“วางปืนลงเดี๋ยวนี้... ภาคิน”
รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นพร่าในลำคอ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคู่คมของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นดินปืนจางๆ ปะทะเข้ากับจมูกท่ามกลางความมืดมิดของห้องเก็บของท้ายคฤหาสน์
ภาคินไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายังคงประทับปืนกระบอกนั้นนิ่งสนิทไปที่ ‘ชายชราพยานคนสำคัญ’ ซึ่งถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้ไม้เก่าผุ เสียงหอบหายใจของพยานคนนั้นดังแผ่วเบาเหมือนลมที่ใกล้ดับ
“ริน... ถอยไป” น้ำเสียงของภาคินเย็นเยียบจนน่าใจหาย เขาไม่ได้มองเธอ แต่สายตาจับจ้องไปที่ชายชราที่พยายามจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง “อย่าให้ความสงสารบังตาจนทำให้เธอต้องกลายเป็นเหยื่อของคนพวกนี้ไปอีกคน คนที่เธอคิดว่าไว้ใจได้ที่สุด... มักจะมีเขี้ยวเล็บซ่อนไว้ลึกที่สุดเสมอ”
“คุณพูดเรื่องอะไร?” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว พยายามบังร่างของพยานคนนั้นไว้ “เรามาที่นี่เพื่อหาความจริง ไม่ใช่มาฆ่าใครเพื่อปิดปาก!”
“ความจริงที่เธอโหยหาน่ะเหรอ?” ภาคินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความอบอุ่นอย่างที่เขาเคยเป็น “ความจริงที่พ่อเธอตายไปพร้อมกับมัน... ความจริงที่ทำให้ตระกูลของเธอต้องพินาศ! ถ้ารู้แล้วมันจะทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยเลือดแบบนี้ เธอยังจะอยากรู้อยู่ไหมริน?”
ชายชราที่ถูกมัดเริ่มดิ้นรน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะแค่นเสียงแหบพร่าออกมา “คุณหนู... อย่า... อย่าเชื่อ... เขาเป็น...”
*ปัง!*
เสียงปืนดังสนั่นก้องกังวานในความเงียบ ร่างของชายชรากระตุกเกร็งก่อนจะนิ่งสงบลง รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน กลิ่นดินปืนที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้เธอแทบอาเจียน เธอเบิกตากว้างมองไปยังชายที่เธอเคยเชื่อมั่นสุดหัวใจ มือของเขาที่ถือปืนยังคงนิ่งสนิท ทว่าแววตาที่เขามองมานั้น... มันช่างว่างเปล่าและห่างไกลจาก ‘ภาคิน’ คนที่เธอรู้จัก
“ทำไม...” รินรดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ “ทำไมต้องทำแบบนี้!”
ภาคินลดปืนลงช้าๆ เขาขยับเข้าหาเธอด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนลง แต่รินรดากลับถอยกรูดด้วยความหวาดระแวง “ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวเองริน... แต่ฉันทำเพื่อปกป้อง ‘เงา’ ที่เธอพยายามวิ่งไล่ตามมาตลอดชีวิต”
เขาขยับมือมาหมายจะเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่รินรดาปัดมือเขาออกอย่างไม่ใยดี
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” เธอกรีดร้อง “คุณไม่ใช่คนเดียวกับที่ช่วยฉันในห้องสมุดวันนั้น... คุณไม่ใช่ภาคินคนที่ฉันเคยรู้จัก!”
“ฉันก็คือฉันคนเดิมนั่นแหละรินรดา” เขาขยับยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกลัว “เพียงแต่คนในคฤหาสน์นี้ไม่ได้มีแค่คุณหญิงศจีที่เล่นเกมซ่อนหา... ฉันเองก็มีบทบาทที่ต้องเล่นให้จบเช่นกัน”
เขาก้าวผ่านร่างที่ไร้ลมหายใจของพยานคนนั้นไปอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องเก็บของที่แง้มอยู่เพียงเล็กน้อย เขาส่งสายตาให้เธอตามมา ทว่ารินรดายืนนิ่งราวกับถูกสาป
“ถ้าเธออยากรู้ว่า ‘ความทรงจำที่หายไป’ ของเธอเกี่ยวข้องอะไรกับศพตรงหน้านี้... ก็ตามฉันมา” เขาหยุดรอที่หน้าประตู “แต่เตือนไว้ก่อนนะริน... ความจริงบางอย่าง ถ้าได้เห็นแล้ว จะไม่มีวันเปลี่ยนมันกลับไปได้อีก”
รินรดามองร่างไร้วิญญาณของชายชราที่เพิ่งสิ้นลมไปเมื่อครู่ เขาคือคนเดียวที่กุมชะตากรรมของตระกูลเธอไว้ และตอนนี้... ความลับเหล่านั้นได้ตายไปพร้อมกับเขาแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงเงาของภาคินที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดของโถงทางเดิน
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในหัวใจ เธอรู้ดีว่าหากเดินตามไป เธออาจจะพบกับจุดจบที่ไม่ต่างจากพยานคนนี้ แต่หากเธอเดินกลับ... เธอก็จะไม่มีวันได้พบกับความจริงที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดสองทศวรรษ
เธอตัดสินใจก้าวเท้าออกไป ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู แสงไฟในโถงทางเดินก็สว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกันราวกับมีการนัดหมาย
เสียงปรบมือดังแผ่วเบามาจากด้านหลังของเธอ เมื่อรินรดาหันกลับไป เธอก็พบกับร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่มุมมืดของโถงทางเดิน... เป็นร่างของผู้หญิงที่เธอคุ้นเคยดีที่สุดในบ้านหลังนี้
“เก่งมากที่ตามมาถึงนี่” คุณหญิงศจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังชื่นชมการแสดงบนเวที “แต่ลูกลืมไปหรือเปล่ารินรดา... ว่าในบ้านหลังนี้ ต่อให้เป็นภาคิน... ก็ไม่มีใครอยู่เหนือคำสั่งของฉันได้”
ทันใดนั้นเอง ภาคินที่ยืนอยู่ข้างหน้าเธอก็หันกลับมา เขามองหน้าเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่สายตาของนักข่าวที่ห่วงใย แต่เป็นสายตาของ ‘ผู้คุม’ ที่รอคำสั่งจากผู้เป็นนาย
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะกดเปิดไฟล์เสียงที่บันทึกไว้... เสียงนั้นคือเสียงของ ‘พ่อ’ ของรินรดาที่เธอนึกว่าหายสาบสูญไปตลอดกาล
“รินรดา... ฟังให้ดีนะลูก... คนที่หนูควรระวังที่สุด ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น” เสียงในโทรศัพท์สั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “แต่คือ ‘คนที่อยู่ข้างๆ หนู’ ตอนนี้... เพราะเขาคือคนเดียวที่กุมความลับเรื่อง ‘ความตายของแม่’ เอาไว้”
ภาคินกดปิดเสียง แล้วมองเธอด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบกว่าเดิม “ได้ยินแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น... เรามาเริ่มบทที่สองของความจริงกันเถอะ”
ท่ามกลางม่านหมอกที่หนาทึบนอกหน้าต่าง รินรดารู้สึกได้ทันทีว่าปืนกระบอกเดิมที่ภาคินเพิ่งใช้สังหารพยาน กำลังถูกจ่อมาที่ขมับของเธอจากด้านหลังโดยใครบางคนที่เธอคาดไม่ถึง!
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับการเดินทางของรินรดานะคะ เอมเมอรัลด์อายส์จะรอพบทุกคนในตอนต่อไปค่ะ
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 15
คำให้การที่ถูกลบ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!