใน หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
เธอไม่รอช้า รีบหยิบแฟ้มเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดดู แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบเอกสารที่ประทับตรา ‘ลับที่สุด’ ด้วยหมึกสีแดงสด รินรดากวาดสายตาอ่านเนื้อความในนั้น ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง มือที่จับกระดาษเริ่มสั่นรุนแรงกว่าเดิม
“ริน? เจออะไรไหม? รายงานสถานการณ์มา!” เสียงของภาคินเริ่มมีความร้อนรนเจือปน
“มันไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ...” รินรดาพึมพำ น้ำตาแห่งความคับแค้นเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา “ในนี้มีบันทึกการโอนเงิน... และชื่อของผู้สมรู้ร่วมคิด... คุณหญิงศจีไม่ได้ทำคนเดียว ภาคิน เธอมีคนหนุนหลังอยู่ในกระทรวงฯ”
“อย่าเพิ่งอ่านรายละเอียดตอนนี้ รีบถ่ายรูปแล้วออกไป!” ภาคินสั่งการอย่างรวดเร็ว
รินรดาดึงโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อบันทึกข้อมูล แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก มันเป็นจังหวะหนักแน่นและเชื่องช้า... เสียงส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนเหมือนเสียงคำพิพากษาประหารชีวิต
หญิงสาวชะงักกึก เธอจำเสียงฝีเท้าของใครบางคนได้ดี
“ริน! มีคนกำลังไปที่ห้องนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงภาคินในหูฟังดังก้องขึ้นอีกครั้ง แต่รินรดาไม่สามารถขยับตัวได้ เธอได้ยินเสียงลูกบิดประตูจากด้านนอกถูกหมุนเบาๆ
*กริ๊ก...*
แสงสว่างจากโถงทางเดินลอดผ่านรอยแยกของประตูเข้ามาเป็นเส้นตรง บานประตูที่เธอแง้มไว้กำลังถูกผลักให้เปิดกว้างขึ้น รินรดาแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะซ่อนตัว เธอพุ่งตัวเข้าไปหลบหลังผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงสดที่แขวนอยู่ข้างตู้เซฟอย่างทุลักทุเล มือยังคงกำแฟ้มเอกสารไว้แน่น
ร่างของคุณหญิงศจีก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสง่างามผิดปกติในยามวิกาล กลิ่นดอกมะลิที่แสนคุ้นเคยแต่กลับทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียนลอยฟุ้งเข้ามา คุณหญิงเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะชะงักฝีเท้าลง สายตาคมกริบดุจนางพญาของเธอเหลือบมองไปที่ตู้เซฟที่เปิดอ้าอยู่
“ใครเข้ามา...” เสียงที่เปล่งออกมานั้นนิ่งสนิท แต่แฝงไปด้วยความอาฆาตที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก เธอเห็นปลายรองเท้าส้นสูงสีดำขลับก้าวเข้ามาใกล้ผ้าม่านที่เธอซ่อนตัวอยู่มากขึ้นทุกที หญิงชราหยุดยืนอยู่ห่างจากผ้าม่านเพียงไม่กี่นิ้ว มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยกขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังจะเอื้อมมาดึงผ้าม่านออก
“ออกมาเถอะรินรดา...” คุณหญิงศจีเอ่ยชื่อเธอออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและคาดเดาไม่ได้ “ฉันรู้ว่าเธออยู่ในนี้... ตั้งแต่เธอเหยียบเข้ามาในเขตคฤหาสน์ของฉันตั้งแต่วันแรกแล้ว”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอไม่ได้ถูกจับได้เพียงแค่วันนี้ แต่เธอถูกจับตามองมาตลอด... ทุกย่างก้าวที่เธอเดิน ทุกแผนการที่เธอวางไว้ คือสิ่งที่ศัตรูอนุญาตให้เธอทำ เพื่อล่อให้เธอเดินเข้ามาติดกับในกับดักที่ขุดไว้ลึกยิ่งกว่าเดิม
ก่อนที่มือของคุณหญิงจะสัมผัสถึงเนื้อผ้า เสียงสมาร์ทโฟนของหญิงชราก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสนิท คุณหญิงศจีรับสายด้วยท่าทีเรียบเฉย แววตาของเธอจดจ้องมาที่ผ้าม่านผืนนั้นอย่างมีเลศนัย
“ว่าอย่างไรคะ...” คุณหญิงศจีถามปลายสายด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก “อ๋อ... พ่อหนุ่มนักข่าวคนนั้นน่ะเหรอ? อย่าห่วงเลยค่ะ จัดการเรียบร้อยแล้ว... ไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจ”
ร่างของรินรดาชาวาบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่าน เธอหันไปมองเครื่องส่งสัญญาณในมือที่เงียบสนิทไร้เสียงตอบรับจากภาคิน ความมืดมิดเข้าจู่โจมจิตใจจนแทบสิ้นสติ เมื่อตระหนักได้ว่าคนเดียวที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอ... บัดนี้ได้ขาดการติดต่อไปตลอดกาลแล้ว
เอมเมอรัลด์อายส์ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดในบทนี้ด้วยกันนะคะ
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 31
ความจริงในตู้เซฟ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!