เสียงระเบิดกัมปนาทจากทิศบูรพาครามสั่นสะเทือนผืนปฐพีจนคานไม้ของกระโจมบัญชาการสั่นไหว ฝุ่นผงละอองสีเทาโปรยปรายลงมาดั่งหิมะพิสดาร กลบเกลื่อนกลิ่นอายความตายที่ลอยคละคลุ้งมากับสายลมราตรี กู้หลิงเซียนมิได้แม้แต่จะกะพริบตา ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือของนางยังคงลากเส้นสีชาดลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์อย่างมั่นคง แม้ว่าหยดหมึกจะกระเซ็นออกนอกเส้นทางเล็กน้อยจากแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่
"รายงาน! ค่ายย่อยที่สาม... แนวป้องกันด่านหน้าต้านทานไม่ไหวแล้วพ่ะยะค่ะ!"
ทหารสื่อสารผู้หนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในกระโจม ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและคราบเขม่าดินปืน ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดตื่นจนแทบถลน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความตื่นตระหนกจากผู้บังคับบัญชา หากแต่เป็นความเงียบงันอันเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
กู้หลิงเซียนวางพู่กันลงอย่างช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนทราย ฉินจื่อเหยียน ในชุดเกราะเหล็กดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทะยานนภา ไหล่กว้างคู่นั้นแบกรับชะตากรรมของแผ่นดิน แต่ในยามนี้ แววตาคมกริบดั่งใบมีดของเขากลับทอดมองมาที่นางเพียงผู้เดียว
"พวกมันใช้ 'เพลิงมังกรทลายศิลา' หรือไม่" น้ำเสียงของกู้หลิงเซียนราบเรียบ ราวกับกำลังไต่ถามดินฟ้าอากาศ หาใช่ข่าวคราวความพ่ายแพ้ของกองกำลังฝ่ายตน
"เรียนกุนซือ... มิใช่พ่ะยะค่ะ" ทหารนายนั้นกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ "แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามหาได้ใช้เครื่องกลหนักไม่ แต่พวกมันใช้ระเบิดเพลิงที่ซุกซ่อนไว้ใต้ดิน... ใต้ฐานรากของค่ายย่อยที่เราเพิ่งยึดมาเมื่อสามวันก่อน เป็นกลศึกซ้อนกลที่พวกมันยอมสละพลทหารนับร้อยเพื่อล่อให้เราตายใจพ่ะยะค่ะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมบัญชาการอีกครา กลศึกขุดอุโมงค์ใต้ดินและฝังชนวนเพลิงซ่อนเร้น นี่มิใช่วิถีการรบของแม่ทัพแดนเหนือผู้ห้าวหาญตรงไปตรงมา หากแต่เป็นลายมืออันคุ้นเคยของคนผู้หนึ่ง... คนในราชสำนักที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร และต้องการกำจัดทั้งกองทัพของฉินจื่อเหยียนและสติปัญญาของนางให้สิ้นซากในคราวเดียว
ฮ่องเต้เฉินหลงช่างทรงพระปรีชาสามารถในการ "ยืมดาบฆ่าคน" ยิ่งนัก
"ถอยทัพหรือไม่, หลิงเซียน" ฉินจื่อเหยียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเขาเจือความอ่อนโยนยามที่เอ่ยนามนาง มือหนาเอื้อมออกไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ ลูบไล้หลังมือแผ่วเบาเพื่อถ่าย1ทอดความอบอุ่นท่ามกลางลมหายใจที่กระชั้นชิดของสถานการณ์คับขัน
กู้หลิงเซียนดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง นางส่ายหัวช้าๆ ปอยผมสีดำขลับที่หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าส่อแววเด็ดเดี่ยว "ถอยไม่ได้เพคะท่านอ๋อง หากด่านหน้าแตกพ่าย ค่ายหลักจะตกอยู่ในรัศมีโจมตีของลูกธนูไฟทันที อีกทั้งเบื้องหลังเราคือราษฎรนับหมื่นที่ยังอพยพไม่ถึงเขตปลอดภัย"
"แต่เจ้าก็รู้ว่านั่นคือหลุมพราง" ฉินจื่อเหยียนก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขาม กลิ่นอายสนิมเหล็กและบุรุษเพศโอบล้อมกู้หลิงเซียนไว้ในพื้นที่จำกัด ดวงตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "เป้าหมายของเฉินหลงไม่ใช่แค่การตีค่าย แต่คือการบีบให้เจ้าต้องออกไปเผชิญหน้ากับกองกำลังซุ่มโจมตีของมันที่หุบเขาอัคคี หากเจ้าก้าวเท้าออกจากกระโจมนี้ โอกาสรอดมีไม่ถึงครึ่งส่วน"
