กระดาษสาแผ่นบางในมือสั่นระริกโดยมิอาจควบคุม มิใช่เพราะความหนาวเหน็บยามค่ำคืนของค่ายทหารบูรพา หากแต่เป็นเพราะน้ำหนักอักษรหมึกดำที่ประทับตราหยกมังกรทอง
*“...กู้หลิงเซียน คบคิดศัตรู ลอบส่งแผนที่ค่ายกล สั่งประหารทันที ณ ค่ายหลวง มิให้ผู้ใดขัดขวาง”*
ความเงียบงันภายในกระโจมบัญชาการหนาหนักราวนำ้ผึ้งเคี่ยวเดือดที่พร้อมแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ เปลวเทียนสีส้มไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าใบหนา ฉินจื่อเหยียนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เงาร่างของท่านอ๋องทอดทับร่างของนางจนมิด ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ
เขามิได้กล่าวสิ่งใดออกมาทันที ความเงียบงันนี้บาดลึกยิ่งกว่าคมกระบี่
"ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์เช่นนั้น..." น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์บาดเจ็บดังขึ้นในลำคอ ฉินจื่อเหยียนก้มลงมองสตรีที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะประดับตำรา นางมิได้ร้องไห้ มิได้สะท้านไหว แม้กระทั่งปลายนิ้วที่ประสานกันบนตักยังคงมั่นคงราวกับหินผา
กู้หลิงเซียนเงยหน้าขึ้น ช้าๆ ดวงตาคู่หงส์ที่มักฉายแววเฉียบคมดุจประกายกระบี่ บัดนี้กลับราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว นางแย้มสรวลเบาบาง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและอำนาจเบื้องสูง
"ข่าวลือในราชสำนักร่ำลือกันมานานแรมเดือนแล้วมิใช่หรือเพคะ ว่ากุนซือข้างกายท่านแม่ทัพผู้นี้ แท้จริงแล้วคือหนามยอกอกที่ฮ่องเต้ทรงต้องการกำจัดมากที่สุด" เสียงหวานใสเอื้อnเอ่ยราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าทุกพยางค์กลับคมกริบ "เกรงว่า... สิ่งที่ฝ่าบาททรงหวาดกลัวมิใช่แค่ตัวหม่อมฉันหรอกเพคะ แต่คืออำนาจในกำมือของท่านอ๋องต่างหาก"
ฉินจื่อเหยียนขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนเด่น ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางจนแทบชิด มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าจับเรียวแขนนั้น ทว่ากลับชะงักค้างไว้กลางอากาศ ราวกับเกรงว่าแรงอารมณ์ของตนจะเผลอทำลายล้างสตรีตรงหน้าให้แหลกสลายคามือ
"เปิ่นหวางเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด แผ่นดินนี้... ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวาง แม้กระทั่งโอรสสวรรค์"
น้ำเสียงนั้นดุดันและเด็ดเดี่ยว ทว่ากู้หลิงเซียนกลับส่ายหน้าเบื้องช้า นางลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาเคลื่อนไหวพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน กลิ่นอายจางๆ ของชาดอกเหมยผสมกลิ่นอายบุรุษลอยอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเข and นาง
"ท่านแม่ทัพทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ ว่าเรากำลังเล่นหมากกระดานใดอยู่" นัยน์ตาสอดประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ความลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นแผดเผาจนแทบหลอมละลาย "หากท่านปกป้องหม่อมฉัน ฝ่าบาทจะมีราชโองการฉบับที่สองตามมาในข้อหา 'กบฏร่วมกัน' ถึงเวลานั้น กองทัพนับแสนที่ท่านฟูมฟักมากับมือจะต้องกลายเป็นกบฏในสายตาแผ่นดิน ประชาชนนับล้านจะเดือดร้อนเพราะสตรีเพียงคนเดียว... ท่านจะยอมแลกทุกอย่างเช่นนั้นหรือเพคะ?"
