กลิ่นอายโสมภูเขาราคาแพงคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายยาสมานแผลจางๆ ลอยอบอวลอยู่ภายใต้กระโจมบัญชาการใหญ่ที่เงียบสงัด เสียงฝนยามค่ำคืนที่สาดซัดกระทบหลังคาผ้าใบหนาดยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในดูโดดเดี่ยวและเปราะบางยิ่งขึ้น
กู้หลิงเซียนขยับปลายนิ้วที่เรียวยาวราวลำหญ้าหยวกอย่างระมัดระวัง นางกำลังใช้เข็มเงินบริสุทธิ์ขับพิษตกค้างออกจากแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่กว้างของฉินจื่อเหยียน แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนางให้เห็นถึงหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากขาวเนียน แม้ความเหนื่อยล้าจะเกาะกุมร่างทั้งร่างจากการตรากตรำวิเคราะห์แผนศึกข้ามวันข้ามคืน แต่นางก็ยังคงสมาธิไว้อย่างมั่นคงดั่งหินผา
"ท่านอ๋อง... หากท่านยังเกร็งกล้ามเนื้อเช่นนี้ เกรงว่าพิษเย็นจะยิ่งซึมลึกเข้าสู่เส้นชีพจรนะคะ" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยเจือจางเอ่ยขึ้น ทว่าดวงตาคู่คมของนางไม่ได้เงยขึ้นสบมองผู้เป็นนายกองทัพเลยแม้แต่น้อย
ฉินจื่อเหยียนแค่นเสียงในลำคอเบาๆ ความเจ็บปวดจากการรักษาแทบไม่สะเทือนผิวหนังหนาด้านของบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจบุรุษชาเย็นเช่นเขาต้องกระตุกวูบ กลับเป็นความเอาใจใส่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นราวกับหุ่นเชิดกระเบื้องเคลือบของสตรีตรงหน้า
"เจ้ากังวลว่าข้าจะตายคาสนามรบก่อนที่แผนหมากกระดานนี้จะเดินจนจบกระบวนท่า หรือว่า..." ฉินจื่อเหยียนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาลึกล้ำดั่งเหวลึกตวัดขึ้นมองใบหน้าของกุนซือสาว ความดุดันน่าเกรงขามในยามปกติยามนี้เจือไปด้วยประกายความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง "หรือว่าเจ้าเริ่มห่วงใยสภาพสังขารของสามีในนามผู้นี้เข้าแล้วจริงๆ"
กู้หลิงเซียนชะงักมือที่ถือเข็มเงินไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นโดยไม่หลบเลี่ยง แม้หัวใจในอกจะเต้นผิดจังหวะไปชั่วเสี้ยววิ แต่นางก็ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้อย่างแนบเนียน
"ท่านอ๋องทรงล้อเล่นสนุกเกินไปแล้วเพคะ... หม่อมฉันเป็นเพียงกุนซือผู้ทำตามหน้าที่ หากแม่ทัพใหญ่สิ้นชื่อ กองทัพพยัคฆ์ย่อมแตกพ่าย และตัวหม่อมฉันเองก็คงไม่แคล้วกลายเป็นผีเฝ้าชายแดน ไฉนเลยจะเรียกว่าความห่วงใยส่วนตัวได้เล่าคะ"
คำพูดตัดเยื่อใยที่แฝงความหยอกเย้ากลับไม่สามารถปกปิดร่องรอยความไหววั่นในแววตาคู่สวยนั้นได้ ฉินจื่อเหยียนสังเกตเห็นประกายความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนงามนั้นอย่างชัดเจน สตรีผู้นี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่าบอบบางมาโดยตลอด นางใช้ความเยือกเย็นและความไร้หัวใจมาเป็นเกราะกำบังตนจากโลกอันโหดร้าย หารู้ไม่ว่า... ยิ่งนางทำตัวเข้มแข็งเท่าไหร่ เขากลับยิ่งปรารถนาที่จะโอบกอดและปกป้องนางไว้จากลมฝนทั้งปวงมากเท่านั้น
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย
ฉินจื่อเหยียนยื่นมือหนาออกไปอย่างเชื่องช้า นิ้วมือหยาบกร้านที่มีรอยด้านจากการจับกระบี่แตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนใสโดยไม่มีการบอกกล่าว กู้หลิงเซียนสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยแต่นางไม่ได้ถอยหนี
สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ยามนี้กลับนุ่มนวลราวกับกลัวว่าแก้มเนียนนั้นจะบอบช้ำ
"ปากแข็งเสียจริงนะ... หลิงเซียน" น้ำเสียงของฉินจื่อเหยียนทุ้มนุ่มและแหบพร่าอย่างประหลาด "เจ้าบอกว่าเจ้าไร้หัวใจ... แต่ยามที่เจ้าคอยป้อนยา ขัดเช็ดตัว และเฝ้าไข้ข้าตลอดสามคืนที่ผ่านมา แววตาของเจ้ามันฟ้องเสียยิ่งกว่าคำพูดร้อยพันคำ"
