“ดูท่าทางฮูหยินเอกของเราในวันนี้ จะมิใช่ผู้ที่ชอบเก็บตัวอยู่ในเรือนเช่นเคยกระมังเจ้าคะ ถึงได้กล้าก้าวเข้ามาร่วมงานเลี้ยงใหญ่ในจวนเสนาบดีด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้”
เสียงแหลมสูงเจือความเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางเสียงบรรเลงดนตรีจีนโบราณที่ควรจะรื่นหู เซี่ยอว́nซีชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่นึกสะท้าน นางปรายตามองคุณหนูรองตระกูลซ่งที่จงใจยกจอกสุราขึ้นบังรอยยิ้มสะใจ พร้อมกับสตรีอีกสาม-สี่นางที่นั่งล้อมวงส่งสายตากลั่นแกล้งมาเป็นระลอก
ในห้องโถงใหญ่ประดับประดาด้วยโคมไฟหยกเรืองแสงสว่างไสว กลิ่นอกำยานหอมกรุ่นลอยอบอวลเคล้าคลอไปกับกลิ่นสุราชั้นดี ทว่าบรรยากาศรอบตัวเซี่ยอว́nซีกลับหนתาวเหน็บราวกับยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเหมันต์
อิงฮวาที่ยืนอยู่เบื้องหลังขยับตัวเข้าใกล้คุณหญิงของตนเล็กน้อย ดวงตาคู่เล็กฉายแววโกรธขึงจนแทบจะพ่นไฟออกมาอยู่รำคาญ “ปากคอเราะร้ายเสียจริงนะเจ้าคะ บ่าวเห็นทีพวกนางคงร้อนรุ่มเสียจนนอนไม่หลับ ที่เห็นฮูหยินของเรายิ่งวันยิ่งงดงามและได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋องมากขึ้นเรื่อย ๆ”
“ชูst... ปล่อยให้เห่าไปเถอะอิงฮวา สุนัขที่เห่าเสียงดังมักไม่ค่อยกล้ากัดหรอก” อว́nซีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดังพอที่จะให้คนรอบข้างได้ยินโดยทั่วกัน
คุณหนูรองซ่งหน้าเสียไปวูบหนึ่ง ก่อนจะแค่นั้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ “เจ้า! ปากคอเราะร้ายนักสมคำร่ำลือจริง ๆ มิน่าเล่า... ถึงได้เคยถูกท่านอ๋องทอดทิ้งให้อยู่ท้ายจวนอย่างไร้ตัวตน แต่วันนี้ไม่รู้ว่าใช้เล่ห์กลอันใด ถึงได้ยอมก้มหัวเกาะชายเสื้อท่านอ๋องมาร่วมงานด้วยได้ ช่างน่าไม่อายเสียจริง!”
คำพูดส่อเสียดนั้นทำเอาบรรยากาศในงานชะงักกึก บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันหยุดบทสนทนาแล้วหันมามองเป็นตาเดียว บ้างก็ซุบซิบนินทา บ้างก็รอสมน้ำหน้าว่าสตรีที่เคยตกอับผู้นี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
อว́nซีแค่นยิ้มในใจ นางเตรียมจะอ้าปากสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตามแบบฉบับของตนเองอยู่แล้วเชียว หากแต่ยังไม่ทันที่คำพูดใดจะหลุดจากเรียวปาก สัมผัสอุ่นจัดบริเวณเอวบางก็โอบรัดเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้คุ้นเคยที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางได้อย่างแนบเนียน
กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นไม้จันทน์หอมกรุ่นลอยเข้าแตะจมูก มู่จินหยางก้าวเข้ามา stood เคียงข้างนางด้วยสีหน้าเย็นชาไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับกวาดมองผู้คนในห้องโถงราวกับพญาราสีที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลา
“เมื่อครู่... เปิ่นหวางได้ยินสุนัขตัวไหนเห่าเหรอกกระมัง เสียงถึงได้หนวกหูรบกวนความสำราญของฮูหยินข้าเสียจริง”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้น กวาดความเงียบงันให้ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถง ท่านอ๋องมู่อันปรายพระเนตรมองคุณหนูรองซ่งด้วยแววตาที่เยียบเย็นจนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
อว́nซีเบิกตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ นางเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจ ผู้นี้กล้าออกตัวปกป้องนางต่อหน้าธารกำนัลอย่างหน้าตาเฉยได้อย่างไร ทั้งที่เมื่อก่อน... เขามีแต่จะคอยซ้ำเติมด้วยซ้ำ
“ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเพียงแต่... เพียงแต่ล้อเล่นกับฮูหยินเอกเท่านั้นเพคะ” คุณหนูรองซ่งเสียงสั่นระรื่น ละล่ำละลักแก้ตัวอุตลุด
“ล้อเล่นงั้นหรือ?” มู่จินหยางแค่นหัวเราะในลำคอ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที “วาจาต่ำทรามเช่นนั้น ใช้พูดในหมู่ทาสในเรือนของเจ้าก็พอ อย่าได้บังAอาจนำมาใช้กับพระชายาเอกของเปิ่นหวางอีก ไม่อย่างนั้น... อย่าหาว่าเปิ่นหวางไม่เตือน!”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เสนาบดีเจ้าภาพยังต้องรีบก้าวเท้าเข้ามาโค้งคำนับขอขมาแทบจะไม่ทัน
อว́nซีลอบมองปฏิกิริยาของบุรุษข้างกาย หัวใจดวงน้อยที่เคยด้านชาเริ่มเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้ นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง “ท่านอ๋องตรึงเครียดเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันมิได้ถือสาหาความอันใดกับเด็กอมมือเช่นนางหรอก”
มู่จินหยางหันมามองนาง ดวงตาคมคายที่เคยแข็งกระด้างยามนี้กลับฉายประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีใครทันสังเกตเห็น เขายื่นมือหนาขึ้นมาปัดปอยผมที่ระแก้มให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อแต่กลับร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงในคราเดียวกัน
“เจ้าใจดีเกินไปแล้วอว́nซี... คนเช่นนี้ หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำ นางก็จะยิ่งได้ใจ” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดกับนาง จนคนรอบข้างต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
อว́nซีใจเต้นแรงขึ้นไปอีก นางเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่ตีรวนขึ้นมาในอก “หม่อมฉันไม่ใช่คนใจดีหรอกเพคะ... เพียงแต่สุนัขเห่าใส่ เราคงไม่จำเป็นต้องเห่าตอบจริงไหมเพคะ”
มุมปากของมู่จินหยางกระตุกยิ้มขึ้นมาทันที แววตาคมปลาบพราวระยับด้วยความถูกอกถูกใจ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ใบหูของนางจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ระหง เสียงกระซิบแหบพร่าดังลอดผ่านไรฟันที่ทำให้คนฟังรู้สึกซ่านไปทั้งแผ่นหลัง
“ปากเก่งเสียจริงนะฮูหยิน... กลับไปถึงจวนเมื่อไหร่ เปิ่นหวางจะ ‘ลงโทษ’ ความปากเก่งของเจ้าให้สาสมทีเดียว”
คำว่า ‘ลงโทษ’ ของเขามาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำให้อว́nซีรู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาทันที นางกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์ม ทว่าจังหวะนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงประกาศก้องจากขันทีหน้าประตูห้องโถงก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“ฮองเฮาทรงมีรับสั่ง... เชิญท่านอ๋องและพระชายาเอกเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ณ ตำหนักใน ณ บัดนี้!”
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศภายในงานที่เพิ่งคลายความตึงเครียดลง กลับถูกกระชากให้กลับมาตรึงเครียดและเต็มไปด้วยปริศนาอีกครั้ง มู่จินหยางหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาในเสี้ยววินาที
เขากุมมือเรียวของอว́nซีไว้แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับต้องการปกป้องนางจากพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจนี้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความแซ่บนี้ด้วยกันนะคะ เสี่ยวเถาฮวาขอตัวไปเตรียมตบหน้าพวกตัวร้ายในตอนหน้าก่อนนะคะ!
ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้•ตอนที่ 14
งานเลี้ยงต้อนรับที่ระอุ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!