"เปิ่นหวางยอมแลกทุกสิ่ง แม้กระทั่งบัลลังก์ใต้หล้า หากต้องแลกมาด้วยลมหายใจของเจ้า!"
คำประกาศิตนั้นดังสะท้อนก้องในความเงียบ เป็นถ้อยคำที่หนักแน่นยิ่งกว่าภูเขาไท่ซาน และลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร ทว่ากู้หลิงเซียนกลับรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มพุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจ หัวใจที่นางพยายามปิดตายมาเนิ่นนาน บัดนี้กลับถูกความอบอุ่นและดุดันของบุรุษผู้นี้สั่นคลอนจนแทบทานทนไม่ไหว
นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป แตะสัมผัสลงบนสันกรามคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ความดุดันในแววตาของฉินจื่อเหยียนอ่อนยวบลงทันที
"ท่านโง่เขลาเหลือเกิน... ฉินจื่อเหยียน" นางกระซิบ เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยก่อนจะถูกกลบด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย "แต่ในยามที่โดดเดี่ยวที่สุดในวังหลวงแห่งนั้น มีท่านที่กล้าประกาศกร้าวเช่นนี้... ชีวิตของกู้หลิงเซียนผู้นี้ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว"
"เจ้าจะไม่ตาย" ฉินจื่อเหยียนคว้ามือของนางขึ้นมาจุมพิตลงบนหลังมืออย่างทะนุถนอม ราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลอันโหดร้ายนี้ "เปิ่นหวางจะไม่ยอมให้เงาหัวของใครมาแตะต้องเจ้า แม้แต่เงาของฮ่องเต้ก็ไม่มีสิทธิ์!"
บรรยากาศภายในกระโจมตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามดังขึ้นที่ด้านนอก ตามด้วยเสียงรายงานที่ทำลายความเงียบ
"กราบทูลท่านอ๋อง! มีราชทูตพิเศษจากเมืองหลวง... ถือพระราชโองการด่วนที่สุด มาถึงหน้าค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจื่อเหยียนหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างทันที ทว่าในขณะที่ท่านอ๋องกำลังจะก้าวออกไปจัดการกับปัญหาภายนอก กู้หลิงเซียนกลับดึงชายเสื้อของเขาไว้เบาๆ
นางหันไปหยิบกาชาเคลือบกระเบื้องสีครามที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ รินน้ำชาสีอำพันอุ่นๆ ลงในจอกกระเบื้องบางเฉียบสองใบ กลิ่นหอมหวานของชาสมุนไพรลอยกรุ่นกลบกลิ่นอายคาวเลือดรอบกาย
"ท่านอ๋อง... ดื่มชาก่อนเถอะเพคะ" นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉินจื่อเหยียนกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ "ทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก หม่อมฉันเพียงอยากให้ท่าน... จดจำรสชาตินี้ไว้"
นางยื่นจอกชาให้เขา ขณะที่นางเองก็ยกจอกชาอีกใบขึ้นจิบช้าๆ สายตายังคงจ้องมองออกไปนอกผืนผ้าใบกระโจมที่เงาร่างของราชทูตกำลังก้าวเข้ามาใกล้ทุกที... และในวินาทีที่ฉินจื่อเหยียนรับจอกชามาถือไว้ ความผิดปกติบางอย่างก็พุ่งเข้าชนสัญชาตญาณนักรบของเขาทันที!
น้ำชาในจอกของนาง... มีกลิ่นหอมหวานของดอกบัวหิมะ แต่ปะปนด้วยกลิ่นจางๆ ของ 'พิษสลายโลหิต' ที่มีเพียงสำนักลับในวังหลังเท่านั้นที่ครอบครอง!
"หลิงเซียน!" ท่านอ๋องคำรามลั่นด้วยความตระหนก ทว่า... ร่างบางเบื้องหน้ากลับทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของเขา พร้อมกับโลหิตสีดำเข้มที่ไหลรินออกจากมุมปากระเรื่ออย่างช้าๆ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหมากเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 21
ข่าวลือในราชสำนัก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!