"แล้วถ้าหม่อมฉันไม่ไปเล่าพ่ะยะค่ะ?" กู้หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว มุมปากหยักยิ้มบางเบวราวกับเย้ยหยันโชคชะตา "ปล่อยให้ค่ายหลักถูกเผาเป็นจุล หรือจะยอมให้ฝ่าบาททรงหนีพ้นข้อครหาว่าพ่ายแพ้เพราะกุนซือไร้ความสามารถ ท่านอ๋อง... ท่านย่อมรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้มิใช่แค่การรบกับข้าศึกนอกด่าน แต่เป็นการพิสูจน์ว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ในกำมือของผู้ใด"
นางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายจันทร์เพ็ญผสมผสานกับกลิ่นหมึกจีนบนโต๊ะทำงานช่วยดึงสติให้กลับมาจดจ่ออยู่กับการเดินหมากกระดานนี้ "หม่อมฉันจะนำทหารหน่วยกล้าตายร้อยนายออกไปยันข้าศึกที่ช่องแคบผาโลหิต ท่านอ๋องจงนำกำลังหลักเข้าโอบล้อมจากด้านหลัง ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของพวกมันให้สิ้นซาก"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!" ฉินจื่อเหยียนขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก นัยน์ตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน เขาคว้าต้นแขนเรียวของนางไว้แน่นจนเนื้อตัวสั่นเทา "ข้าไม่อนุญาต! ให้ค่ายแตกพ่าย ให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ ให้บัลลังก์นั่นพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาข้า... ข้าก็ไม่มีวันใช้ชีวิตของเจ้ามาแลกกับชัยชนะเด็ดขาด!"
ความอบอุ่นบางอย่างวาบผ่านหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานของกู้หลิงเซียน นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพปีศาจผู้ไร้ความปรานี แต่ในยามนี้เขากลับมีแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ยกขึ้นแตะลงบนริมฝีปากของเขา เพื่อห้ามมิให้เขาเอ่ยวาจาใดออกมาอีก สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ลมหายใจของฉินจื่อเหยียนสะดุดกึก
"ท่านอ๋อง... ท่านเคยตรัสว่าดวงใจของท่านมอบให้แผ่นดิน แต่ชีวิตของท่านมีไว้เพื่อปกป้องหม่อมฉันมิใช่หรือพ่ะยะค่ะ" รอยยิ้มของนางงดงามดั่งดอกไม้พิษที่ผลิบานกลางหิมะ "ในเมื่อเราผูกพันชะตากรรมกันไว้แล้ว เหตุใดท่านจึงคิดว่าหม่อมฉันจะยอมตายอยู่ข้างหลังในฐานะผู้เฝ้ารอเล่า"
ยังไม่ทันที่ฉินจื่อเหยียนจะได้เอάวาจาใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับเงาร่างขององครักษ์เงาคนสนิทที่พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยสภาพสะביกสะปอม
"ท่านอ๋อง! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายสวมชุดเกราะทหารหลวงบุกเข้ามาทางด้านหลังกระโจมเสบียงแล้วพ่ะยะค่ะ! พวกมัน... พวกมันนำราชโองการลับสลักลายมังกรทองมาด้วย!"
ฉินจื่อเหยียนชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีในพริบตา เขากวาดสายตากลับมามองกู้หลิงเซียนที่ในยามนี้รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบกลับยิ่งลึกล้ำชวนขนลุก
ดรุณีสาวย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันทั่วกระโจม
"ดูท่าทาง... ฝ่าบาทคงไม่ทรงอดรนทนรอให้พวกเราตายด้วยน้ำมือข้าศึกนอกด่าน จึงทรงส่ง 'ราชโองการประหาร' ฉบับนี้มาเร่งรัดพวกเราด้วยพระองค์เองแล้วกระมังพ่ะยะค่ะ"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 17
ด่านหน้าถูกตีแตก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!