เลือดสีดำข้นคลั่กไหลทะลักออกจากมุมปากของไป๋จิน ราวกับธาราแห่งความแค้นที่อัดอั้นมานานนับพันปี เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกขากรรไกรลั่นเปรี๊ยะ ผิวหนังที่เคยแห้งกรังดุจดินแตกระแหงบัดนี้เริ่มปรากฏเส้นเลือดสีม่วงคล้ำปูดโปนขึ้นดั่งอสรพิษที่กำลังดิ้นพล่านอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง
"สวะเช่นเจ้า... จะทะลวงผ่านขีดจำกัดของมนุษย์งั้นหรือ?"
ไป๋จินแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจต้านทาน เขาไม่ได้พูดกับใครอื่น นอกจากสนทนากับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของอดีตมหาเทพกระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้วงสำนึก
ในถ้ำลับหลังน้ำตกที่ถูกปิดตายด้วยอักขระโบราณ แสงสลัวจากหินเรืองแสงส่องให้เห็นร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาเย็นเยียบ เขาไม่ได้เลือกวิธีฝึกฝนแบบปกติที่คนทั่วไปใช้กัน เพราะสำนักกระบี่เมฆาได้ทำลายเส้นชีพจรหลักของร่างนี้จนยับเยิน หากจะทวงคืนทุกอย่าง เขาต้องใช้หนทางที่โลกหล้าต้องหวาดหวั่น... นั่นคือ 'เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล'
เขาค่อยๆ หลับตาลง ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับกลายเป็นจังหวะสม่ำเสมอดุจคลื่นกระทบฝั่ง ทันใดนั้น ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรก็ถาโถมเข้ามา แต่มุมปากของไป๋จินกลับยกยิ้มอย่างเย็นชา
*มาเถอะ... จะดูซิว่าสวรรค์ที่หักหลังข้า จะยอมให้ข้าฝืนชะตากรรมได้นานเพียงใด*
เขาเริ่มโคจรพลังปราณที่รวบรวมได้เพียงน้อยนิดหมุนวนไปตามจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้น ความร้อนรุ่มจากแก่นพลังงานภายในร่างเริ่มแผ่ซ่านออกมา มันไม่ใช่พลังปราณทั่วไป ทว่าเป็น 'ปราณอักขระมังกรโลหิต' ที่เขาเคยใช้สร้างตำนานในอดีตชาติ ทุกครั้งที่ปราณเคลื่อนผ่านเส้นชีพจรที่ถูกทำลาย เสียงกระดูกที่แตกละเอียดและซ่อมแซมใหม่ดังก้องกังวานไปทั่วโสตประสาท
ภาพนิมิตในใจปรากฏเป็นร่างของ 'เจ้าสำนักอวิ๋นเทียน' ที่กำลังหัวเราะร่าอยู่บนบัลลังก์ทองคำ มือที่เปื้อนเลือดของศิษย์พี่ร่วมสำนักที่เขาเคยไว้วางใจที่สุด... ภาพนั้นกระตุ้นให้ไป๋จินเร่งเร้าพลังจนถึงขีดสุด
"แตกออกเสีย!"
เขาส่งเสียงคำรามก้อง โลหิตสีดำพุ่งทะลักออกจากทวารทั้งเก้า พลังปราณอักขระเวททะลักไหลออกมาจากร่างจนเกิดเป็นกระแสลมหมุนขนาดย่อมภายในถ้ำ ฝุ่นผงหินพุ่งกระจัดกระจาย หินเรืองแสงที่เคยส่องสว่างบัดนี้แตกละเอียดกลายเป็นผงธุลีในพริบตา
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ มีเพียงเสียงหอบหายใจของบุรุษหนุ่มที่บัดนี้ เส้นชีพจรที่เคยขาดสะบั้นกลับมาเชื่อมต่อกันด้วยสายใยแห่งเต๋าที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า ผิวพรรณของเขาเริ่มเปลี่ยนจากซีดเซียวเป็นผุดผ่องดั่งหยกขาว รัศมีของขอบเขต 'รวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง' แผ่พุ่งออกมาจนทำให้กำแพงถ้ำที่ทำจากหินแกรนิตเกิดรอยร้าว
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีถ่านมืดสนิทคู่นั้นดูราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง ชั่วขณะนั้นเอง กลิ่นอายเย็นเยือกที่คุ้นเคยก็โชยมากับสายลม ทั้งที่ทางเข้าถ้ำถูกปิดตายอย่างมิดชิด แต่ละอองหิมะสีขาวสะอาดกลับร่วงหล่นลงมาบนพื้นถ้ำราวกับปาฏิหาริย์
"เจ้าทำเกินไปแล้ว..."
