"เจ้าเด็กเหลือขอ! ความต่ำต้อยของเจ้ามันช่างน่ารังเกียจพอๆ กับกลิ่นไอความพ่ายแพ้ที่เกาะกินจิตวิญญาณเจ้า!"
เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรีดสีกันดังขึ้นท่ามกลางลานฝึกศิษย์ชั้นนอก ผู้อาวุโสตาบอด ‘หลี่หยาง’ ก้าวเท้าออกมาจากกลุ่มศิษย์อาวุโส ดวงตาที่ถูกผ้าแถบสีซีดปิดทับไว้นั้นไม่ได้ลดทอนรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาแม้แต่น้อย มือเหี่ยวย่นของเขากำไม้เท้าหัวกะโหลกไว้แน่น จนเสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ
ไป๋จินยืนตระหง่านอยู่กลางลาน ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเบนไปทางชายชราอย่างเย็นชา เขายืนนิ่งดั่งศิลาที่ผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลามานับพันปี ในใจไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อปราณกดดันระดับ 'หลอมรวมขั้นต้น' ของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"ผู้อาวุโส... การที่ท่านใช้เพียงสัมผัสที่หูและจมูกตัดสินคน ความมืดบอดในใจท่านดูจะหนักหนากว่าในดวงตาเสียอีกนะครับ" ไป๋จินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำพูดกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนรอบข้าง
"โอหัง!" หลี่หยางคำราม เสียงกระแทกไม้เท้าลงพื้นทำให้แผ่นหินใต้เท้าไป๋จินร้าวรานเป็นใยแมงมุม "บังอาจลบหลู่ผู้อาวุโส! กฎสำนักมีไว้เพื่อคนจำพวกเจ้า—ศิษย์สวะที่ไร้ค่าต่อการมีชีวิต! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งว่า การเป็นสุนัขที่เห่าหอนต่อหน้าพยัคฆ์นั้นต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด!"
สิ้นเสียงคำราม ลมปราณสีเทาหม่นระเบิดออกจากร่างของชายชรา พลังที่อัดแน่นด้วยความชั่วร้ายและริ้วรอยแห่งกาลเวลากระแทกเข้าใส่ไป๋จินโดยตรง ศิษย์คนอื่นๆ รอบบริเวณต่างถอยกรูออกไปจนเกิดเป็นวงกว้าง ไม่มีใครกล้าหายใจแรงด้วยกลัวจะถูกลูกหลงจากอาณาเขตปราณสังหารนี้
ทว่าไป๋จินกลับเพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ชักกระบี่ ไม่ได้เรียกใช้พลังอักขระเวทใดๆ เขาเพียงแค่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว—ก้าวที่ดูเชื่องช้าทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา
"หมัดเดียว..." ไป๋จินพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลังในความเงียบงัน "สำหรับท่านที่ไร้ซึ่งดวงตา แต่กลับมีจิตใจที่พร่ามัวเกินกว่าจะเข้าใจวิถีแห่งเต๋า... หมัดนี้ข้าถือว่าเป็นการสั่งสอนให้รู้จักคำว่า 'เกรงใจ' ก็แล้วกันนะครับ"
ร่างกายของไป๋จินวูบไหวราวกับภาพหลอน รวดเร็วจนตาเปล่าของศิษย์คนอื่นๆ มองไม่ทัน เขาทะลุผ่านม่านพลังปราณสีเทาที่ห่อหุ้มตัวชายชราดั่งลมกรด กำปั้นขวาของเขาไม่ได้อาบด้วยอักขระแสง แต่กลับแฝงไว้ด้วย 'กลิ่นไอแห่งความว่างเปล่า' ที่สกัดกั้นพลังทุกอย่างของคู่ต่อสู้
ปัง!
เสียงปะทะดังสนั่นกึกก้องไปทั่วหุบเขา ไม่ใช่เสียงไม้เท้ากระทบพื้น แต่เป็นเสียงหมัดของไป๋จินที่กระแทกเข้ากลางอกของผู้อาวุโสตาบอดโดยตรง ร่างของหลี่หยางที่เคยน่าเกรงขามปลิวละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด กระเด็นไปไกลกว่าสามสิบวาจนร่างอัดเข้ากับเสาศิลาหน้าหอเก็บคัมภีร์จนแตกกระจาย
ความเงียบเข้าปกคลุมลานฝึกโดยฉับพลัน
บรรดาศิษย์ที่เคยมุ่งหมายจะรุมประณามไป๋จินต่างยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความรู้สึกตกตะลึงระคนหวาดหวั่นฉายชัดบนใบหน้าของแต่ละคน ชายชราที่พวกเขาเคยยำเกรงบัดนี้กระอักเลือดสีดำออกมาคำโต นอนกองอยู่กับพื้นโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ไป๋จินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จัดสาบเสื้อให้เรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงความสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว เขาค่อยๆ หันไปมองกลุ่มศิษย์ที่ยืนอึ้งอยู่ ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"มีใครที่ยังรู้สึกว่า 'ความมืดบอด' ของข้าเป็นเรื่องที่ต้องชำระสะสางอีกบ้างไหมครับ?"
