กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมที่ลอยอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับของจวนชินอ๋อง ไม่สามารถกลบความตึงเครียดอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าของฉินจื่อเหยียนได้เลยแม้แต่น้อย
คำประกาศกร้าวเมื่อครู่ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนจนมุม ทว่าในยามนี้ ดวงตาดุดั่งเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้ทอดมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า หากแต่กำลังจดจ้องอยู่ที่ม้วนกระดาษสานตราประทับลับฮ่องเต้ ซึ่งเพิ่งถูกส่งตรงมาจากท้องพระโรงด้วยม้าเร็วห้าร้อยลี้
มันคือราชโองการลับ... ที่มิได้ประกาศเพื่อแต่งตั้ง หรือแม้แต่ประณาม แต่เป็นการ "ลอบสังหาร" อย่างแยบยลที่สุด
"ฝ่าบาทช่างทรงปรีชาสามารถในการใช้ 'มีดที่ยืมจากมือผู้อื่น' ยิ่งนักเพคะ"
สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยความเหนื่อยอ่อนระคนเยือกเย็นดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นตำรา กู้หลิงเซียนก้าวเท้าออกมาอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีเทาอ่อนปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ขับให้ใบหน้างามกระจ่างนั้นดูซีดเซียวราวกับหยกสลัก ทว่าสองตาคู่คมกลับฉายประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ
ฉินจื่อเหยียนตวัดสายตากลับมามองนาง สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนนูนเด่น "เจ้าเห็นมันแล้วหรือ..."
"เพคะ หม่อมฉันเห็นแล้ว" หญิงสาวก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยอิมที่ติดกาย นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งลำหยกออกไปหยิบม้วนกระดาษสีชาแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง
ในราชโองการลับฉบับนั้นระบุชัดเจนว่า กองทัพพิทักษ์ชายแดนอุดรภายใต้การนำของชินอ๋องฉินจื่อเหยียน มีความผิดฐาน "สมคบคิดกับแคว้นศัตรู" และมีกำหนดการให้ "ประหารกุนซือประจำกองทัพ" ซึ่งก็คือนาง... กู้หลิงเซียน เป็นก้าวแรกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ก่อนที่ตัวแม่ทัพเองจะถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงอย่างไร้ข้อแก้ตัว
ฮ่องเต้เฉินหลงทรงหวาดกลัวอำนาจที่ล้นฟ้าของชินอ๋อง และทรงตระหนักดีว่า "สมอง" ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนับร้อยครั้งในสมรภูมิรบ หาใช่ตัวแม่ทัพผู้เกรียงไกรไม่ หากแต่เป็นสตรีผู้นำทางยุทธศาสตร์ที่ยืนอยู่นี้ต่างหาก
"ทรงต้องการตัดแขนตัดขาของท่านอ๋อง เพื่อให้บัลลังก์มังกรของพระองค์มั่นคงปลอดภัย โดยไม่สนเลยว่าชายแดนเหนือจะลุกเป็นไฟหรือราษฎรนับล้านจะต้องล้มตาย..." กู้หลิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกเข้าไปในหัวใจของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน
"ข้าไม่ยอม!" ฉินจื่อเหยียนคำรามต่ำในลำคอ มือหนาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในอกทำให้เขารู้สึกหายใจแทบไม่ออก "ให้ข้าบุกเข้าวังหลวงในคืนนี้เถอะ! เอาหัวของฮ่องเต้ทรราชผู้นั้นมาสังเวยความอยุติธรรม เสียดีกว่าจะต้องยืนมองพวกเขาพรากเจ้าไปจากมือข้า!"
"ท่านอ๋อง!" กู้หลิงเซียนตวาดกลับด้วยสุรเสียงทรงอำนาจที่ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ยิน นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อแรงบีบที่ข้อมือ แม้ว่ามันจะเริ่มขึ้นรอยแดงจางๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาสีดำสนิทคู่นั้นลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "การก่อกบฏหมายถึงเลือดที่จะต้องนองแผ่นดิน ราษฎรนับไม่ถ้วนต้องกลายเป็นผีเฝ้ากลียุค ท่านคิดจะเอาชีวิตของคนทั้งแผ่นดินมาแลกกับสตรีที่มีตราบาปในอดีตเช่นหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ?"
"ข้าไม่สนแผ่นดิน!" ฉินจื่อเหยียนตะโกนลั่น ดวงตาดุดั่งเหยี่ยวแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและร้าวราน "ข้าสนแค่ว่า เจ้าคือลมหายใจเดียวที่เหลืออยู่ของข้า! หากแผ่นดินนี้ไม่มีเจ้า ข้าจะครอบครองบัลลังก์หรือผืนแผ่นดินที่เน่าเฟะนี้ไปเพื่ออะไร!"
