“คุณหญิงจะให้รินเชื่อจริงๆ หรือคะว่า ‘เลือดเนื้อเชื้อไข’ ที่คุณหญิงพร่ำบอกใครต่อใครว่าคือทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล... แท้จริงแล้วเป็นเพียงหมากที่วางไว้เพื่อบังหน้า?”
รินรดากดเสียงต่ำ พลางกระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีซีด เธอไม่ได้ตั้งใจจะเดินเข้าสู่ใจกลางถ้ำเสือในค่ำคืนนี้ แต่กลิ่นอายความตายที่โชยมาจากเอกสารในซองสีน้ำตาลที่ภาคินแอบส่งให้เมื่อหัวค่ำ มันรุนแรงเกินกว่าจะปล่อยให้ความยุติธรรมต้องนอนนิ่งอยู่ในความมืด
คุณหญิงศจีที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้บุหนังกำมะหยี่สีเลือดนก ค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนจานรอง เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบนั้นแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องเหมือนเสียงค้อนเหล็กที่ตอกลงบนหัวใจคนฟัง หญิงสูงวัยค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยฉาบไปด้วยความเมตตาจอมปลอมบัดนี้กลับเหลือเพียงความเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
“ความลับที่ไร้หลักฐาน... ก็เป็นได้แค่เรื่องเพ้อเจ้อของเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนะคะ รินรดา” คุณหญิงศจีกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ “หนูคิดว่าตัวเองค้นพบสมบัติล้ำค่า แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่หนูถืออยู่น่ะ มันคือระเบิดเวลาที่จะทำให้ชีวิตที่เหลือของหนูไม่เหลือแม้แต่ซาก”
“รินไม่สนเรื่องชีวิตของตัวเองหรอกค่ะ แต่สิ่งที่รินสนคือความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้ชื่อเสียงจอมปลอมของตระกูลคุณหญิง” รินรดาขยับตัวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ภายในใจจะเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลในต่างประเทศเมื่อยี่สิบปีก่อน... บันทึกการผ่าตัดที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แล้วเด็กคนนั้น... เด็กที่ตระกูลคุณหญิงอ้างว่าเป็นบุตรชายที่หายไปหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ แท้จริงแล้วเขามีสายเลือดเดียวกับคุณหญิงแม้แต่นิดเดียวไหมคะ?”
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางพลันกดทับจนลมหายใจติดขัด คุณหญิงศจีไม่ได้โกรธเกรี้ยว เธอเพียงแค่เผยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง หญิงสูงวัยลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางเดินอ้อมโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่มาหยุดตรงหน้ารินรดา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เคยหอมหวานกลับกลายเป็นกลิ่นอายของความเน่าเฟะที่ถูกอบร่ำไว้อย่างดี
“หนูฉลาดนะรินรดา... ฉลาดจนน่ากลัว” คุณหญิงเอื้อมมือขึ้นมาจัดปอยผมที่ปรกหน้าหญิงสาวอย่างแผ่วเบา กิริยาที่ดูเหมือนผู้ใหญ่ใจดีนั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าการตบหน้า “แต่หนูเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่ง... ฉันไม่ได้เป็นคนสร้างหมากตัวนี้ขึ้นมาเองหรอกนะ แต่ฉันเป็นคน ‘คัดเลือก’ มันต่างหาก คนที่ไม่มีทางเลือก คนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง คนที่พร้อมจะภักดีต่อฉันยิ่งกว่าชีวิต เพราะถ้าเขาไม่ใช่ทายาทของฉัน... เขาก็ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า”
“หมายความว่าคุณหญิงรู้ดีว่าเขาสวมรอย... และคุณหญิงก็ใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อคุมอำนาจตระกูลทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว?” เสียงของรินรดาสั่นพร่า ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความรังเกียจที่พุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด
“ในโลกนี้ไม่มีอะไรขาวสะอาดหรอกค่ะรินรดา มีแต่ความมืดที่หนากับบางเท่านั้น” คุณหญิงศจีขยับเข้ามาใกล้จนกระซิบข้างหู “และถ้าหนูคิดจะเปิดโปงเรื่องนี้ละก็... หนูต้องเลือกระหว่างการลากฉันลงจากบัลลังก์ กับการสูญเสียคนที่หนูรักที่สุดไปตลอดกาล”
รินรดาชะงัก สายตาที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นไหว เมื่อภาพของภาคินที่ถูกดักซุ่มทำร้ายเมื่อสัปดาห์ก่อนแล่นเข้ามาในหัว “คุณทำอะไรเขา!”
“ฉันไม่ได้ทำอะไร... อย่างน้อยก็ยังไม่ได้ทำ” คุณหญิงศจีผละออกมา เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ “แต่ถ้าคืนนี้หนูเดินออกจากห้องนี้ไปพร้อมกับเอกสารชุดนั้น... ฉันก็ไม่รับประกันว่าคนสื่อสารอย่างคุณภาคิน จะได้มีโอกาสทำข่าวหน้าหนึ่งของตัวเองอีกเป็นครั้งที่สอง”
รินรดากำซองเอกสารในมือแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง เธอรู้ดีว่านี่คือการวัดใจ หากเธอถอย นั่นหมายถึงการยอมจำนนต่อความชั่วร้าย แต่หากเธอเดินหน้าต่อ... คนที่เธอรักต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังมาจากด้านนอกห้องทำงาน ตามด้วยเสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ภาคินก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งของเขากุมสีข้างที่มีรอยเลือดซึมออกมาจากเสื้อเชิ้ตสีขาว
“ริน... อย่าเชื่อสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูด!” ภาคินตะโกนก้อง เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ผมไปเจอความจริงอีกอย่างมา... ทายาทที่คุณหญิงอ้างถึงน่ะ เขาไม่ได้เป็นแค่หมากที่คุณหญิงคัดเลือกมา แตเขาคือ... คนที่รินรดากำลังตามหามาตลอดสิบปี!”
รินรดาสะดุดกึก ความจริงที่ว่าเด็กคนนั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงถึงความทรงจำที่หายไปของเธอเอง ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะหยุดหมุน
“คุณหญิงไม่ได้แค่ลวงโลกเรื่องสายเลือด...” ภาคินก้าวเข้ามาขวางหน้ารินรดา สายตาจ้องเขม็งไปที่คุณหญิงศจีที่ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสี “แต่เขายังเป็นคนคนเดียวกับที่อยู่กับรินในเหตุการณ์ไฟไหม้วันนั้น... คนที่รินคิดว่าตายไปแล้ว แต่คุณหญิงเอาตัวเขามาขังไว้ในฐานะทายาทจอมปลอมเพื่อปิดปากเขามาตลอดชีวิต!”
คุณหญิงศจีเหยียดยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความอำมหิตที่ปิดไม่มิด “ในเมื่อพวกคุณอยากรู้นัก... ก็จงรับรู้เอาไว้ว่าตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ความทรงจำของรินรดาจะไม่มีวันกลับมา และถ้าฉันตาย... ความลับเรื่องตัวตนจริงๆ ของเขา ก็จะตายไปพร้อมกับฉันในกองเพลิงอีกครั้ง!”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความลวงนี้ไปกับรินรดานะคะ โดย เอมเมอรัลด์อายส์
นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ•ตอนที่ 39
ความลับของตระกูลศัตรู
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรกตซ่อนปริศนา: รอยยิ้มอาบยาพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!