กลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงอิฐที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ช่างระคายเคืองจมูกเสียจนรินรดาแทบไม่กล้าสูดหายใจลึก เสียงรองเท้าหนังบดขยี้เศษกระจกแตกดังกรอบแกรบอยู่เบื้องหลัง คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า เวลานับถอยหลังของเธอกับภาคินกำลังจะหมดลงทุกที
สถานีรถไฟร้างสายตะวันตกแห่งนี้ ในอดีตเคยคราคร่ำไปด้วยผู้คนและความทรงจำอันมีชีวิตชีวา ทว่ายามนี้ มันกลับกลายเป็นสุสานแห่งความลับที่ถูกทิ้งร้าง และอาจกลายเป็นสถานที่ฝังร่างของพวกเธอทั้งสองคนด้วยเช่นกัน
“อย่าขยับ”
น้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบขาดดังมาจากความมืดหลังเสาปูนเปลือยเบื้องหน้า รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจในอกเต้นรัวกระหน่ำรากับจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมา มือเรียวที่กำด้ามปืนพกกระบอกเล็กไว้แน่นชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เธอเหลือบสายตาไปมองภาคินที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน เขาพยักพเยิดหน้าไปทางซากตู้โดยสารรถไฟที่จอดสนิมเกรอะกรังอยู่ทางซ้าย สื่อสารกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด—แยกย้ายกันหลบกระสุน และหาทางพลิกสถานการณ์
“คุณหญิงศจีส่งพวกคุณมาเท่าไหร่กันคะ?” รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน เสียงของเธอนิ่งสนิท แม้เรียวปากจะแห้งผาก “คิดว่ากำจัดพวกเราสองคนแล้ว ความจริงเรื่องในอดีตจะตายไปกับซากรถไฟพวกนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?”
เงาสมส่วนก้าวออกมาจากความมืด มือข้างหนึ่งถืออาวุธปืนติดลำกล้องเก็บเสียง ดวงตาภายใต้เงาหมวกแก๊ปจ้องมองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก สมเพช เหยียดหยาม หรืออาจจะ... ความลังเลชั่วเสี้ยววินาที
“คุณรินรดา คุณเป็นเด็กที่ฉลาดเกินไปค่ะ... และความฉลาดนี่แหละที่จะฆ่าคุณ”
เปรี้ยง!
กระสุนนัดแรกพุ่งแหวกอากาศเฉี่ยวหัวไหล่ของรินรดาไปปักเข้ากับผนังไม้ผุพังด้านหลังจนเศษไม้กระจาย รินรดากลิ้งตัวหลบไปหลบอยู่หลังซากเพลาล้อรถไฟอย่างคล่องแคล่ว แรงกระแทกทำให้ข้อศอกของเธอเคล็ดจนปวดร้าว แต่ความเจ็บปวดนั้นถูกสติที่ตื่นตัวเต็มที่กลบไว้จนหมดสิ้น
“ริน! เจ็บตรงไหนไหม?” เสียงกระซิบแหบพร่าของภาคินดังมาจากหลังตู้โดยสารฝั่งตรงข้าม
“ฉันไม่เป็นไรค่ะระวังตัวด้วย เขามีปืนติดลำกล้องเราจะสู้แบบประจันหน้าไม่ได้” รินรดากระซิบตอบ สายตาสอดส่องมองหาทางหนทีหนไล่ ในมุมอับสายตา เธอสังเกตเห็นคานเหล็กขึ้นสนิมขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากเพดาน ซึ่งโครงสร้างของสถานีรถไฟแห่งนี้ทรุดโทรมมากพอที่จะทำให้มันถล่มลงมาได้ หากมีแรงสั่นสะเทือนมากพอ
ทางออกเดียวที่จะรอด คือการเดิมพันครั้งใหญ่
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกระงับอาการสั่นเทาของเรียวมือ เธอดึงแม็กกาซีนปืนออกมาตรวจสอบกระสุนที่เหลืออยู่—มีเพียงสามนัดสุดท้าย น้อยนิดเกินกว่าจะเอาชนะมือสังหารมืออาชีพได้ด้วยการยิงปะทะตรงๆ ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง สมองและความกล้าหาญมักมีค่ามากกว่ากระสุนปืนเสมอ
เธอตัดสินใจโยนก้อนหินขนาดใหญ่ไปอีกทาง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
*เคร้ง!*
เสียงหินกระทบพื้นเหล็กดังสนั่น มือสังหารหันปากกระปืนไปทางต้นเสียงทันทีตามสัญชาตญาณ นั่นคือจังหวะเวลาทองที่รินรดาโผล่พรวดขึ้นจากที่ซ่อน เล็งเป้าหมายไปที่คานเหล็กรับน้ำหนักเบื้องบนสุดแรงเกิด
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงปืนสามนัดซ้อนดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วสถานีร้าง กระสุนเจาะเข้าที่จุดเชื่อมต่อของคานเหล็กขึ้นสนิมอย่างแม่นยำราวกับจับวาง แรงสะเทือนทำให้โครงสร้างเหล็กเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัว ก่อนที่มวลมหาศาลของคอนกรีตและเหล็กจะร่วงหล่นลงมาขวางกั้นระหว่างเธอกับมือสังหารผู้นั้นทันที!
ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด
รินรดายืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ภาคินวิ่งเข้ามาคว้าแขนเธอไว้ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและโล่งอกในคราวเดียวกัน “รีบไปเถอะริน ก่อนที่สมุนคนอื่นจะแห่กันมาตามเสียงปืน”
ทั้งสองคนวิ่งฝ่ากองซากปรักหักพังมุ่งหน้าไปยังทางออกฉุกเฉินที่เชื่อมต่อกับป่ารกทึบด้านหลังสถานี แสงสว่างสลัวของยามบ่ายที่ลอดผ่านกิ่งไม้ใบหญ้าเข้ามา ทำให้ความหวังในการรอดชีวิตเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นทีละน้อย
ทว่า... เมื่อพวกเขาก้าวพ้นประตูเหล็กขึ้นสนิมออกไป
ร่างของใครบางคนก็ยืนขวางทางอยู่ก่อนแล้ว ร่างนั้นสวมชุดสูทสีเข้มเรียบร้อย แม้กาลเวลาจะทิ้งร่องรอยแห่งวัยไว้บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่คมกริบที่มองตรงมายังรินรดานั้น กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและอำนาจอันล้นเหลือที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกแข็งลงในฉับพลัน
คุณหญิงศจี...
หญิงสูงวัยแย้มรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก มือข้างหนึ่งถือร่มไม้ด้ามยาวค้ำยันพื้นไว้อย่างมั่นคง ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของแขกผู้ทรงเกียรติในงานเลี้ยงน้ำชา ไม่ใช่การเผชิญหน้าท่ามกลางซากปรักหักพังเช่นนี้
“เก่งมากนี่คะ คุณหนูรินรดา... ไม่นึกเลยว่าเด็กผู้หญิงที่เคยขี้ขลาดในวันนั้น จะกลายมาเป็นหนามยอกอกที่เด็ดเดี่ยวได้ถึงเพียงนี้” คุณหญิงศจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนรินรดาต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
รินรดากัดริมฝีปากแน่น กำมือที่ถือปืนไว้จนสั่นเทา ความทรงจำสีเทาในวัยเด็กที่เคยเลือนราง บัดนี้เริ่มปะติดปะต่อเข้าหากันทีละชิ้น ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน... ภาพเงาของหญิงสูงวัยคนนี้ที่ยืนมองกองเพลิงโดยไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย... ทุกอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวจนแทบหายใจไม่ออก
ภาคินก้าวขึ้นมาบังหน้าเธอไว้ สายตาดุดันจ้องมองคุณหญิงศจีเขม็ง “หยุดแค่นี้เถอะครับคุณหญิง ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยหมดแล้ว ตำรวจกำลังมาที่นี่”
คุณหญิงศจีหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ สิ้นเชิง “ตำรวจงั้นหรือคะคุณภาคิน? ในประเทศนี้ มีสิ่งไหนบ้างที่เงินและอำนาจของตระกูลเราซื้อไม่ได้?”
เธอยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองคนจากทุกทิศทุกทาง พร้อมกับกระบอกปืนนับสิบคู่ที่ถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังรินรดาและภาคินอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีทางหนี... ไม่มีทางรอด...
ทว่า ท่ามกลางความสิ้นหวังที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง รินรดากลับสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาคู่สวยที่เคยไหวระริกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เธอก้าวออกมาจากด้านหลังของภาคิน ยืดตัวตรงสบตากับคุณหญิงศจีอย่างไม่เกรงกลัว
“คุณซื้อความจริงไม่ได้ค่ะคุณหญิงศจี... และต่อให้คุณฆ่าเราวันนี้ ความลับที่คุณพยายามปกป้อง ก็จะไม่มีวันตายไปพร้อมกับเราอย่างแน่นอน” รินรดาเอ่ยเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์หนักแน่นราวกับประกาศิต
คุณหญิงศจีกรอกตามองเธอด้วยความประหลาดใจระคนไม่พอใจ รอยยิ้มเยือกเย็นจางหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานาน “ปากกล้าดีนี่คะ งั้นก็แสดงให้ฉันดูหน่อยสิ ว่าคุณจะปากเก่งได้อีกนานแค่ไหน... จัดการเลย”
นิ้วเรียวบนไกปืนของเหล่ามือสังหารเริ่มออกแรงกดลงทีละน้อย...
*ปัง!*
เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน—แต่ไม่ใช่จากฝั่งของคนของคุณหญิงศจี!
กระสุนปริศนาพุ่งเฉี่ยวหมวกของคุณหญิงศจีจนปลิวหลุดจากศีรษะ ร่างของหญิงสูงวัยเซถลาด้วยความตกใจ ขณะที่เสียงเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยและเสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันดังกระหึ่มก้องกังวานมาจากฟากฟ้าเบื้องบน สาดส่องแสงไฟจ้าลงมาตัดผ่านม่านหมอกหนาทึบจนสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
ร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่พิเศษคนหนึ่ง ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ที่โรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชูตราสัญลักษณ์ทางการสืบสวนขึ้นสูง ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ก้าวออกมาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่พิเศษ... คนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
“พ่อ...?” รินรดาพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับคนละเมอ ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลงด้วยความเหนื่อยล้าและแรงกระแทกจากเหตุการณ์ทั้งหมด
— — — — — — — — — —
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ "เงาปรารถนาในม่านหมอก" มาจนถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ... เอมเมอรัลด์อายส์
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 49
การต่อสู้เอาชีวิตรอด
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!