กลิ่นอายจางๆ ของหมึกปั้นชาและกระดาษสาชั้นดีที่อบร่ำด้วยดอกเหมันต์ยังคงติดปลายนิ้วของกู้หลิงเซียนไม่จางหาย แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยเข้าสู่ยามโฉ่วยามที่ความมืดมิดภายนอกรถม้าหุ้มเกราะเหล็กดำสนิทกำลังกลืนกินทุกสิ่ง ดวงตาคู่คมกริบราวกับหงส์เหมันต์จดจ้องไปยังตราประทับสีชาดบนแผ่นกระดาษในมือ... รอยประทับรูปหงส์คาบกิ่งหลิวที่สลักเสลาอย่างประณีตบรรจงนั้น เป็นหลักฐานอันชัดเจนจนน่าขบขัน
กู้หลิงเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขา
"ตราประทับประจำตัวของข้าเอง ช่างสรรหาวิธีเล่นตลกกับจิตใจคนเสียจริงเพคะ..." นางพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะที่ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกสลักลูบไล้รอยหมึกบนกระดาษอย่างเชื่องช้า
ในจดหมายลับฉบับนั้น หาใช่คำสั่งราชการจากเมืองหลวงไม่ หากแต่เป็นประกาศิตแห่งความตายที่ถูกเขียนด้วยลายมือของนางเอง... ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง หรืออาจเป็นแผนการอันแยบยลของใครบางคนที่ต้องการยืมมือฮ่องเต้เฉินหลงมากำจัดกุนซือไร้ใจเช่นนางให้พ้นทาง
กระดานหมากนี้... วางไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ฉựบพลัน แรงสั่นสะเทือนสะท้านสะเทือนสะเทือนผ่านผืนดินเข้ามาถึงภายในรถม้า ตามมาด้วยเสียงกีบเท้าม้าและเสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องป่าสนทึบภายนอก บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนจากความเงียบสงบเป็นความตึงเครียดที่เฉียบคมราวกับใบมีดโกน
*ฉึก!*
ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านผนังไม้หนาของรถม้าเข้ามาปักลงบนเบาะรองนั่งหรูหราห่างจากร่างระหงของกู้หลิงเซียนไม่ถึงคืบ ปลายลูกธนูส่งควันสีม่วงจางๆ ออกมาทันที กลิ่นหอมหวานเอียนชวนคลื่นไส้กระจายตัวคละคลุ้งในพื้นที่แคบ
มือเรียวบางชะงักเพียงชั่วลมหายใจ นางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตานิ่งสงบดั่งบึงน้ำลึกยามไร้ลมระลอก
ภายนอกรถม้า เสียงคำรามทุ้มต่ำทรงอำนาจของฉินจื่อเหยียนดังแหวกความโกลาหลเข้ามา
"คุ้มกันท่านกุนซือ! ใครบังaนเข้าใกล้รถม้า... ตัดหัวเสียบประจานให้หมด!"
น้ำเสียงนั้นดุดัน เหี้ยมเกรียม และแฝงไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามเป็นชิ้นๆ สมกับฉายาแม่ทัพปีศาจผู้เหยียบย่ำซากศพจนนับไม่ถ้วน กู้หลิงเซียนเลิกม่านผ้าไหมปักดิ้นทองขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองออกไปเบื้องนอก
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือทัศนียภาพอันนองเลือด กองกำลังทหารองครักษ์เงาของจวนอ๋องกำลังตวัดกระบี่เข้าปะทะกับกลุ่มมือสังหารชุดดำนับร้อยที่โผล่มาจากความมืดราวกับภูตผีปีศาจ แสงจันทร์สาดส่องกระทบคมดาบประกายวาววับตัดกับโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผืนหิมะขาวโพลน
กลางวงล้อมนั้น ฉินจื่อเหยียนในชุดเกราะศึกสีดำสนิทประดับลวดลายมังกรทะยานฟ้า กำลังควบอาชาไนยสีนิลกาฬนาม 'อัสนีคำราม' พุ่งทะยานเข้าหั่นร่างมือสังหารขาดเป็นสองท่อนด้วยกระบี่ใหญ่ประจำกาย ท่าทางการต่อสู้ของเขาทั้งงดงามและดุดันราวกับเทพแห่งสงครามที่จุติมาเพื่อล้างผลาญ ความเย็นชาที่เขามักจะมีต่อคนรอบข้างมลายหายสิ้น เหลือเพียงความเดือดดาลที่พุ่งพล่านเมื่อตระหนักว่า... เป้าหมายของพวกมันคือสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหลังนางนี้
"อ๋อง... เหตุใดต้องออกมารับดาบแทนข้าเล่า" กู้หลิงเซียนพึมพำเบาๆ ขณะมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจ แต่กลับมอบความอบอุ่นทั้งหมดที่มีให้แก่นางเพียงผู้เดียว
แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สติปัญญาอันปราดเปรื่องของกุนซืองามล่มเมืองก็มิได้หยุดทำงาน นางกวาดสายตาสำรวจทิศทางของลูกธนูและรูปแบบการตั้งกระบวนทัพของมือสังหารกลุ่มนี้
ไม่ใช่โจรภูเขา... ไม่ใช่กองกำลังของฮ่องเต้เฉินหลงโดยตรง...
