เสียงสะท้อนของม้วนราชโองการสีเหลืองทองที่ถูกสะบัดออกอย่างแรง ก้องกังวานบาดแก้วหูท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในตำหนักไท่เหอ กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีและชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บลอยอวลปะปนกับบรรยากาศอันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
กู้หลิงเซียนมิได้ก้มหน้าลงต่ำจนติดพื้นเช่นขุนนางทั่วไป นางเพียงย่อกายลงพ่องามสง่า แผ่นหลังเรียวบางภายใต้อาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีครามยังคงเหยียดตรง ดั่งต้นไผ่ทนทานต่อพายุหิมะ ดวงตากลมโตคู่คมกริบซ่อนประกายความเยือกเย็นไว้ภายใต้แพขนตางอนยาว นางกำลังคำนวณหมากกระดานนี้ในใจ... ฮ่องเต้เฉินหลงทรงหวาดระแวงอำนาจของแม่ทัพผู้กุมกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬถึงขีดสุดแล้ว ถึงขั้นกล้าออกราชโองการส่งสุนัขจิ้งจอกและพยัคฆ์ร้ายเข้าสู่กรงขังแห่งแดนเหนือพร้อมกัน
"ใต้เท้ากู้... ท่านคิดเห็นประการใดกับพระราชโองการฉบับนี้?"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยคมมีดของโอรสสวรรค์ดังขึ้น สายพระเนตรที่ทอดมองลงมาเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยและอำนาจมืดที่พร้อมจะบดขยี้ทุกผู้คนที่กล้าต่อกร
ก่อนที่กุนซือสาวจะได้เปล่งวาจา ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะประดับลวดลายมังกรดำสนิทที่คุกเข่าอยู่เคียงข้างกันก็ขยับตัวขึ้น ฉินจื่อเหยียน ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นและโหดเหี้ยมในสนามรบ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากซึ่งกรีดลึกจนน่ากลัว ดวงเนตรสีนิลคู่นั้นกวาดมองแผ่นป้ายมังกรทองเบื้องบนด้วยความเหยียดหยันที่เก็บงำไว้อย่างมิดชิด
"กระหม่อมฉินจื่อเหยียน น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก้องกังวานไร้ซึ่งความลังเล "ในเมื่อฝ่าบาททรงมีพระเมตตา 10 ปีที่ชายแดนเหนือสงบสุข แต่วันนี้ชนเผ่าถ่านถู่เริ่มกำแหงหาญ บังอาจล่วงล้ำเขตแดนแคว้นเฉิน กระหม่อมในฐานะแม่ทัพย่อมต้องรีบรุดไปจัดการด้วยตนเอง... และการศึกครั้งนี้ หากขาดกุนซือผู้ปราดเปรื่องคอยชี้แนะกลยุทธ์ เกรงว่ากองทัพพยัคฆ์ทมิฬคงไร้ซึ่งสีสันยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงต่างพากันจับจ้องมาที่กู้หลิงเซียนเป็นตาเดียว หลิงเซียนชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจผู้นี้แวบหนึ่ง หัวใจที่เคยด้านชาและสงบดั่งน้ำนิ่งในบึงลึกกลับกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ชายผู้นี้... จงใจเอาตัวเข้ามาขวางคมหอกคมดาบแทนนาศัตรูในราชสำนัก หรือเขามีแผนการอันใดซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการเดินทางไกลนับพันลี้ครั้งนี้กันแน่?
"ในเมื่อท่านอ๋องทรงมีพระประสงค์ และฝ่าบาททรงไว้วางพระราชหฤทัย..." กู้หลิงเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะน่าฟังราวกับเสียงพิณ แต่กลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ "หลิงเซียนผู้นี้ เป็นเพียงขุนนางรับใช้แผ่นดิน ย่อมต้องสนองพระราชโองการด้วยความจงรักภักดี ขอติดตามท่านแม่ทัพไปตรวจการณ์ชายแดนเหนือเพื่อความสงบสุขของราษฎรเพคะ"
ฮ่องเต้เฉินหลงทรงแย้มพระสรวลเย็นเยียบออกมาในลำคอ เมื่อหมากตานี้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงคาดคิด การส่งทั้งคู่ไปชายแดนเหนือ ไม่เพียงแต่เป็นการตัดกำลังและแยกทั้งคู่ออกจากฐานอำนาจในเมืองหลวง แต่ยังเป็นการยืมดาบศัตรูมาฆ่าฟันกันเองในดินแดนอันรกร้างว่างเปล่าที่ห่างไกลหูไกลตา
"ดีมาก! เช่นนั้นพวกท่านทั้งสองจงเตรียมตัวให้พร้อม รุ่งอรุณวันพรุ่งนี้... จงออกเดินทางทันที ไม่ต้องรอพิธีรีตองอันใดทั้งสิ้น!"
ยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างกระดาษสาจนเกิดเสียงดังระรัว กู้หลิงเซียนยืนเหม่อมองจันทร์เสี้ยวสีเงินยวงที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบบดบังอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างในห้องหนังสือส่วนตัว นิ้วเรียวบางลูบไล้พู่กันขนหมาป่าในมืออย่างครุ่นคิด แผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นเหนือถูกกางออกบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ทว่าสมาธิของนางกลับถูกรบกวนด้วยเงาร่างคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียงภายในห้องมืดสนิท
กลิ่นอายอันคุ้นเคยของสนป่าและจันทน์หอมลอยมาแตะจมูก ก่อนที่เอวบางจะถูกวงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กสวมกอดจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงที่เปลือยเปล่า ทำให้ขนอ่อนทั่วร่างของนางลุกชันขึ้นพร้อมกัน
"ท่านอ๋อง... ที่นี่คือจวนกุนซือ หาใช่ค่ายทหาร โปรดสำรวมด้วยค่ะ" หลิงเซียนเอ่ยเสียงเย็น พยายามขยับตัวหลีกหนี แต่ทว่าอ้อมกอดนั้นกลับกระชับแน่นยิ่งขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้กลืนหายไปกับแผ่นอกกว้าง
"สำรวมหรือ?" ฉินจื่อเหยียนกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความเว้าวอนและดุดันในคราวเดียวกัน "เจ้าก็รู้ดี... ว่าวันพรุ่งนี้เมื่อเราก้าวออกนอกประตูเมืองหลวง การเดินทางสู่แดนเหนือครั้งนี้ หาใช่การไปตรวจการณ์ธรรมดา แต่คือการเดินเข้าสู่ปากเสือที่เสด็จพี่ทรงขุดหลุมรอไว้... เจ้าไม่กลัวหรือ หลิงเซียน?"
หลิงเซียนนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางเอียงหน้าเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขาในความมืด ดวงตาสีนิลคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความท้าทายและความลุ่มลึกที่อ่านไม่ออก
"หม่อมฉันไม่เคยกลัวความตาย... แต่สิ่งที่หม่อมฉันสงสัย คือเหตุใดพระองค์ถึงยินยอมกระโดดลงหลุมพรางที่ฮ่องเต้ทรงขุดไว้แต่โดยดีเล่าพ่ะย่ะค่ะ... อ้ะ!"
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยจบประโยคริมฝีปากอุ่นร้อนก็ทาบทับลงมาปิดเรียวปากของนางอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง เป็นจูบที่ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความโหยหา ความดุดัน และคำประกาศกร้าวผ่านสัมผัสว่าเขาไม่มีวันปล่อยให้นางหลุดมือไปเด็ดขาด หลิงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่สติจะเริ่มเลือนรางไปกับความวาบหวามที่เขาจงใจแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาท
ทว่า... ในวินาทีที่ฉินจื่อเหยียนผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อมองดวงหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของกุนซือสาว สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนโต๊ะทำงานของนาง
กล่องไม้สนแกะสลักลวดลายโบราณที่ถูกปิดผนึกด้วยยันต์สีแดงสด ซึ่งไม่ควรมาอยู่บนโต๊ะของกุนซือผู้ดูแลด้านการทหาร ถูกเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย และมีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นออกมา...
ฉินจื่อเหยียนหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยความสงสัย ดวงเนตรคมกริบกวาดสายตาอ่านข้อความลายมือประณีตบรรจงเพียงไม่กี่บรรทัดบนนั้น... ร่างกายของท่านอ๋องผู้เกรียงไกรพลันแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ
*...เมื่อเดินทางถึงค่ายทหารแดนเหนือ จงใช้ยาพิษไร้ลักษณ์ในขวดนี้ปลิดชีพอ๋องฉินจื่อเหยียน แล้วแผ่นดินเหนือทั้งหมดจะตกเป็นของพวกเรา...*
ด้านล่างของจดหมายลับฉบับนั้น... ปรากฏตราประทับประจำตัวของ **"กู้หลิงเซียน"** อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา!
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 9
ภารกิจลับสู่แดนเหนือ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!