กลิ่นอายของดินชื้นหลังฝนตกและละอองน้ำจากแปลงดอกไม้เมืองหนาว คือสิ่งแรกที่ยินยอมให้ปอดของลีลาวดีได้สูดรับมันเข้าไྡྷอย่างเต็มที่ ปราศจากมลพิษ ปราศจากเสียงแตรรถที่กรีดแทรกประสาทสัมผัส และที่สำคัญที่สุด... ปราศจากเงาอันหนทึบและกดดันของใครบางคนที่มีชื่อว่า "คิมหันต์"
นิ้วเรียวบางภายใต้เสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีครีมตัวโคร่งกำลังบรรจงจัดเรียงเมล็ดกาแฟคั่วบดลงในโหลแก้วใส เสียงกระทบกันเบา ๆ ของเครื่องแก้วช่วยขับกล่อมบรรยากาศภายในร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดที่เพิ่งรีโนเวทใหม่จากบ้านไม้เก่าแก่ของครอบครัว ร้าน "ละมุนละไม" ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันยามว่างของเธออีกต่อไป แต่มันคือป้อมปราการแห่งใหม่—ป้อมปราการที่เธอสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและหัวใจที่ถูกประกอบขึ้นมาใหม่ทีละชิ้น หลังจากที่มันเคยแหลกสลายคามือของสามีผู้เย็นชาคนนั้น
"ถ้าจัดมุมนี้เป็นโซนหนังสือเด็ก น้องลีโอต้องวิ่งมาป่วนเปี้ยนแถวนี้แน่ ๆ ครับคุณแม่"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือรอยยิ้มอบอุ่นดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปร่งของพิชญ์ที่ก้าวเข้ามาทางประตูกระจกใส มือหนาถือกล่องกระดาษลังบรรจุอุปกรณ์ชงกาแฟชุดสุดท้ายเข้ามาวางลงบนเคาน์เตอร์ไม้อย่างเบามือ
ลีลาวดีชะงักมือที่กำลังเช็ดทำความสะอาด เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและที่พึ่งยามยากในยามที่โลกทั้งใบของเธอกำลังถล่มลงมา แววตาของพิชญ์มีความห่วงใยที่บริสุทธิ์ไร้เงื่อนงำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดหลายปีในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
"ขอบคุณนะคะพี่พิชญ์ สำหรับทุกอย่างจริง ๆ ถ้าไม่ได้พี่ช่วยจัดการเรื่องเอกสารกับช่างไม้ คงไม่มีร้านนี้เกิดขึ้นในสามเดือนแน่ ๆ ค่ะ" ลีลาวดีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ดวงตากลมโตฉายแววซาบซึ้งอย่างปิดไม่มิด
พิชญ์ระบายยิ้มบาง ๆ เขาถอดถุงมือผ้าออกแล้ววางพาดไว้ข้างตัว ก่อนจะท่อนแขนค้ำกับเคาน์เตอร์ไม้ มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน
"เพื่อลีลาและน้องลีโอ พี่ทำได้มากกว่านี้อยู่แล้วครับ... อีกอย่าง พี่เต็มใจ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นภาระเลยสักนิด" พิชญ์เว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง "ว่าแต่... ทางฝั่งนั้น เขา... ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยใช่ไหมครับ ตั้งแต่วันที่เราย้ายลงมา"
ชื่อของ "ทางฝั่งนั้น" ทำให้บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา รอยยิ้มบนริมฝีปากของลีลาวดีจางหายไปแทนที่ด้วยความเรียบเฉย เย็นชา และแข็งกร้าวขึ้นมาทันที ภาพจำของวันสุดท้ายที่เธอตัดสินใจเซ็นใบหย่าและก้าวเดินออกมาจากชีวิตของผู้ชายใจร้ายคนนั้นยังคงชัดเจน คิมหันต์ไม่เคยสนใจไยดี ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอกับลูกด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันที่เธอหายลับไปจากชีวิตเขา—วันที่เขาเพิ่งตระหนักว่าหัวใจตัวเองถูกกระชากหายไปด้วย
"ต่อให้เขามีความเคลื่อนไหวอะไร มันก็ไม่มีค่าอะไรกับเราอีกแล้วค่ะพี่พิชญ์" ลีลาวดีตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่สวยไหววับด้วยเปลวเพลิงแห่งความเจ็บปวดในอดีตที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็ง "ลีลาไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่จะคอยนั่งรอความเมตตาจากเขาในห้องมืด ๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ ใบหย่าเซ็นแล้ว ลูกก็อยู่ในความดูแลของลีลา ชีวิตของเขาและเรา... ขาดกันเด็ดขาดตั้งแต่ตรงนั้นแล้วค่ะ"
พิชญ์มองความเด็ดเดี่ยวบนใบหน้าหวานนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งชื่นชมและปวดร้าวแทน เธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆ จากลีลาวดีผู้ อ่อนหวาน ยอมจำนน และเจ้าน้ำตาในอดีต บัดนี้เธอกลายเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม เย็นชา และพร้อมจะปกป้องลูกชายด้วยชีวิต
