คมดาบในมือของฉินจื่อเหยียนมิได้สะท้อนแสงจันทร์ยามวิกาล หากแต่สะท้อนหยดเลือดสีแดงฉานที่ค่อยๆ ไหลหยดลงตามร่องเหล็กกล้า เสียงโลหะกระทบพื้นหินศิลาในตำหนักบูรพา Sound ดังสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก ขณะที่กู้หลิงเซียนยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังร่างไร้วิญญาณของมือสังหารหลวง ปลายนิ้วเรียวของนางยังคงซ่อนเข็มพิษอาบยาชาไว้ในแขนเสื้อ ทว่าหัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง กลับสั่นไหวรุนแรงจนน่าตกใจ
"เจ้าประเมินความเด็ดขาดของเฉินหลงต่ำเกินไป หลินเซียน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของท่านอ๋องดังขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งความโทสะที่ถูกกดทับไว้อย่างแนบเนียน ฉินจื่อเหยียนไม่ได้หันกลับมามองนางทันที เขายังคงใช้ปลายดาบเขี่ยร่างของมือสังหารที่สวมชุดดำสนิท ตราสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์ลายเมฆที่ปักด้วยดิ้นเงินบริเวณปกเสื้อนั้นฟ้องชัดเจนว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่โจรภูเขาทั่วไป แต่เป็นราชองครักษ์เงาภายใต้สังกัดโดยตรงของฮ่องเต้
กู้หลิงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกซึ้ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศมิได้ทำให้นางสะิธกสะท้าน แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง นางก้าวเท้าเดินผ่านกองเลือดอย่างระมัดระวัง อาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยชายกระโปรงเปื้อนฝุ่นผงเล็กน้อย ทว่าท่าทางกลับสง่างามและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่เสื่อมคลาย
"หม่อมฉันมิได้ประเมินพระองค์ต่ำไปเพคะ... แต่หม่อมฉันกำลังเดิมพันว่า ฮ่องเต้จะไม่กล้าแลก ‘กำลังพลเจ็ดหมื่นนาย’ ในชายแดนเหนือ กับการสูญเสียกุนซือผู้กุมแผนที่ค่ายกลพยัคฆ์ในยามนี้" นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมบาดลึกราวกับคมมีดซ่อนในแพรไหม
ฉินจื่อเหยียนชะงักฝ่ามือที่กำด้ามดาบแน่น เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยดุดันและเยียบเย็นยามอยู่ในสนามรบ บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่ผู้ใด in this world ก็ไม่มีวันได้เห็น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในย่างก้าวเดียว กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามและจันทราโอบล้อมกู้หลิงเซียนไว้จนแทบ
"เดิมพันด้วยชีวิตของเจ้าเนี่ยนะ?" ฉินจื่อเหยียนเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "เจ้าคิดว่าชีวิตของกู้หลิงเซียนมีค่าแค่กระดานหมากรุกในสายตาเราหรืออย่างไร?"
ดวงตากลมโตคู่สวยเงยขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า ในระยะที่ใกล้เพียงแค่ลมหายใจกั้น นางสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากแผ่นอกแกร่งภายใต้อาภรณ์สีเข้มที่ชุ่มโชกด้วยหยาดเหงื่อและไอสังหาร
"ชีวิตของหม่อมฉัน... ตั้งแต่เลือกที่จะก้าวเข้ามาในวังวนแห่งการแย่งชิงบัลลังก์นี้ ย่อมไม่ใช่ของหม่อมฉันเองอีกต่อไปเพคะ ท่านอ๋องโปรดจำไว้..." นางเอ่ยเสียงเบาหวิวแต่หนักแน่นในทุกพยางค์ "หมากตานี้ หากเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว คือความตายของพวกเราทั้งคู่"
"หากเป็นความตาย... เราย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าแม้แต่น้อย"
ฉินจื่อเหยียนเอ่ยแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบดั่งเช่นเคย หากแต่เปี่ยมไปด้วยพันธสัญญาอันหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซาน ฝ่าหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมขึ้นสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะสลายหายไปกับสายลมยามราตรี
กู้หลิงเซียนสะท้านเฮือก หัวใจที่ถูกปิดตายด้วยกำแพงแห่งความแค้นและอดีตอันขื่นขม กลับถูกความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาพังทลายลงทีละน้อย นางพยายามเบือนหน้าหลบเพื่อซ่อนความไหววูบในแววตา ทว่าปลายนิ้วแข็งแกร่งกลับเชยคางนางขึ้นบังคับให้สบตาเขาตรงๆ
"มองหน้าเรา หลิงเซียน" เขากระซิบชิดริมหีบฝีปาก ลลมหายใจอุ่นร้อนปะัดผ่านพวงแก้มขาวเนียน "จำคำพูดของเราในคืนนี้ให้ดี... ตราบใดที่ฉินจื่อเหยียนผู้นี้ยังมีลมหายใจ ต่อให้ต้องคว่ำแผ่นดินพลิกฟ้า หรือประกาศสงครามกับบัลลังก์มังกรทั้งบัลลังก์ เราก็จะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดพรากเจ้าไปจากอ้อมแขนนี้ได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดหยดสุดท้ายก็ตาม!"
