ความเงียบงันในยามวิกาลมิได้นำพามาซึ่งความสงบ หากแต่เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่กรีดแทะประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวถึงขีดสุด
"อย่าขยับ"
เสียงกระซิบต่ำทุบทำลายความมืดมิด ฉินจื่อเหยียนมิได้เพียงแค่เอ่ยเตือน ร่างกำยำในชุดคลุมสีนิลทับเกราะอ่อนยังโน้มลงมาประชิดแผ่นหลังบางของกุนซือสาวอย่างรวดเร็วดั่งพยัคฆ์ตะครุบเหยื่อ ฝ่ามือหนาหยาบกร้านจากคราบโลหิตและด้ามดาบเอื้อมมาปิดเรียวปากอิ่มของกู้หลิงเซียนไว้ทันท่วงที ป้องกันมิให้ลมหายใจหรือสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกไปกระทบโสตประสาทของมือสังหารที่ซุ่มอยู่เบื้องนอก
กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาและสนิมเหล็กจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก กู้หลิงเซียนชะงักไปชั่วลมหายใจ นางมิได้ตื่นตระหนกจนเสียกระบวน สัญชาตญาณของยอดกุนซือผู้ผ่านสมรภูมิการเมืองมาโชกโชนสอนให้นางสงบนิ่งในยามวิกฤต ดวงตาคู่คมปลาบภายใต้เงาขนตางอนงามเหลือบมองมือที่กุมอยู่บนปากตนเอง ก่อนจะปรายตามองไปยังช่องหน้าต่างกระดาษสาที่บอบบาง ซึ่งบัดนี้มีเงาดำทาบทับลากผ่านอย่างเชื่องช้า
*ฉับ!*
คมกระบี่อาบยาพิษแทงทะลุกรอบหน้าต่างเข้ามาเฉียดหัวไหล่ของกู้หลิงเซียนไปเพียงคืบ เศษกระดาษและฝุ่นผงร่วงกราวลงบนพื้นไม้เนื้อดี เสียงลมหวีดหวิวจากพายุหิมะด้านนอกช่วยกลบเกลื่อนเสียงการเคลื่อนไหวได้อย่างแนบเนียน แต่ไม่อาจหลุดรอดพ้นประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของแม่ทัพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนได้
ฉินจื่อเหยียนขยับกายอย่างคล่องแคล่วว่องไว เขาใช้มืออีกข้างชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่สะท้อนแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องผ่านรอยแตกของเมฆหมอก บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘แม่ทัพปีศาจ’ หาได้มีความสะดทสะท้านไม่ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"หนอนแมลงจากเมืองหลวง... ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ในคืนที่หิมะโปรยปรายเช่นนี้ยังอุตส่าห์ส่งคนมาเคาะประตูบ้านเรา" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันดังชิดริมใบหูของนาง จนกู้หลิงเซียนรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่เป่ารดลาดไหล่
นางเหลือบตาขึ้นมองเขา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเชิงตั้งคำถาม ทั้งที่สถานการณ์คับขันถึงชีวิต แต่แววตาของกุนซือสาวกลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเฉลียวฉลาดที่เต้นระริก นางขยับมือเรียวปัดข้อมือเขาเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ปล่อย เพื่อที่นางจะได้เอ่ยปาก
ฉินจื่อเหยียนยอมคลายมือออกอย่างไม่เต็มใจนัก ทว่าร่างสูงใหญ่ยังคงยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง กักขังนางไว้ในอ้อมแขนโดยปริยาย ไออุ่นแผ่ซ่านมาจากแผ่นอกหนาที่แนบชิดแผ่นหลังของนาง ท่ามกลางความหนาแน่นของอากาศที่ติดลบในยามค่ำคืน ความใกล้ชิดนี้กลับสร้างความอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด—อบอุ่นจนน่ากลัวสำหรับหัวใจที่เคยด้านชาของกุนซือไร้ใจ
"ไม่ใช่แค่หนอนแมลงธรรมดาหรอกเพคะท่านอ๋อง" กู้หลิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่ซ่อนในแพรไหม "คนกลุ่มนี้ใช้ธนูอาบพิษดอกท้อหิมะ ซึ่งเป็นสมุนไพรหายากจากแคว้นซีเป่ย มีเพียงราชองครักษ์เสื้อแพรภายใต้สังกัดโดยตรงของฮ่องเต้เท่านั้นที่ครอบครองได้... ดูท่า ฝ่าบาทคงร้อนรนจนทนรอให้เราเดินทางกลับไปไม่ไหวเสียแล้วกระมัง"