"แม่ฮะ! คุณน้ากัปตันมาแล้ว!"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสามขวบดังแทรกขึ้น พร้อมกับร่างป้อม ๆ ของน้องลีโอที่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในร้าน โดยมีสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวโตเดินตามหลังมาติด ๆ เจ้าตัวเล็กแก้มป่อง ดวงตากลมโตเป็นประกายใสซื่อ วิ่งตรงเข้ามาซบกับชายกระโปรงของมารดา
ลีลาวดีรีบย่อตัวลงโอบกอดลูกชายไว้แนบอก ความแข็งชาเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ "ไหนครับคุณน้ากัปตันอะไรกัน ลูกเรียกพี่กัปตันเฉย ๆ สิคะ เดี๋ยวพี่เขาก็แก่พอดีหรอก"
"โฮ่ น้องลีโอเรียกแบบนี้ถูกแล้วครับตัวเล็ก พี่ชอบ พี่อยากแก่เกินวัยเพื่อจะได้ดูเป็นผู้ใหญ่พึ่งพาได้" เสียงทุ้มของกัปตัน ลูกชายเจ้าของสวนดอกไม้ข้าง ๆ ที่มักจะแวะเวียนมาเล่นกับน้องลีโอเสมอ ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกวน ๆ ตามประสาวัยรุ่นตอนปลาย
บรรยากาศในร้านกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเด็กน้อยและบทสนทนาเบาสองสามคำช่วยปัดเป่าเงาทะมึนในใจของลีลาวดีให้จางลง เธอเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจพาชีวิตหนีออกจากขุมนรกแห่งความเย็นชาของคิมหันต์มาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต
ทว่า... ความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตาที่สวรรค์หยิบยื่นให้ชั่วคราวเท่านั้น
ในขณะที่ลีลาวดีกำลังก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้น้องลีโอ เสียงกระดิ่งลมหน้าร้านก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงระยับที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศภายในร้านจนแทบหยุดหายใจ
ก้าวแรกที่เขาย่างก้าวเข้ามา สายตาดุดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นก็กราดมองไปทั่วร้าน ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของอดีตภรรยาที่กำลังก้มอยู่
ลีลาวดีชะงักค้าง มือที่กำลังผูกเชือกรองเท้าให้ลูกชายสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธอรีบดึงลูกเข้าสู่อ้อมกอด ขณะที่พิชญ์ขยับตัวก้าวขึ้นมาบังหน้าเธอและเด็กน้อยไว้โดยอัตโนมัติ
"คุณ... เข้ามาในนี้ได้ยังไง!" พิชญ์เอ่ยเสียงกร้าว จ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตารังเกียจ
คิมหันต์ไม่ได้สนใจพิชญ์แม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบสีดำสนิทคู่นั้นแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายสูงใหญ่สั่นสะท้อนด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานหลายวัน ตั้งแต่สืบรู้ว่าเธอหนีมาอยู่ที่นี่ ผู้ชายที่เคยหยิ่งยโสและเย่อหยิ่งที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนใกล้ตายที่เพิ่งได้หยดน้ำทิพย์หยดสุดท้าย
คิมหันต์ก้าวเข้าไปหาช้า ๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่เด็กชายตัวน้อยที่แอบอยู่ข้างหลังลีลาวดี ใบหน้านั้น... ดวงตานั้น... และจมูกรั้น ๆ นั่น... มันคือพิมพ์เดียวกับเขาราวกับถอดแบบออกมา
ร่างสูงทรุดตัวลงคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กชาย มือหนาสั่นเทาเอื้อมออกไปหมายจะแตะแก้มนุ่มนิ่มนั้น แต่ลีลาวดีกลับปัดมือเขาออกอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว
"อย่ามาแตะต้องลูกฉัน!" เสียงหวานตวาดลั่นด้วยความหวาดระแวงและเดือดดาล
คิมหันต์เงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตภรรยา หยาดน้ำใสคลอหน่วยในดวงตาที่เคยเย็นชาคู่นั้น เสียงทุบตีในอกมันดังกระหน่ำจนแทบจะฉีกร่าง
"ลีลา..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่สั่นระริกของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร "เธอ... กล้าดียังไงถึงซ่อนลูกฉันไว้ตั้งสามปี..."
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและหัวใจที่แข็งแกร่งของลีลาไปด้วยกันนะคะ
เซ็นใบหย่าแล้ว เชิญป้ายหน้าเลยค่ะคุณสามี•ตอนที่ 6
เริ่มต้นใหม่ที่ต่างจังหวัด
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซ็นใบหย่าแล้ว เชิญป้ายหน้าเลยค่ะคุณสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!