กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มสิบปีลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ามันมิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่ฝังรากลึกอยู่ในห้วงความทรงจำของกู้หลิงเซียนได้เลย
เรือนรับรองบูรพายามนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากกาน้ำชาเนื้อกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ แสงตะเกียงน้ำมันหอมกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ฉินจื่อเหยียนประทับนั่งอยู่เบื้องขวา พระองค์มิได้เอ่ยสิ่งใด ร่างสูงสง่าในอาภรณ์คลุมสีนิลสนิททอดพระเนตรมองร่างระหงที่กำลังนั่งหลังตรงดั่งต้นสน ทว่าเรียวปากคู่นั้นกลับเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว
"เจ้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้มาสามรอบแล้ว กู้หลิงเซียน"
สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นประชิดค่าย ฉินจื่อเหยียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงกระทบกันเบาๆ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของกุนซือสาว
กู้หลิงเซียนหลุบตาลงซ่อนประกายไหววูบในดวงเนตร นางค่อยๆ ยกมือขึ้นรินชาลงในถ้วยของท่านอ๋องอย่างเชื่องช้าและมั่นคง อาภรณ์ผ้าแพรปักดิ้นเงินลายหงส์เหมันต์ขยับไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกกิริยาอาการเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นและสง่างามตามแบบฉบับของสตรีผู้กุมกลยุทธ์เหนือผู้คน
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า อดีตของตระกูลกู้ เป็นเพียงเรื่องราวเก่าๆ ที่ฝุ่นจับหนาเตอะจนไม่คู่ควรจะนำมารบกวนพระเนตรพระกรรณของท่านอ๋องเพคะ" นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความสั่นเครือ ทว่าปลายนิ้วที่ถือที่คีบใบชา却是สั่นน้อยๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น
"ฝุ่นรึ?" ฉินจื่อเหยียนแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระศอ ทว่าแววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกลับทอดมองนางด้วยความลึกล้ำ "คดีล้างตระกูลกู้เมื่อสิบปีก่อน หากเป็นเพียงฝุ่น ไฉนเจ้าจึงใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อกวาดล้างมันด้วยคมดาบแห่งการแก้แค้นเล่า? กลิ่นอายความแค้นในตัวเจ้า มันเข้มข้นเสียจนข้าสัมผัสได้ทุกครั้งที่เจ้าวางหมากบนกระดาน"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่ตกสะเก็ดมานาน กู้หลิงเซียนชะงักค้าง ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ภาพในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวสมองราวกับภาพวาดพู่กันที่ถูกสาดด้วยหมึกสีชาด—เปลวเพลิงสีส้มฉานที่โหมกระหน่ำเผาผลาญคฤหาสน์ตระกูลกู้ เสียงกรีดร้องระงม เสียงดาบกระทบกัน และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วท้องฟ้าในคืนฝนดาวตก
วันนั้น... วันที่บิดาผู้เป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์สุจริตต้องจบชีวิตลงด้วยข้อกบฏที่ถูกกุขึ้นโดยราชสำนัก วันที่มารดาโอบกอดนางไว้ใต้พื้นเรือนลับพร้อมกับมอบป้ายหยกประจำตระกูล ก่อนที่ร่างของมารดาจะทรุดลงพร้อมรอยกระบี่ที่ทะลุผ่านแผ่นหลัง
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถ..." กู้หลิงเซียนเงยหน้าขึ้น สบตากับพระองค์ตรงๆ แววตาที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งในยามนี้กลับเจือด้วยประกายไฟแห่งความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "แต่มีบางเรื่อง ต่อให้ฉลาดล้ำเพียงใด ก็มิอาจเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียทุกสิ่งในชั่วข้ามคืนได้"
ฉินจื่อเหยียนมิได้โกรธเคืองต่อวาจาสวนกระแสของนาง ตรงกันข้าม พระองค์กลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวพระบาทเข้ามาใกล้ร่างระหงที่ยังคงนั่งนิ่ง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบโชยเข้าแตะนาสิก กู้หลิงเซียนรู้สึกได้ถึงเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาบังแสงไฟจากตะเกียง
พระองค์โน้มพระองค์ลงเล็กน้อย ปลายนิ้วสอบอุ่นจัดเอื้อมไปแตะที่ปลายคางมนของนางอย่างแผ่วเบา บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ บังคับให้นนางต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่นางพยายามหนีมาตลอด
"ข้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจความสูญเสียของคนอื่น..." สุรเสียงของฉินจื่อเหยียนอ่อนลงเล็กทว่าหนักแน่นดั่งหินผา "เพราะข้าสูญเสียมามากพอแล้ว... และข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าต้องแบกรับความแค้นนี้ไว้เพียงลำพัง หลิงเซียน"
หัวใจของกู้หลิงเซียนกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางใช้เป็นเกราะกำบังมานานนับปีคล้ายจะแตกร้าวลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น 'แม่ทัพปีศาจ' ผู้โหดเหี้ยม กลับเป็นสิ่งเดียวที่ซึมซับความหนาวเหน็บในอกของนางได้อย่างน่าประหลาด
นางหลับตาลงพยายามกลั้นความรู้สึกที่ตีรวนขึ้นมาในอก "ท่านอ๋องทรงตรัสเช่นนี้... ทรงรู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังตระกูลกู้ คือเงาของฮ่องเต้เฉินหลง และอำนาจมืดในวังหลวง หากพระองค์ทรงยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับแค้นครั้งนี้ พระองค์จะต้องกลายเป็นศัตรูกับบัลลังก์มังกรโดยสมบูรณ์"
"บัลลังก์รึ?" ฉินจื่อเหยียนแย้มสรวลหยัน ขอบพระเนตรฉายแววดุดันดั่งสัตว์ป่าล่าเหย้า "บัลลังก์ที่สร้างขึ้นจากซากศพและความอยุติธรรม หากข้าต้องการจะพังมันลงเพื่อแลกกับการปกป้องคนคนหนึ่ง เหตุใดข้าจะต้องเกรงกลัวด้วยเล่า?"
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที ทั้งสองยืนประจันหน้ากันท่ามกลางกระแสลมหายใจที่สอดประสาน กู้หลิงเซียนตระหนักดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้พูดเล่น แววตาของฉินจื่อเหยียนจริงจังและเด็ดเดี่ยวราวกับพร้อมที่จะพลิกแผ่นดินเพื่อนาง
ทว่า ก่อนที่กู้หลิงเซียนจะได้เอื้อนเอยสิ่งใดเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธความรู้สึกที่หนักอึ้งนี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันน่าหลงใหล
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ฉินจื่อเหยียนขมวดพระพักตร์ด้วยความไม่พอใจ พระองค์ยอมละมือจากคางของกู้หลิงเซียนอย่างไม่เต็มพระทัยนัก ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหันไปทางประตู
"เข้ามา มีเรื่องอันใด"
ประตูห้องเปิดผางออกอย่างแรง องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก มือทั้งสองข้างยื่นสาส์นลับประทับตราครั่งสีชาดฉบับหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะ
"สายสืบจากเมืองหลวงส่งม้าเร็วแจ้งด่วนพ่ะย่ะค่ะ... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลับ สั่งปลดท่านอ๋องจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ และ..." องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "...และมีรับสั่งให้จับกุมตัวกุนซือ 'กู้หลิงเซียน' ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏแคว้นหลี่ โทษฐาน... ประหารชีวิตทันทีโดยไม่ต้องรอการไต่สวนพ่ะย่ะค่ะ!"
กู้หลิงเซียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ทว่าบนใบหน้าของนางกลับไม่มีแม้แต่ความตื่นกลัว มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ—ในที่สุด หมากตานี้ของฮ่องเต้ก็เดินมาถึงตาจนแล้วสินะ
ฉินจื่อเหยียนหันกลับมามองนางอย่างรวดเร็ว พระเนตรคู่นั้นลุกโชนด้วยโทสะอันน่าสะพรึงกลัว พระองค์ยื่นมือออกไปคว้ากระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น บรรยากาศรอบกายแผ่รังสีสังหารออกมาราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง
"บังaanนัก!" ฉินจื่อเหยียนตวาดก้องด้วยสุรเสียงทรงอำนาจจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน "ในเมื่อฮ่องเต้ทรงเลือกทางนี้... อย่าหาว่าข้าผู้เป็นน้องชายคนนี้ ไม่ไว้หน้าบัลลังก์มังกรก็แล้วกัน!"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับเรื่องราวของท่านอ๋องและกุนซือสาวในบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 12
รอยแผลในอดีต
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!