เสียงหวานใสที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีดังขึ้นท่ามกลางความมืด ไป๋จินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง นางคือ 'มู่หรงเสวี่ย' ผู้ที่แม้แต่คนทั้งโลกจะประณามว่าเขาเป็นสวะ แต่นางกลับยังคงเฝ้ามองเขาจากมุมมืดเสมอมา
นางไม่ได้มองมาที่เขาโดยตรง แต่สายตากลับจ้องมองไปที่รอยแยกบนกำแพงถ้ำที่เกิดจากไอสังหารของเขาเมื่อครู่ มือเรียวงามของนางสั่นเทาเล็กน้อยขณะถือกระบี่น้ำแข็งที่ยังไม่ได้ชักจากฝัก
"หากเจ้าทะลวงขั้นต่อไปด้วยวิธีนี้อีก... กายเนื้อของเจ้าจะแหลกสลายก่อนจะได้แก้แค้น" นางกล่าวประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าหากใครได้ยินใกล้ๆ จะพบว่าในความเย็นชานั้น มีความห่วงหาอาทรซ่อนอยู่ลึกจนหยั่งไม่ถึง
ไป๋จินลุกขึ้นยืน ความสูงสง่าผ่าเผยกลับคืนมาสู่ร่างนี้อีกครั้ง เขาก้าวเดินไปหาหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจเพียงหนึ่งเดียวในห้วงทุกข์ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้า
"หากข้าไม่ยอมแลกด้วยชีวิต ความแค้นนี้จะมอดไหม้ข้าจนไร้ซึ่งวิญญาณ" เขาพูดพลางเอื้อมมือไปคว้าข้อมือที่เย็นเยียบของนาง "เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้ามาที่นี่... เพื่อหยุดข้า หรือเพื่อร่วมทางไปกับข้าในเส้นทางที่นองเลือดสายนี้?"
มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นสะท้อนเงาของชายผู้เป็นที่รัก ก่อนที่นางจะตัดสินใจเอื้อมมืออีกข้างขึ้นมาวางทับมือของเขา ทันใดนั้น ผนังถ้ำด้านหลังไป๋จินกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่จำนวนมากที่เต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ แสงคบเพลิงจากภายนอกส่องลอดช่องว่างเข้ามา เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์ของ 'สำนักกระบี่เมฆา' ที่ประทับอยู่บนชุดของเหล่าศิษย์ที่ตามล่าเขา
ไป๋จินกระชับกระบี่ไม้ในมือแน่นขึ้น พลังปราณที่เพิ่งทะลวงผ่านห้วงขั้นแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น เขาหันไปสบตากับมู่หรงเสวี่ย ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก
"ดูเหมือนว่า... แขกผู้ไม่ได้รับเชิญจะมาไวกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก"
เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับทางเข้าถ้ำ ในขณะที่เสียงประตูกลถ้ำถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทกมหาศาล พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งที่ถือกระบี่สีทองอร่าม แผ่รัศมีกดดันจนบรรยากาศโดยรอบแทบแตกสลาย
"ไป๋จิน! ในที่สุดข้าก็พบตัวเจ้า... ครั้งนี้แม้แต่เทพเซียนหน้าไหนก็ช่วยเจ้าไม่ได้!"
ไป๋จินสัมผัสได้ถึงคมกระบี่ที่จ่อมาที่คอหอย แต่เขากลับไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนที่แท้จริง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในเส้นทางแห่งการล้างแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สลักคมกระบี่พลิกฟ้า ทวงคืนบัลลังก์โลหิต•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคมกระบี่พลิกฟ้า ทวงคืนบัลลังก์โลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