ฉินจื่อเหยียนหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอีก "ทรงระแวงเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ... ทั้งที่ทัพหน้าเพิ่งกวาดล้างชนเผ่ากบฏทางเหนือให้ บัดนี้กลับส่งมือสังหารมาต้อนรับเราท่ามกลางพายุหิมะ ช่างเป็นพระราชปรีชาญาณที่น่าขันสิ้นดี"
ข้างนอกหน้าต่าง เงาดำสามร่างเริ่มขยับตัวเตรียมพังกรอบหน้าต่างเข้ามาพร้อมกัน ฉินจื่อเหยียนกระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาดุดลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ ทว่าก่อนที่เขาจะพุ่งทะยานออกไปจัดการเดนนรกเหล่านั้น กู้หลิงเซียนกลับยื่นมือเรียวมาแตะที่แขนเสื้อของเขาไว้เบื้องหน้า
ฉินจื่อเหยียนชะงัก ก้มลงมองมือนุ่มที่สัมผัสเนื้อผ้าชุดเกราะของตน หัวใจที่ด้านชามานานพลنينไหววูบอย่างห้ามไม่อยู่ "หืม?"
"อย่าเพิ่ง" กู้หลิงเซียนกล่าวเสียงเบา ดวงตาคู่สวยประกายแสงวิบวับอย่างเจ้าเล่ห์ "พวกมันมีกันสามคน หากท่านอ๋องออกไปสังหารทิ้งเสียตอนนี้ ร่องรอยและหลักฐานก็จะขาดสะบั้นลงทันที อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ฮ่องเต้หาข้ออ้างใหม่ในการประกาศราชโองการปลดเราทั้งคู่ในข้อหาขัดขืนราชสำนัก"
"แล้วเจ้าจะให้เรายืนมองพวกมันพังบ้านเล่นหรือไร?" ท่านอ๋องหนุ่มเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงเจือความเอ็นดูระคนขันเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของสตรีตรงหน้า
"ถอยหลังไปสามก้าว แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า"
กู้หลิงเซียนไม่รอให้เขาตอบ นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อกว้าง ปล่อยผงควันสีขาวนวลลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงรับแขกหลังนี้ กลิ่นหอมหวานเอียนชวนให้เคลิบเคลิ้มลอยคละคลุ้ง เป็นกลิ่นของ 'บุปผาราตรีพันปี' ที่นางมักพกติดตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉินเสมอ
*ปัง!*
กรอบหน้าต่างถูกถีบพังทลายลงพร้อมกัน มือสังหารชุดดำสามนายพุ่งทะยานเข้ามาในห้องด้วยความรวดเร็ว ดาบในมือเงื้อขึ้นหมายปลิดชีพเป้าหมายที่อยู่กลางห้อง ทว่า ทันทีที่สูดดมกลิ่นควันสีขาวนั้นเข้าไป ร่างทั้งสามก็ชะงักกึก ดวงตาเบิกโพรงด้วยความตื่นตระหนก เรียวขาอ่อนแรงลงในพริบตา ก่อนที่ร่างทั้งสามจะทรุดฮวบลงกองกับพื้นไม้ทีละคน สติสัมปชัญญะดับวูบลงโดยยังไม่ทันได้ลงดาบแม้แต่แผลเดียว
ฉินจื่อเหยียนมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่งแกแกมระอา มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ "กุนซือของเราร้ายกาจยิ่งนัก ไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่หยดเดียวก็สามารถสยบยอดฝีมือได้ถึงสามคน"
กู้หลิงเซียนปัดชายเสื้อตนเองเบาๆ สีหน้ายังคงเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์ นางเดินเข้าไปใกล้ร่างหนึ่งที่นอนหมดสติอยู่ ใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างนั้นเบื้องหน้าเบื้องหลัง ก่อนจะก้มลงดึงป้ายคำสั่งหยกขาวที่ซ่อนอยู่ใต้อิริยาบถของมือสังหารขึ้นมาพิจารณา
"ป้ายหยกสลักลายหงส์คู่... ไม่ใช่ราชองครักษ์เสื้อแพร" กู้หลิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคู่คมฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง "นี่คือตราสัญลักษณ์ของตำหนักใน... ของพระสนมเอกหลิว!"