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงความกดดันจนผู้ฟังรู้สึกว่าลมหายใจติดขัด ในเสี้ยววินาทีนั้น เงาของชายหนุ่มผู้ทะนงตนดูราวกับเงาของมหาเทพที่กำลังมองลงมาจากบัลลังก์เหนือเมฆหมอก
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเย็นเยียบลงอย่างผิดปกติ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยมากับสายลมที่จู่ๆ ก็พัดกรรโชกแรงขึ้น ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นราวกับถูกไอเย็นแผ่ซ่านปกคลุม
กระแสพลังที่กดทับลงมานั้นไม่ใช่ปราณของคนในสำนักแห่งนี้ แต่เป็นพลังเวทที่ลึกซึ้งและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี ทุกคนบนลานฝึกต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนหลังคาหอตำรา ร่างโปร่งบางในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกแย้มปรากฏกายขึ้น นางยืนตระหง่านอยู่บนยอดจั่วอาคาร มือเรียวงามถือกระบี่น้ำแข็งที่สะท้อนแสงจันทร์ยามกลางวันจนพร่างพราย
ดวงตาของนางเย็นชาราวกับมองทะลุผ่านความตาย แต่ในวินาทีที่สายตาของนางปะทะเข้ากับไป๋จิน ประกายความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่นางมีให้แก่โลกใบนี้ก็สั่นไหว
"ศิษย์พี่มู่หรง..." ศิษย์คนหนึ่งพึมพำด้วยความหวาดกลัว นางเซียนผู้เย็นชาแห่งวังมัจฉาเมฆามาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร?
นางไม่ได้สนใจใครอื่น สายตาของนางจับจ้องไปที่ไป๋จินเพียงผู้เดียว ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วสำนัก "ผู้อาวุโสทำผิดกฎการประลอง... แต่เจ้า... ไป๋จิน... เจ้าทำลายรากฐานปราณของเขาด้วยวิชาที่ข้าไม่รู้จัก"
นางกระโดดลงจากหลังคา ร่างกายแผ่ไอเย็นจนพื้นหินที่นางเหยียบย่างเกิดเป็นรอยน้ำแข็งเกาะตัวทันที นางก้าวเข้ามาหาไป๋จินในระยะห่างที่ใกล้จนเขาสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่เย็นเยียบและกลิ่นไอชีวิตที่นางเก็บซ่อนไว้
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" นางกระซิบถาม ในขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ ชักกระบี่น้ำแข็งออกจากฝักจนเกิดเสียงครางระงมของมวลอากาศ พลังปราณที่นางปลดปล่อยออกมาสั่นสะเทือนไปถึงขุมพลังมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงาของเจ้าสำนักอวิ๋นเทียนที่กำลังเฝ้ามองจากหอคอยลับ
ไป๋จินยิ้มรับความเยือกเย็นนั้น สายตาของเขามั่นคงดั่งหินผา "หากเจ้าอยากรู้... ก็จงวางกระบี่ลงแล้วลองฟังเสียงหัวใจของข้าดูสิครับ... บางทีเจ้าอาจจะได้คำตอบที่ตามหามาทั้งชีวิต"
ฉับพลันนั้นเอง เสียงระฆังเตือนภัยของสำนักก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหุบเขา เสียงกระบี่นับพันเล่มในหอเก็บอาวุธสั่นไหวและส่งเสียงร้องคำรามรับการปรากฏตัวของบางสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในเส้นทางแห่งการล้างแค้นและโชคชะตาที่ผูกพันกันไว้ด้วยคมกระบี่ครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สลักคมกระบี่พลิกฟ้า ทวงคืนบัลลังก์โลหิต•ตอนที่ 3
ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคมกระบี่พลิกฟ้า ทวงคืนบัลลังก์โลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
