บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก•ตอนที่ 7

งานเลี้ยงฉลองที่ไร้สุข

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
เสียงหัวเราะกังวานใสราดรดลงบนพื้นหินอ่อนขัดมัน ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางคิมันทุตระกูลมู่หรงกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้วสามปี ทว่ากลิ่นอายคาวโลหิตยังคงลอยวนเวียนอยู่ภายใต้ความโอ่อ่าของตำหนักเฟิ่งอี้ ณ ที่แห่งนี้ โคมกระดาษทาน้ำมันวาววับนับร้อยดวงส่องแสงสะท้อนเครื่องทรงปักลายห้าเล็บสีทองอร่ามของเหล่าเชื้อวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ บรรยากาศภายในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือหัวเมืองประจิมอบอวลไปด้วยกลิ่นสุราหมักชั้นดีและกลิ่นอายแห่งการเลียแผลกันเองของสุนัขรับใช้ผู้ภักดี มู่หรงชิงในอาภรณ์ปักลายบุปผาเหมันต์สีฟ้าครามเข้ม นั่งสงביงอยู่ ณ มุมอับสายตาของโต๊ะรับรอง ลำคอระหงเอียงรับกับเครื่องประดับมุกราตรีที่แกว่งไกวตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางไม่ได้แตะต้องจอกสุราตรงหน้าแม้แต่น้อย ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามขอบถ้วยเคลือบสีหยกขาวอย่างเชื่องช้า สติปัญญาอันเฉียบคมของนางกำลังคำนวณจำนวนหมากที่หลงเหลือบนกระดาน หลี่กงกง ขุนนางเฒ่าผู้เรืองอำนาจ กำลังยอบกายถวายพระพรฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้มจอมปลอม รอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความกระหายอำนาจไว้ภายใต้รอยตีนกาที่เหี่ยวย่นตามวัย "ฮ่าๆๆ! แคว้นของเราได้ท่านเสนาบดีหลี่และกองกำลังพิทักษ์ชายแดน คอยค้ำจุนราชบัลลังก์ ราษฎรจึงร่มเย็นเป็นสุขเช่นนี้ ช่างน่ายินดีนัก!" เสียงทุ้มต่ำของหลี่กงกงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่จงใจสร้างขึ้น เพื่อให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ตนเอง มู่หรงชิงปรายตามองผ่านควันจางๆ ของเตาอุ่นสุรา รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน ขุนนางกังฉินผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้าแม้กระทั่งประกาศความดีความชอบกลายๆ ว่าบัลลังก์มังกรนี้ขับเคลื่อนด้วยเงื้อมมือของเขา "ร่มเย็นเป็นสุขหรือเจ้าคะ?" เสียงหวานใสทว่ากังวานก้องกังวานแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลง ทุกสรรพเสียงในท้องพระโรงพลันเงียบกริบลงทันที ราวกับมีใครใช้มือมาบีบลำคอของวงดนตรีไว้ สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงไปยังร่างระหงที่ยังคงนั่งนิ่งสงบ มู่หรงชิงมิได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันรอบตัว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาหลี่กงกงตรงๆ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นลึกล้ำดึงดูด ราวกับก้นบึ้งของบ่อน้ำแข็งที่ไม่เคยมีผู้ใดหยั่งถึง "ข้าน้อยเป็นเพียงสตรีต่ำต้อยผู้หนึ่ง ได้ยินเสนาบดีหลี่กล่าวถึงความร่มเย็นเป็นสุขแล้วให้อดสงสัยไม่ได้ว่า... ความสงบสุขที่ท่านว่านี้ คือความสงบสุขที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของขุนนางตงฉินนับร้อยชีวิตที่ถูกปรักำลังในคุกหลวงเมื่อสามปีก่อน หรือเป็นความสงบสุขบนกองกระดูกของราษฎรที่อดอยากยากแค้นกันแน่เจ้าคะ" อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำมันตะเกียงปะทุ หลี่กงกงชะงักค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาดุดร้ายเยียบเย็นที่ฉายวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "บังอาจ!" ขุนนางฝ่ายเสนาบดีผู้หนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้ามู่หรงชิงด้วยความโกรธเกรี้ยว "นางสารเลวผู้ใดบัง-!" "เสนาบดีหลี่ดูท่าทางจะควบคุมบริวารได้ไม่ดีนักนะ" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังแทรกขึ้นจากฝั่งซ้ายของพระโรง น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ทว่ากลับสร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้ได้ยินยิ่งกว่าเสียงคำรามของพยัคฆ์ เซียวจิ่นหาน หรือจิ่นอ๋องผู้ถูกเนรเทศและเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อยามอัสดง ค่อยๆ ยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ใบหน้าคมคายสวมทับด้วยรอยยิ้มสำราญเสเพลตามข่าวลือ ดวงเนตรคมปลาบดูลึกซึ้งราวกับซ่อนกองทัพนับแสนไว้เบื้องหลัง นัยน์ตาคู่นั้นมิได้มองหลี่กงกง หากแต่ทอดมองมาที่มู่หรงชิงด้วยประกายความนัยที่อ่านไม่ออก "ท่านอ๋องทรงตรัสเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หลี่กงกงฝืนยิ้มเกร็ง ขยับตัวคารวะอย่างจำใจ แม้ในใจจะริษยาและหวาดระแวงองค์ชายผู้นี้เพียงใดก็ตาม "นางเด็กนี่เป็นเพียงทายาทช่างหลวงตกอับ ไร้ซึ่งมารยาทในงานพระราชพิธี เกรงว่าจะเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์..." "มารยาทหรือ?" เซียวจิ่นหานแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางจอกสุราลงกระทบโต๊ะหยกเสียงดัง *กริ๊ก* สร้างความสะดุ้งสะเทือนแก่หัวใจของเหล่าขุนนางที่นั่งอยู่โดยรอบ "เปิ่นหวางกลับคิดว่า คำพูดของแม่นางมู่ช่างตรงเผงและบาดลึกถึงขั้วหัวใจยิ่งนัก หรือว่า... เสนาบดีหลี่ร้อนตัว เพราะกลิ่นเลือดบนมือกדםยังล้างไม่ออกกันแน่?" บรรยากาศในงานเลี้ยงบิดเบี้ยวตึงเครียดขึ้นในพริบตา เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าหายใจแรง แม้กระทั่งองค์ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องบนยังทรงทอดพระเนตรการปะทะฝีปากนี้ด้วยพระพักตร์ที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินจิตใจของขุนนางฝ่ายอำนาจเก่าทีละน้อย เมื่อตระหนักได้ว่าการกลับมาของจิ่นอ๋องหาใช่การกลับมาเพื่อสวามิภักดิ์ หากแต่เป็นการเตรียมรื้อฟื้นคดีเก่าที่อาจลากคอพวกเขาลงจากอำนาจได้ทุกเมื่อ มู่หรงชิงลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเซียวจิ่นหานผ่านแสงไฟสลัว เคมีอันตรายระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านออกมาราวกับเปลวไฟที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า นางรู้ดีว่าการเปิดฉากปะทะในคืนนี้เป็นเพียงการหยั่งเชิงกระดานแรกเท่านั้น หมากตานี้เพิ่งเริ่มต้นเดิน และไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ใครจะเป็นฝ่ายถูกเชือดคอก่อนกัน ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการเผชิญหน้าระหว่างจิ่นอ๋องและเสนาบดีหลี่ ขันทีหลวงผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด มือสั่นเทาประคองถาดไม้สนทองที่มีราชโองการลับฉบับหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงด้วยตัวสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่แหบพร่าจนแทบไม่ได้ศัพท์ "กราบทูล... มีพระราชโองการด่วนจากแดนเหนือแจ้งเข้ามา มู่หรงชิง... ถูกประกาศให้เป็นกบฏแผ่นดิน ผู้ใดให้ที่พักพิงถือว่ามีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรพ่ะย่ะค่ะ!" ดอกโบตั๋นพันปีจะรอนำเรื่องราวบทต่อไปมาฝากทุกท่านนะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%