คำสารภาพรักอันหนักแน่นและบ้าคลั่งราวกับพายุฤดูร้อน ทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของกู้หลิงเซียนกระตุกวูบ น้ำตาสายหนึ่งรื้นขึ้นที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่นางเลือกที่จะกะพริบตามันกลับคืนไปอย่างรวดเร็ว นางคือยอดกุนซือผู้ไร้ใจ นางจะแสดงความอ่อนแอออกมาในยามวิกฤตเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
"ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ... ว่าเหตุใดหม่อมฉันจึงก้าวเข้ามาอยู่ในจวนชินอ๋องแห่งนี้" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำในความเงียบ
ฉินจื่อเหยียนชะงักงัน แรงบีบที่ข้อมือนางคลายลงเล็กน้อย
"ตระกูลกู้ของหม่อมฉันถูกใส่ร้ายป้ายสีจนต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรเมื่อสี่ปีก่อน ผู้ที่ลงพระนามในราชโองการวันนั้น... มิใช่ฮ่องเต้เฉินหลงหรอกหรือเพคะ?" กู้หลิงเซียนยิ้มหยันให้กับโชคชะตา รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับน่าเวทนาถึงขีดสุด "หม่อมฉันยอมอดทนกลืนเลือดตนเอง ยอมสวมรอยเป็นกุนซือผู้เลือดเย็น ยอมอยู่ในเงาของท่าน... ก็เพื่อรอวันนี้ วันที่คมดาบของท่านจะสะบั้นคอผู้ที่ทำลายตระกูลกู้!"
"เจ้า..." ฉินจื่อเหยียนเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจ
"ใช่เพคะ หม่อมฉันรู้ดีว่าราชโองการฉบับนี้หมายถึงอะไร และหม่อมฉันก็รู้ด้วยว่า... ทางเดียวที่จะทำให้ท่านไม่ต้องก้าวขึ้นเป็นกบฏในสายตาประชาราษฎร์ คือการที่หม่อมฉัน 'หายสาบสูญ' ไปเสีย"
พูดจบนางก็สะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันหลังเดินไปหยิบกาน้ำชาหยกขาวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะน้ำชา นางรินน้ำชาสีอำพันใสลงในจอกกระเบื้องเคลือบบางเฉียบอย่างใจเย็น ท่าทางของนางสง่างามและไร้ซึ่งความหวาดกลัว ราวกับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเป็นเพียงเรื่องลมแล้ง
ฉินจื่อเหยียนมองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สัญชาตญาณดิบของแม่ทัพเตือนภัยเขาอย่างรุนแรง เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าจอกชาในมือของนางทันทีจนน้ำชาหกกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์
"เจ้าคิดจะทำอะไร! หลิงเซียน! วางจอกนั้นลงเดี๋ยวนี้!" สุสุรเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาเป็นครั้งแรกในชีวิต
กู้หลิงเซียนก้มลงมองจอกชาในมือที่เกือบจะถูกยกขึ้นดื่มเมื่อครู่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น ซึ่งในยามนี้กลับมีหยาดน้ำตาคลอหน่วยอยู่ในดวงตาคู่คม
"ชาจอกนี้ มียาพิษไร้ลักษณ์ที่หม่อมฉันปรุงขึ้นเองเพคะ... หากหม่อมฉันตายในฐานะกุนซือทรยศที่ถูกทางการกวาดล้าง ท่านอ๋องก็จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฮ่องเต้หักหลังอย่างไร้ความชอบธรรม และในเมื่อความชอบธรรมอยู่ฝ่ายท่าน กองทัพอุดรย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะยกพลเข้าเมืองหลวงเพื่อ 'ทวงความยุติธรรมให้คนรัก' มิใช่หรือเพคะ?"
"เจ้าบ้าไปแล้ว!" ฉินจื่อเหยียนตวาดลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาปัดจอกชาในมือของนางจนร่วงหล่นแตกกระจายบนพื้น น้ำชาสีอำพันซึมซาบลงบนพรมปูพื้นลายวิจิตรราวกับหยาดโลหิต "ข้าไม่ต้องการความชอบธรรม! ข้าไม่ต้องการแผ่นดิน! ข้าต้องการแค่เจ้า! หลิงเซียน เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเองโดยพละการเช่นนี้!"
ร่างสูงโผเข้าคว้าตัวนางเข้ามากอดไว้แนบอกแน่น ราวกับกลัวว่าหากเผลอไปเพียงชั่วพริบตา ร่างบอบบางในอ้อมแขนจะสลายกลายเป็นควันหายไปต่อหน้าต่อตา อ้อมกอดที่อบอุ่นและสั่นเทานั้นทำให้เกราะป้องกันอันหนาทึบของกู้หลิงเซียนพังทลายลงในที่สุด
น้ำตาที่กลั้นมานานหลายปีไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน นางซบหน้าลงกับอกแผงกว้างของเขา สูดกลิ่นอายบุรุษที่นางโหยหามาตลอดชีวิต ทว่าในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ...
*ก๊อก ๆ ๆ*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบจากภายนอกห้องหนังสือ ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เงาที่หน้าประตู
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนับพันนายจากเมืองหลวง นำโดยแม่ทัพหลี่ ได้ปิดล้อมจวนชินอ๋องไว้ทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พร้อมกับ... ราชโองการฉบับที่สอง!"
ฉินจื่อเหยียนชะงักกัง ความอบอุ่นในอ้อมแขนเย็นเฉียบลงในพริบตา ดวงตาดุดเหยี่ยวทอประกายอำมหิตขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่ากลัว
กู้หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นจากอกของเขา นางมองสบตาคมกริบที่เต็มไปด้วยจิตสังหารคู่นั้น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอื้อnเอ่ยคำพูดที่ทำให้หัวใจของคนฟังต้องหยุดเต้น
"ดูเหมือนว่า... ฝ่าบาทจะไม่ทรงรอให้เราเลือกทางเดินแล้วล่ะเพคะ"
_____________________________________________
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 13
ความจริงที่น่าตกใจ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!