คำประกาศิตอันดุดันและมั่นคงดั่งหินผานั้น สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของตำนานบูรพา ไม่มีคำหวานเชื่อมใดๆ ไม่มีบทกลบทกวีพรรณนาความรัก ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นยิ่งกว่าสัญญาฟ้าดิน กู้หลิงเซียนนิ่งงัน หยาดน้ำใสคลอหน่วยตาคู่สวยอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกโหยหาและหวาดกลัวที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็นมานานปี พรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก
นางยื่นมือเรียวขึ้นแตะทาบลงบนหลังมืออุ่นของเขาที่แนบอยู่ข้างแก้ม แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "ท่านอ๋อง... พระองค์ทรงบ้าไปแล้วจริงๆ เพคะ"
"ใช่ เราบ้าไปแล้ว..." ฉินจื่อเหยียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและดุดันในคราวเดียวกัน "เราบ้าคลั่งตั้งแต่วันที่ยอมจำนนต่อรอยยิ้มเยียบเย็นบนท้องท้องพระโรงของเจ้าแล้ว"
บรรยากาศรอบกายคล้ายหยุดนิ่ง ความตึงเครียดจากคมดาบเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยคลื่นอารมณ์อันลึกซึ้งและโหยหา ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ในภวังค์แห่งความรักอันเปราะบาง...
*เพล้ง!*
เสียงกระเบื้องแตกละเอียดดังขึ้นจากเบื้องบนหลังคาตำหนัก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบตำหนักบูรพาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของพลังปราณอันกล้าแกร่งและคมดาบที่ชักออกจากฝักนับร้อยเล่มแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศจนน่าอึดอัด
ฉินจื่อเหยียนแววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายในพริบตาเดียว เขาตวัดร่างกู้หลิงเซียนเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งด้วยมือข้างเดียวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมืออีกข้างที่คว้าดาบยาวขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือ
ประตูกระดาษสาของตำหนักบูรพาถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังปราณระเบิด แสงคบเพลิงนับร้อยดวงสาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้าดั่งเวลากลางวัน ร่างของขันทีเฒ่าคนสนิทแห่งตำหนักในก้าวเดินนำหน้าเข้ามา พร้อมกับราชสีห์ทองคำในมือที่ชูขึ้นสูงเด่นเป็นสง่า
"พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้!" เสียงแหลมสูงตะโกนก้องกังวานทำลายความเงียบ "แม่ทัพฉินจื่อเหยียน และกุนซือหลิงเซียน มีความผิดฐานสมคบคิดกับกบฏ ชักนำกำลังพลนอกอาณาเขตเข้าใกล้เมืองหลวง มีรับสั่งให้ปลดจากตำแหน่งทันที และ... ให้นำตัวกุนซือหลิงเซียนไปประหารชีวิตที่ลานประหารประตูลู่เหมิน ณ บัดนี้!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้อ่านมาจนถึงบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 26
คำสัญญาใต้ดาบ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!