ฉินจื่อเหยียนก้าวเข้าไปยืนซ้อนทั่งด้านหลังนางอีกครั้ง กลิ่นกายบุรุษและไอความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมร่างบางไว้อีกครา ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนเส้นผมสีดำสนิทของเขาระเข้ากับต้นคอระหงของนาง ก่อเกิดกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้กู้หลิงเซียนต้องเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ
"สนมเอกหลิวแห่งตระกูลหลิว... เบื้องหลังมีเสนาบดีหลิวคอยหนุนหลัง" ฉินจื่อเหยียนเอ่ยเสียงพร่า ริมฝีปากหยักแทบจะแนบชิดกับใบหูขาวสะอาดของนาง "ดูท่า หมากกระดานนี้จะมิใช่แค่เรื่องอำนาจระหว่างฮ่องเต้กับขุนศึกเสียแล้วกระมัง หญิงงามในวังหลังผู้นั้นคงเกรงว่า หากเรากลับไปเมืองหลวงพร้อมความดีความชอบครั้งนี้ ตำแหน่งรัชทายาทขององค์ชายรองผู้เป็นหลานชายของนางคงสั่นคลอนอย่างแน่นอน"
กู้หลิงเซียนเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าแผ่นหลังของนางก็ยังคงแนบชิดอยู่กับแผงอกแกร่งของเขาอยู่ดี หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ แต่นางก็พยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เพคะ... ดังนั้น การที่เราติดอยู่ในโรงเตี๊ยมกลางหิมะโปรยปรายแห่งนี้ หาใช่ความโชคร้ายไม่ หากแต่เป็นสวรรค์ที่เมตตาประทานเวลาให้เราได้วางหมากตลบหลังพวกมัน"
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับฉินจื่อเหยียน ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของกันและกันในดวงตาได้อย่างชัดเจน แววตาของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้มิได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความลึกซึ้งมั่นคงดั่งหินผาที่พร้อมจะปกป้องสตรีตรงหน้าจากภยันตรายทั้งปวง
"เจ้าไม่กลัวหรือ..." ฉินจื่อเหยียนเอ่ยเสียงแผ่วเบa มือหนาเอื้อมไปปัดเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่บนเส้นผมดำขลับของกู้หลิงเซียนอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนขัดกับภาพลักษณ์แม่ทัพผู้โหดเหี้ยมโดยสิ้นเชิง "การก้าวเข้ามาพัวพันกับเกมอำนาจของตระกูลหลิวและราชสำนัก หมายความว่าชีวิตของเจ้าจะไม่มีวันได้พบกับความสงบสุขอีกต่อไป"
กู้หลิงเซียนนิ่งงันไปชั่วขณะ นางจ้องมองนัยน์ตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความจริงจังนั้น หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยน้ำแข็งแห่งอดีต บัดนี้กลับถูกไออุ่นจากบุรุษตรงหน้าหลอมละลายทีละน้อยอย่างช้าๆ
"ความสงบสุขคือสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนเช่นหม่อมฉันเพคะท่านอ๋อง" กู้หลิงเซียนตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง "ตั้งแต่วันที่ตระกูลกู้ล่มสลาย หม่อมฉันก็ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ชีวิตที่เหลืออยู่นี้... มีไว้เพื่อรอเวลาทวงคืนความยุติธรรมเท่านั้น"
