คาวโลหิตคละคลุ้งจนแทบสำลักกลิ่นอายแห่งความตาย กลิ่นดินปืนและคราบเลือดแห้งกรังบนเกราะเหล็กนิลกาฬมิอาจกลบความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมค่ายหลวงยามราตรีนี้ลงได้
ภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ แสงจากตะเกียงน้ำมันพรรณรายวับแวมสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายดั่งสลักจากหินหยกขาวของฉินจื่อเหยียน ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองแผนที่ยุทธศาสตร์ปักด้วยด้ายทองบนโต๊ะไม้ทึบ ทว่าสมาธิของท่านมิได้อยู่บนเส้นทางเดินทัพ หากแต่หยุดนิ่งอยู่ที่หยาดโลหิตหยดสุดท้ายที่ซึมผ่านรอยแยกของเกราะหนังบนเรียวแขนแกร่ง
กู้หลิงเซียนก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบดั่งภูตพราย นางในอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาประดับดิ้นเงิน แม้ชายผ้าจะเปรอะเปื้อนคราบเลือดสีคล้ำของข้าศึกที่กระเด็นใส่ระหว่างคุมเชิงบนหอคอยบัญชาการ ทว่าท่าทีของนางยังคงสงบนิ่ง เยือกเย็น และปราศจากความหวาดหวั่น กลิ่นอายของความตายมิอาจสั่นคลอนสตรีผู้ใช้สติปัญญาเป็นเกราะคุ้มกันกายผู้นี้ได้
"บาดแผลที่หัวไหล่ซ้าย... ท่านแม่ทัพยังฝืนขยับแขนขวาเช่นนั้น รอยแผลคงฉีกถึงเนื้อชั้นในอีกรอบกระมั้งเพคะ"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยระคนตำหนิเล็กน้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่ทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าบุรุษผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของกองทัพ มือเรียวดุจหยกสลักหยิบผ้าแพรสะอาดจุ่มลงในอ่างน้ำอุ่นผสมสมุนไพรจีนกลิ่นฉุนกึก บรรจงเช็ดคราบโลหิตตามกรอบหน้าคมคายและลำ cuello แกร่งอย่างเบามือ
ฉินจื่อเหยียนมิได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวนุ่มปรนนิบัติอย่างเงียบงัน ทว่าดวงตาคมปลาบกลับมิได้ละไปจากใบงดงามที่ฉาบไล้ด้วยความเหนื่อยล้าของนางเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าตำหนิข้าในใจอีกแล้วใช่หรือไม่... หลิงเซียน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของราตรีที่มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวผ่านผืนผ้าใบกระโจม
"หม่อมฉันมิกล้าบังอาจตำหนิแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรหรอกเพคะ" นางเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้น ขณะที่ปลายนิ้วจรดลงบนบาดแผลลึกบริเวณหัวไหล่ของเขาอย่างระมัดระวัง "เพียงแต่... ชัยชนะในสมรภูมิหุบเขาพยัคฆ์คำรามเมื่อยามอัสดงที่ผ่านมา ต้องแลกมาด้วยชีวิตของกองหน้าสามพันนาย และทหารหน่วยสนับสนุนอีกนับหมื่น... ชัยชนะที่ทอดร่างเรียงรายเป็นภูเขาเลากาเช่นนี้ ท่านอ๋องทรงคิดว่าคุ้มค่าแล้วจริงๆ หรือเพคะ"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความจริงอันโหดร้าย ฉินจื่อเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"สงครามมิใช่การละเล่นหมากรุกบนโต๊ะน้ำชาของเหล่าคุณชายในเมืองหลวง หลิงเซียน... หากข้าไม่เด็ดขาดปล่อยให้ทหารกองหน้าบุกตะลุยเข้าตีค่ายกลของแคว้นเป่ยฉีตามแผนที่เจ้าวางไว้แต่แรก ทัพหลวงทั้งหมดคงมิใช่แค่สูญเสียหมื่นนาย แต่อาจต้องพินาศทั้งกองทัพ"
มือหนาเอื้อมขึ้นกุมมือเรียวที่กำลังทำแผลให้เขาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและสั่นเทาเล็กน้อย สะท้อนความกดดันมหาศาลที่แบกรับไว้บนบ่ากว้าง "ข้าต้องเป็นผู้สั่งให้พวกเขาเดินไปสู่ความตาย... ข้ารู้ดีว่าความแค้นของฮ่องเต้ในเมืองหลวงกำลังรอเหยียบย่ำซากศพพวกเราอยู่ หากไม่ชนะอย่างเด็ดขาด พวกเราทุกคน... แม้แต่เจ้า ก็จะไม่มีแผ่นดินกลบหน้า"
กู้หลิงเซียนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยเงยขึ้นสบตาคมปลาบที่ฉายแววเจ็บปวดลึกซึ้ง ความเยือกเย็นที่นางใช้ห่อหุ้มหัวใจมาตลอดหลายปีพังทลายลงชั่วขณะ เมื่อตระหนักว่าภายใต้เกราะเหล็กของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดผู้นี้ แบกรับหยาดน้ำตาและวิญญาณของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้นับหมื่นดวงหนักหนาเพียงใด