ฝีมือการรบแบบกองโจรและการใช้พิษสลายกระดูกเช่นนี้ มีเพียงกลุ่มอำนาจลึกลับจากแดนเหนือที่เชื่อมโยงกับแคว้นหลีเท่านั้น! และหากจดหมายลับที่มีตราประทับของนางหลุดไปถึงมือพวกมัน นั่นหมายความว่า... มี "หนอนบ่อนไส้" ระดับสูงที่อยู่ใกล้ชิดพวกนางเสียยิ่งกว่าเงาตามตัว
"ท่านกุนซือ ปลอดภัยดีหรือไม่!"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความร้อนรนดังขึ้นที่หน้าประตูรถม้า ฉินจื่อเหยียนกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว โลหิตอุ่นๆ ยังคงหยดติ๋งลงจากคมกระบี่ของเขา ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถม้าออกกว้าง แว่นแคว้นทั่วหล้าต่างร่ำลือว่าท่านอ๋องผู้เยือกเย็นไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด แต่ในยามนี้... ดวงตาคมกราบคู่นั้นกลับฉายแววหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อกวาดมองสำรวจร่องรอยบนตัวนาง
"หม่อมฉันมิเป็นไรเพคะ ท่านอ๋องโปรดระวังตัว... พวกมันไม่ได้มาเพื่อสังหารเรา แต่มาเพื่อ 'ดึงเวลา'" กู้หลิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความจริงจังจนฉินจื่อเหยียนต้องขมวดคิ้วแน่น
"ดึงเวลา?" แม่ทัพหนุ่มทวนคำ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
ยังไม่ทันที่ฉินจื่อเหยียนจะได้เอ่ยคำสั่งใดเพิ่มเติม ทันใดนั้น... เสียงระฆังเตือนภัยจากค่ายพักแรมกองหน้าอันห่างออกไปสามลี้ก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกัน สามครั้งซ้อน!
ท้องฟ้าทิศเบื้องหน้าพลันสว่างวาบด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานที่พวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ กลิ่นควันไฟและเสียงกรีดร้องโหยหวนลอยมาตามกระแสลมหนาวเยือก
ธงประจำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬถูกเผาทำลาย... คลังเสบียงและยุทธปัจจัยหลักของกองทัพถูกลอบวางเพลิงในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างพพอเหมาะพอเจาะ!
ฉินจื่อเหยียนกำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบทันที
"ดี... ช่างกล้ามนัก!" เขากัดฟันกรวด น้ำเสียงดุจน้ำแข็งจากขุมนรก
กู้หลิงเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ นางขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ของฉินจื่อเหยียน กลิ่นอายบุรุษและคาวเลือดจางๆ ผสมผสานกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา มือเรียวบางเอื้อมไปแตะลงบนหลังมือที่กำลังกำกระบี่แน่นของเขาเบาๆ เป็นการส่งผ่านความสงบเยือกเย็นเข้าสู่จิตใจที่กำลังเดือดดาลของแม่ทัพผู้เกรียงไกร
ฉินจื่อเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มลงมองสตรีตรงหน้า แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงทันตาเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ฉายแววประกายความเฉลียวฉลาดไม่มีวันดับ
"ท่านอ๋อง... เราติดกับดักแล้วเพคะ" กู้หลิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวน้ำหนักพันชั่ง "พวกมันไม่ได้ต้องการเผาเสบียง... แต่ต้องการล่อให้ท่านแยกตัวออกจากกองกำลังหลัก เพื่อเปิดทางให้ 'ราชโองการลับฉบับที่สอง' เดินทางมาถึงมือรองแม่ทัพหลี่ในค่ายพักแรมก่อนที่เราจะกลับไปถึง"
ฉินจื่อเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างอันตราย "หากรองแม่ทัพหลี่ได้รับราชโองการปลอมนั่น... กองทัพสามแสนนายจะถูกประกาศว่าเป็นกบฏทันที"
"ถูกต้องเพคะ..." กู้หลิงเซียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ ทว่ากลับเต็มไปด้วยพิษสงที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คน "ดังนั้น... เราไม่มีเวลามาเล่นละครตบตากับพวกสุนัขลอบกัดเหล่านี้อีกต่อไปแล้วเพคะ ท่านอ๋อง..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้จันทน์หอมที่ซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งขึ้นมาเปิดออก ภายในบรรจุแผ่นป้ายคำสั่งทองคำแท้สลักลายพยัคฆ์คำราม ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปลดและประหารนายกองทุกนายโดยไม่ต้องทูลขอพระราชานุญาต
"คืนนี้... เราจะใช้เล่ห์กลของพวกมัน ย้อนกลับไปเด็ดหัวหนอนบ่อนไส้ในค่ายให้สิ้นซากเพคะ"
แสงจันทร์สีเงินยวงส่องกระทบใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและอำนาจเหนือผู้คน ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองสบตากันนั้นเอง เสียงฝีเท้าของม้าศึกตัวหนึ่งก็ควบตะบึงเข้ามาหยุดลงอย่างกระชั้นชิดที่ข้างรถม้า
เงาร่างขององครักษ์เงาผู้หนึ่งกระโดดลงคุกเข่าด้วยท่าทางกระวนกระวาย ใบหน้าอาบด้วยเหงื่อและคราบเขม่าควัน
"ท่านอ๋อง! ท่านกุนซือ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ..." องครักษ์ผู้นั้นละล้าละลังละลอกละแลกละ "ที่... ที่ค่ายพักแรม... มีราชโองการด่วนจากห้องเครื่องหลวงมาถึงมือรองแม่ทัพหลี่แล้วขอรับ! และ... และตอนนี้รองแม่ทัพหลี่กำลังนำกำลังทหารหันทัพมาล้อมรอบเส้นทางที่เรากำลังจะกลับไปแล้วขอรับ!"
ฉินจื่อเหยียนและกู้หลิงเซียนชะงักกุนซือหญิงหรี่ตามองออกไปเบื้องนอกทันที ความมืดมิดของค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะยิ่งทวีความกดดันและน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นร้อยเท่า
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 10
มรสุมระหว่างทาง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!