ฉินจื่อเหยียนมองรอยยิ้มนั้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นในอก เขาเข้าใจความเจ็บปวดของนางดี เพราะตัวเขาเองก็แบกรับภาระและแผลฉกรรจ์จากอดีตไว้ไม่แพ้กัน มือหนาเปลี่ยนจากการปัดเกล็ดหิมะมาประคองแก้มนวลของนางไว้อย่างแผ่วเบa ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ร่องรอยความเหนื่อยล้าบนพวงแก้มเนียนอย่างรักใคร่
"เช่นนั้น... นับจากวันนี้เป็นต้นไป" ฉินจื่อเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หนักแน่น และทรงพลัง ดังก้องอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืนอันหน็บหนาว "ไม่ว่าเจ้าจะเดินไปบนเส้นทางแห่งการแก้แค้นที่นองเลือดเพียงใด ข้า... ฉินจื่อเหยียน จะขอเป็นเกราะคุ้มกายและเงาเคียงข้างเจ้าไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่"
คำมั่นสัญญาที่เอ่ยออกมาท่ามกลางพายุหิมะและซากศพของมือสังหาร ช่างหนักแน่นและลึกซึ้งยิ่งกว่าคำสาบานใดๆ ในใต้หล้า กู้หลิงเซียนชะงักงัน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะบัดความหวั่นไหวที่กำลังกัดกินหัวใจออกไป ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะจากเบื้องนอกห้องโถง ท่ามกลางความเงียบงันของยามวิกาลและพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ เสียงเคาะประตูนั้นกลับชัดเจนราวกับเสียงระฆังแห่งความตาย
ทั้งสองคนหันขวับไปมองประตูทางเข้าพร้อมกัน ในแววตาของฉินจื่อเหยียนปรากฏประกายอำมหิตขึ้นอีกครา ส่วนกู้หลิงเซียนกลับหรี่ตาลงด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่างที่แปลกประหลาด
ประตูไม้ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของบุรุษในชุดคลุมยาวสีเทาเข้มเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำค้างและหิมะ ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ภายใต้เงาหมวกสานปีกกว้าง ทว่า เมื่อผู้มาเยือนเงยหน้าขึ้นและก้าวเท้าเข้ามาในแสงไฟสลัวของตะเกียงน้ำมัน กู้หลิงเซียนก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามิใช่คนของสนมเอกหลิว... และมิใช่ทหารของฮ่องเต้
"คารวะท่านอ๋อง... และคุณหนูกู้"
น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยทักทาย พร้อมกับที่ผู้มาเยือนค่อยๆ เปิดหมวกสานออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลึกน่ากลัวพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย
นั่นคือ *'อู่ฉาง'—เงาสังหารลับประจำตัวของอดีตไทเฮาผู้ล่วงลับ* บุคคลที่ควรจะเสียชีวิตไปพร้อมกับเหตุการณ์วังหลวงเมื่อสิบปีก่อน!
ฉินจื่อเหยียนก้าวขึ้นมาบังร่างของกู้หลิงเซียนไว้โดยสัญชาตญาณ กระบี่ในมือถูกกระชับแน่นขึ้น พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่พลิกผันเกินคาดเดานี้ได้ทุกเมื่อ
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าพายุหิมะและหมากเกมอำนาจอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ*
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 11
ที่พักพิงท่ามกลางหิมะ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!