“ท่านอ๋องรบกวนถอยไปหน่อยเถอะค่ะ กลิ่นน้ำหอมจากห้องของคุณหนูรองยังติดอยู่ที่แขนเสื้อท่าน หากข้าสูดดมเข้าไปมากๆ เกรงว่าจะทำให้มื้อค่ำของข้าเสียรสชาติ”
เซี่ยอว́nซีเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากสมุดบัญชีในมือ แม้บรรยากาศในห้องหนังสือจะอัดแน่นไปด้วยไอร้อนจากร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่สำหรับนาง... เขาเป็นเพียงอากาศธาตุที่มีชีวิต
มู่จินหยางชะงักกึก มือที่หมายจะเอื้อมไปหยิบพู่กันจากมือของนางค้างเติ่งกลางอากาศ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกบัดนี้ฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้ตั้งใจไปหานางผู้นั้น แต่มันคือมารยาททางสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะผู้มีพระคุณที่เขาไม่อาจเมินเฉย
“เจ้าพูดจาประชดประชันสิ่งใด เซี่ยอว́nซี” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างกดดัน หากเป็นเมื่อก่อน เพียงแค่เขาขมวดคิ้ว นางก็คงรีบวางงานทุกอย่างแล้วปรี่เข้ามาปรนนิบัติด้วยความลนลาน แต่วันนี้... หญิงสาวกลับทำเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วคลี่รอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ประชดหรือคะ? หม่อมฉันเพียงแค่พูดความจริงตามประสาภรรยาที่แสนดี ท่านอ๋องก็ทราบดีว่าความอดทนของคนเรามีจำกัด ในเมื่อท่านโปรดปรานความวุ่นวายในจวนรอง ข้าก็ไม่ควรขัดศรัทธา... จริงไหมคะ?”
นางวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนจัดแขนเสื้อตนเองให้เรียบกริบ ท่าทางของนางดูสง่างาม ห่างเหิน และไร้ซึ่งเยื่อใยแบบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความเย่อหยิ่งที่เคยเป็นอาวุธของเขาดูจะกลายเป็นเครื่องมือที่นางใช้ตีตัวออกห่างได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
มู่จินหยางก้าวเท้าเข้าหาหนึ่งก้าว บีบให้คนตัวเล็กต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกับชั้นหนังสือไม้ประดู่ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวที่เขาเคยละเลยยามนี้กลับหอมกรุ่นจนน่าหงุดหงิด เขาต้องการเห็นแววตาที่เคยฉายภาพเพียงแค่เขาในนั้น... แววตาที่ตอนนี้กลับว่างเปล่าราวกับมองผ่านร่างเขาไปสู่ความว่างเปล่า
“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ ถึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้” เขาข่มเสียงลง ต้อนนางให้จนมุมด้วยรัศมีกดดัน
เซี่ยอว́nซีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมปลาบของสามี “ข้าก็แค่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ... โดยไม่มีท่านมาคอยขวางทาง ไม่มีการหึงหวงไร้สาระ และไม่ต้องนั่งนับจันทร์รอใครบางคนกลับเรือนอีกต่อไป ท่านอ๋องจะเรียกว่านี่คือการประชด หรือการสำนึกได้... ก็สุดแล้วแต่ท่านจะจินตนาการเถอะค่ะ”
นางขยับตัวจะเดินเลี่ยงไปทางประตู ทว่ามือหนากลับคว้าต้นแขนนางไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันสั่นไหวอย่างที่คนปากแข็งอย่างเขาไม่เคยเป็นมาก่อน
“ข้ายังไม่ได้อนุญาตให้เจ้าไป”
“แต่นี่คือเรือนของข้า และเวลาของข้ามีค่าเกินกว่าจะมาต่อปากต่อคำกับบุรุษที่ยังแยกแยะไม่ได้ว่าความรักคือสิ่งใด” นางสะบัดแขนออกอย่างรวดเร็ว ก้าวย่างผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามอง
มู่จินหยางยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกกระวนกระวายที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกลามไปถึงปลายนิ้ว เขาไม่เคยรู้สึกว่า 'ตำแหน่ง' ของเขาในจวนแห่งนี้สั่นคลอนได้มากขนาดนี้มาก่อน ราวกับว่ากำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันหัวใจ กำลังถูกเซี่ยอว́nซีทุบทำลายด้วยค้อนแห่งความเฉยเมย
เขาหันกลับไปมองแผ่นหลังบางที่กำลังจะพ้นบานประตูไป ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“ท่านอ๋องเพคะ! คุณหนูรองนาง... นางเป็นลมล้มพับไปที่เรือนดอกท้อ นางละเมอเรียกหาแต่ชื่อท่าน บอกว่าหากไม่ได้พบหน้าท่านในคืนนี้ นางคงจะ...!”
สาวใช้จากเรือนของคุณหนูรองวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขัดจังหวะ แต่ก่อนที่มู่จินหยางจะได้ตอบรับ เซี่ยอว́nซีที่เพิ่งจะเดินพ้นประตูไปกลับหยุดฝีเท้าลง นางหันกลับมาส่งยิ้มหวานที่เย็นเยียบให้เขา
“ดูเหมือนจะมีคนรอท่านอยู่จริงๆ นะคะท่านอ๋อง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เชิญท่านไปเถอะค่ะ... และครั้งนี้ ไม่ต้องรีบกลับมาหรอกนะคะ เพราะข้าเอง... ก็เพิ่งจะตอบรับคำเชิญไปร่วมงานชมจันทร์ที่จวนแม่ทัพในคืนพรุ่งนี้เช่นกัน”
ใบหน้าของมู่จินหยางเปลี่ยนสีทันที งานชมจันทร์ที่จวนแม่ทัพ? นั่นหมายความว่านางกำลังจะเปิดตัวในฐานะสตรีโสด... ที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่?
หวังว่าตอนนี้นักอ่านทุกท่านจะยังใจไม่ขาดไปเสียก่อนนะคะ เพราะศึกครั้งนี้มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นค่ะ!
ด้วยรักและกลิ่นอายแห่งความแสบสัน,
เสี่ยวเถาฮวา
ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้•ตอนที่ 13
รอยร้าวของความเย่อหยิ่ง
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!