กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นสาบโคลนของค่ายทหารประจิมหาได้จางหายไปตามกาลเวลาไม่ ทว่าสิ่งที่ลอยอบอวลอยู่หนาแน่นยิ่งกว่าในกระโจมบัญชาการหลัก กลับเป็นกลิ่นอายความเน่าเฟะของระเบียบวินัยที่ถูกละเลยมาเนิ่นนานนับปี
กู้หลิงเซียนปรายตามองบัญชีคลังเสบียงในมือ เล่มกระดาษสาเนื้อหยาบที่ผ่านการพลิกเปิดจนมุมกระดาษยับย่น ปรากฏตัวเลขการเบิกจ่ายที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงราวฟ้ากับเหว ข้าวสารสามพันกระสอบถูกบันทึกว่าเน่าเสียจนต้องทิ้ง แต่ทว่าหม้อหุงข้าวของกองพลน้อยที่สามกลับว่างเปล่าไร้เมล็ดข้าวมาสามวันติดต่อกันแล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของพลทหารระดับล่าง หากแต่เป็นร่องรอยฟันปลาของหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของกองทัพพายัพจนผุกร่อนจากภายใน
"ท่านกุนซือ... หากจะตรวจสืบลงลึกถึงกองเสบียงชั้นนอก เกรงว่าอาจกระทบกระเทือนถึงรองแม่ทัพหลี่..."
เสียงทุ้มต่ำของนายกองทัพผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างลังเล เขายืนค่อมกายอยู่เบื้องล่างด้วยความหวาดหวั่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้า แม้กู้หลิงเซียนจะมิได้สวมชุดเกราะเหล็กกล้าและเป็นเพียงสตรีร่างระหงในอาภรณ์สีเทาเรียบง่าย ทว่ารัศมีเยือกเย็นและความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกของนาง กลับทรงพลังกดดันเสียยิ่งกว่าคมดาบจ่อคอหอย
กู้หลิงเซียนยังคงนิ่งเงียบ นางค่อยๆ วางบัญชีเล่มนั้นลงบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบ เสียงกระดาษกระทบไม้ดังขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบงันของกระโจม
"รองแม่ทัพหลี่เป็นผู้ใดกัน?" น้ำเสียงใสราดรดด้วยความเย็นเยียบเอ่ยถามขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาดอกท้อหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยตวัดมองนายกองผู้นั้น ชั่วขณะนั้นแววตาคมกริบดั่งใบมีดก็สะท้อนภาพความหวาดกลัวของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน "เขาคือผู้คุมกฎแห่งค่ายทหาร หรือเป็นผู้ผูกขาดความตายของทหารนับหมื่นนายกันแน่?"
"เรื่องนี้..." นายกองผู้นั้นตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
"กองทัพที่อ่อนแอ มิได้เกิดจากข้าศึกศัตรูที่เข้มแข็งหรอกนะคะ..." กู้หลิงเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์เนื้อดีพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนกาย นางก้าวเดินเข้าไปใกล้เสาหลักกระโจมที่แขวนป้ายคำสั่งทหาร ก่อนจะหยิบป้ายอาญาศึกสีชาดขึ้นมาพินิจ "หากแต่เกิดจากหนอนหนازที่เจาะชอนไชกัดกินเนื้อหนังของตนเองต่างหากเล่า"
ฉินจื่อเหยียนที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ประธานมานาน ปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลด้วยการยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองแผ่นหลังบอบบางของสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง เขารู้ดีว่ากู้หลิงเซียนกำลังทำในสิ่งที่แม้แต่เขาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ยังต้องใช้เวลาพิจารณาถึงผลได้ผลเสีย แต่นาง... กลับเลือกที่จะลงมือผ่าตัดเนื้อร้ายนี้ด้วยมือคู่นั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เจ้าอยากทำสิ่งใด จงทำตามใจปรารถนาเถิด..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยอนุญาตขึ้นอย่างเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นดั่งประกาศิต "ชีวิตของทหารในค่ายนี้อยู่ในกำมือเจ้าแล้ว หลิงเซียน"
คำว่า 'หลิงเซียน' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น หาได้มีความอ่อนหวานโรแมนติก ทว่ามันคือความไว้วางใจอย่างสูงสุดที่มอบให้แก่กุนซือคู่ใจ ท่ามกลางสายตาของเหล่าแม่ทัพนายกองที่ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตระหนก
ในขณะที่บรรยากาศภายในกระโจมกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด พลทหารหน้าตาตื่นนายหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้ทหารยักษ์หน้ากระโจมอนุญาต เขาล้มตัวคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความรีบร้อนจนหัวเข่ากระแทกพื้นดังสนั่น
"ท่านแม่ทัพ! ท่านกุนซือ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
กู้หลิงเซียนมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองพลทหารผู้นั้นด้วยความสงบ "ตั้งสติแล้วพูดให้ชัดเจน มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นที่คลังเสบียงหน้า?"
"ทะ... ทหารกองร้อยที่ห้าก่อCุมโรงพักเสบียงพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขาบอกว่าหากวันนี้ยังไม่มีเสบียงแจกจ่ายลงมาตามกำหนด พวกเขาจะพากันปล้นสะดมคลังหลวงย่อยและ... และประกาศตัดขาดจากกองทัพหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น บรรยากาศภายในกระโจมราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา การกบฏกลางค่ายทหารในยามที่ศึกชายแดนกำลังประชิดติดพัน คือหายนะที่สามารถทำลายล้างกองทัพทั้งกองให้พินาศได้ภายในชั่วข้ามคืน
ฉินจื่อเหยียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง 'เคร้ง' รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างของท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดในทันที ดวงตาคมปลาบวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ มือหนากุมด้ามกระบี่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้นก้าวออกไปจัดการ กู้หลิงเซียนกลับยกมือขึ้นขวางไว้เสียก่อน
นางคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความเยือกเย็นเอาไว้จนน่ากลัว
"ไม่ต้องถึงมือท่านแม่ทัพหรอกนะคะ..." กุนซือสาวเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วกระโจม "ทหารที่หิวโหยจนขาดสติ ย่อมฟังเหตุผลไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าหากเราใช้ 'ศีรษะ' ของหนอนบ่อนไส้มาสังเวยความหิวโหยเหล่านั้นล่ะก็... ข้าเชื่อว่าพวกเขาย่อมสงบปากสงบคำลงได้เอง"
พูดจบนางก็หยิบป้ายอาญาศึกสีชาดเหน็บไว้ที่เอวสอดประสานกับอาภรณ์ ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากกระโจมบัญชาการอย่างมั่นคง โดยมีสายตาดุดันของฉินจื่อเหยียนมองตามร่างระหงนั้นด้วยความรู้สึกที่ทั้งระทึกใจและลุ่มหลงในคราวเดียวกัน
ทว่า... เมื่อกู้หลิงเซียนก้าวพ้นประตูผืนผ้าใบออกไป เสียงฝีเท้าของม้าศึกจำนวนมากก็ควบทะยานเข้ามาหยุดหน้ากระโจมหลักเสียก่อน พร้อมกับเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าทหารยาม
ราชโองการสีทองอร่ามถูกชูขึ้นสูง พร้อมกับเสียงกังวานของขันทีเฒ่าคนสนิทแห่งวังหลวงที่ตะโกนก้อง
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! มีพระAรมให้ปลดกู้หลิงเซียนออกจากตำแหน่งกุนซือค่ายทหารประจิม ณ บัดนี้!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 14
ค่ายทหารแดนไกล
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!