กู้หลิงเซียนรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เลือดในกายสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าว นางพยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสที่ทำ1ให้หัวใจสั่นไหว แต่มือใหญ่อีกข้างกลับประคองคางนางไว้แผ่วเบาบังคับให้สบตา
"หม่อมฉัน... แค่ทำตามหน้าที่..." เสียงของนางแผ่วเบาลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นมาแรมปีราวกับกำลังจะพังทลายลงในชั่วพริบตา
"หน้าที่หรือ?" ฉินจื่อเหยียนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย้ยหยันเช่นเคย หากแต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและจริงจัง "มีหน้าที่ใดในแผ่นดินนี้ ที่สั่งให้กุนซือผู้เยือกเย็นยอมอดหลับอดนอนเพื่อปรุงยาถอนพิษด้วยตนเอง มีหน้าที่ใดที่ทำให้แววตาของสตรีผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด ต้องฉายแววกังวลยามที่ข้าบาดเจ็บ... บอกข้าสิ หลิงเซียน"
หัวใจของกู้หลิงเซียนกระหน่ำเต้นราวกับกลองศึก นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่มักจะเยียบเย็นของเขา ยามนี้มันกลับสะท้อนภาพเงาของนางเพียงผู้เดียว ความจริงใจและความมั่นคงที่ฉายชัดออกมาทำให้กำแพงในใจของนางพังทลายลงทีละน้อย ความดีและความห่วงใยที่เขาคอยปกป้องคุ้มครองนางจากเงื้อมมือของฮ่องเต้เฉินหลงในยามวิกฤต ภาพความอบอุ่นที่เขาแสดงออกโดยไม่เอ่ยคำหวาน ย้อนกลับมาตอกย้ำว่าบุรุษผู้นี้... ไม่ใช่ปีศาจกระหายเลือดอย่างที่คนทั่วหล้าร่ำลือ หากแต่เป็นพยัคฆ์หนุ่มที่มอบหัวใจทั้งหมดให้แก่สตรีเพียงคนเดียวอย่างมั่นคง
นางหลับตาลงช้าๆ ยอมรับความจริงในใจที่พยายามปฏิเสธมาตลอดว่า แท้จริงแล้ว... นางเองก็มองเห็นความจริงใจอันล้ำค่าภายใต้ท่าทีดุดันนั้นเช่นกัน
"ท่าน... ช่างร้ายกาจนัก..." กู้หลิงเซียนพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนฉินจื่อเหยียนแทบลืมหายใจ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและความเข้าใจอันลึกซึ้งของคนทั้งคู่ กลิ่นธูปแปลกประหลาดที่ลอยมาตามสายลมยามค่ำคืนก็ทำให้สัญชาตญาณของกุนซือสาวตื่นตัวขึ้นทันที!
"เดี๋ยว... ท่านอ๋อง ได้กลิ่นนี่หรือไม่คะ..." กู้หลิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น ดึงสติตนเองกลับมาในพริบตา
ฉินจื่อเหยียนหรี่ตาลง รัศมีนักฆ่าแผ่ซ่านออกจากร่างทันที เขาสบตากับกุนซือสาวที่พยักหน้าส่งสัญญาณเตือนอย่างรู้ใจ
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ขยับตัว เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าค่ายบัญชาการ พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของทหารยามที่ดังแทรกสายฝนเข้ามา
"มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง! กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรล้อมค่ายไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจื่อเหยียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้บาดแผลที่หัวไหล่จะยังไม่หายสนิท แต่แววตากลับคมกلاปราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น ขณะที่กู้หลิงเซียนรีบคว้ากระบี่คู่กายขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือ นางก้มมองม้วนกระดาษสีเหลืองทองที่ทหารวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถวายถึงมือฉินจื่อเหยียน
เมื่อผู้เป็นแม่ทัพคลี่พระราชโองการลับฉบับใหม่ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ไหววับ ดวงตาคมกริบก็ต้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นพระนามผู้ลงนามในราชโองการฉบับนั้น... มันไม่ใช่ลายมือของฮ่องเต้เฉินหลง แต่เป็นตราประทับเลือดจาก "ไทเฮา" ที่สั่งปลดฉินจื่อเหยียนออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และมีรับสั่งให้ประหารชีวิตกู้หลิงเซียนในข้อหากบฏทันที!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 8
ระยะห่างที่ลดลง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!