นางมิได้ดึงมือกลับ ปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาถ่ายทอดความเหนื่อยล้าเข้าสู่เรียวมือของนาง "หม่อมฉันเข้าใจเพคะ... เพียงแต่ คืนนี้... ยอดทหารที่พลีชีพเหล่านี้ยังไม่ได้แม้แต่จะปิดเปลือกตาอย่างสงบ ครอบครัวของพวกเขาในหมู่บ้านชายแดนคงกำลังรอคอยความหวัง ทว่าสิ่งที่พวกเขากลับได้รับ มีเพียงป้ายวิญญาณและอัฐิที่ห่อด้วยผ้าขาว"
บรรยากาศภายในกระโจมยิ่งทวีความบีบคั้น หัวใจสองดวงที่ผ่านศึกการเมืองและสงครามมาโชกโชน ต่างรับรู้ถึงความเปราะบางของกันและกันในความมืดมิดนี้ ฉินจื่อเหยียนโน้มใบหน้าลงมาใกล้ หน้าผากกว้างชนเข้ากับหน้าผากมนของนางแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายคาวเลือดระรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน
"อยู่เคียงข้างข้า... หลิงเซียน" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาราวกับคำปฏิญาณท่ามกลางพายุฝน "ไม่ว่าภายภาคหน้า ฮ่องเต้เฉินหลงจะส่งราชโองการเลือดมากี่ฉบับ หรือขุนนางกังฉินในราชสำนักจะสุมหัวกันบีบคั้นเราเช่นไร... ขอแค่มีเจ้าอยู่ตรงนี้ ข้าต่อให้พลิกแผ่นดินหลุมศพนี้ ก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าเด็ดขาด"
นางหลับตาลงรับสัมผัสอันมั่นคงนั้น หัวใจที่เคยด้านชากลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรักของบุรุษผู้นี้หนักหนาและดุดันดั่งขุนเขา แต่มันก็อบอุ่นปลอดภัยยิ่งกว่ากำแพงวังใดๆ ในแผ่นดิน
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเงียบงันอันลึกซึ้งนั้นถูกกระชากขาดลงอย่างไม่ทันตั้งตัว!
*พรึบ!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้ากระโจมบัญชาการ พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจขององครักษ์หน้าค่าย
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจื่อเหยียนผละออกจากร่างบางทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุจใบมีดในพริบตาเดียว เขาตวัดดาบยาวข้างกายเข้ามือในท่าเตรียมพร้อม ขณะที่กู้หลิงเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงด้วยความสังหรณ์ใจอันเลวร้าย
ม่านกระโจมถูกสะบัดเปิดออกอย่างแรงด้วยมือของแม่ทัพรองผู้หนึ่ง เนื้อตัวของเขาท่วมไปด้วยเหงื่อไคลและหยาดโคลน ปลายเกราะชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ที่มิใช่เลือดของข้าศึก แววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนแทบเสียสติ
"ทูลท่านอ๋อง! กองกำลังอารักขาจากเมืองหลวง... นำโดยขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ บุกเข้ามาล้อมค่ายหลวงของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
แม่ทัพรองผู้นั้นหอบหายใจสะท้าน ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นด้วยความสิ้นหวัง พร้อมกับชูวัตถุบางอย่างขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"พวกมัน... พวกมันนำราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดมาประกาศ... หาว่ากองทัพเราสมรู้ร่วมคิดกับแคว้นเป่ยฉี จงใจปล่อยให้ทหารตายเพื่อสร้างผลงาน และ... และมีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพ พร้อมกับ... ควบคุมตัวกุนซือหลิงเซียนกลับไปรับโทษทัณฑ์ฐานเป็นกบฏ ณ เมืองหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น บรรยากาศภายในกระโจมก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว ฉินจื่อเหยียนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่รังสีอำมหิตและจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวจะแผ่พุ่งออกมาจากร่างแกร่งจนอากาศแทบบิดเบี้ยว
กู้หลิงเซียนก้มมองม้วนราชโองการประทับตราหยกสีชาดที่สะท้อนแสงไฟวับแวมอยู่ในมือของทหารรองผู้นั้น มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ สิ้นเชิง
...หมากตานี้ของฮ่องเต้... ช่างเดินได้รวดเร็วและเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 19
ชัยชนะแลกเลือด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!