"บาดแผลฉกรรจ์เพียงนี้ หากเจ้ายังดึงดันโคจรพลังปราณอัคคีทมิฬต่อ เกรงว่าเส้นชีพจรหัวใจของเจ้าคงแหลกสลายกลายเป็นผุยผงก่อนจะได้สะสางความแค้นเสียอีก..."
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำศิลาโบราณ ไป๋หลินขยับเรียวคิ้วงามเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสลักบรรจงกดจุดชีพจรบริเวณแผ่นอกเปลือยเปล่าที่มีร่องรอยบาดแผลจากกระบี่มารโลหิตของจ้าวเฟยหลงอย่างระมัดระวัง กลิ่นอายความเย็นเยียบของเคล็ดวิชาบุปผาน้ำแข็งถูกถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างของชายหนุ่ม เพื่อระงับยับยั้งพิษร้ายที่กำลังกัดกินกระดูก
จ้าวเฟยหลงมิได้ส่งเสียงร้องโودยสักแระแอะ แม้หยาดเหงื่อกาฬจะผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีมองสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความกังวลไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา คัมภีร์วิถีกระบี่เดียวดายในห้วงสมุทรจิตสำนึกของเขายังคงหมุนวน ส่งเสียงคำรามดั่งคลื่นคลั่ง แต่ยามนี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่วเบามาจากสตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี หัวใจที่เคยด้านชาและมุ่งมั่นแต่เพียงวิถีกระบี่กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
"ข้าไม่เป็นไร..." จ้าวเฟยหลงเอ่ยเสียงแหบพร่า ริมฝีปากแห้งผากแย้มยิ้มบางเบาอย่างทระงด "วิถีกระบี่ของข้า... ย่อมต้องผ่านความเจ็บปวดเช่นนี้เป็นธรรมดา ร่างกายนี้มิใช่ของข้าผู้เดียว แต่มันคืออาศัยเพื่อทวงคืนความยุติธรรม"
ไป๋หลินชะงักปลายนิ้วที่กำลังเดินลมปราณให้เขา นางเม้มริมฝีปากสีชาดแน่น ความดื้อรั้นและทะนงตัวของบุรุษผู้นี้มักทำให้1 นางนึกฉุนเฉียวอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ดึงดูดให้นางก้าวเข้ามาพัวพันในวังวนแห่งโชคชะตาที่อันตรายนี้
"เจ้าคนดื้อรั้น..." ไป๋หลินพึมพำเบาๆ เสียงของนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีมรกตบรรจุโอสถทิพย์พันปีออกมาจากแหวนมิติ เม็ดโอสถสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วถ้ำศิลา นางรินน้ำจากถ้วยหยกป้อนให้เขาดื่ม ก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อโอสถป้ายลงบนบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่อย่างทะนุถนอม
บรรยากาศภายในถ้ำยามนี้ช่างเงียบสงบ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยกระทบผืนน้ำด้านล่างเป็นจังหวะ กองไฟกองเล็กๆ ที่จ้าวเฟยหลงก่อไว้สาดแสงสีส้มรำไรขับเน้นให้ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองของไป๋หลินดูนุ่มนวลราวกับภาพวาด นางเซียนผู้สูงศักดิ์ผู้ไม่เคยชายตากล่าวคำนึงถึงบุรุษใดในใต้หล้า บัดนี้กลับยอมลดตัวลงมานั่งดูแลปรนนิบัติจอมยุทธ์หนุ่มผู้มีวิถีกระบี่โดดเดี่ยวอย่างใกล้ชิด
"ทำไม... จึงยอมเสี่ยงชีวิตช่วยข้าในค่ายกลมารโลหิตเมื่อวันก่อน?" จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามทำลายความเงียบ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยราวกับต้องการค้นหาความจริงในใจนาง
ไป๋หลินสะดุ้งเล็กน้อย นางเบือนหน้าหลบสายตาที่ร้อนแรงราชาเปลวเพลิงนั้นชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาสบตาเขาด้วยแววตาที่มั่นคงขึ้น "ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า... ข้าเพียงแต่ทำตามสัญชาตญาณของการบำเพ็ญเพียร... อีกอย่าง หากเจ้าตายในค่ายกลนั้น ใครเล่าจะช่วยข้าไขปริศนาคัมภีร์กระบี่บรรพกาล?"
จ้าวเฟยหลงหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำกังวานก้อง "ปากแข็งนัก... ทั้งที่แววตาของเจ้าฟ้องชัดเจนว่ากังวลแทบแย่ว่าข้าจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น"
"จ้าวเฟยหลง!" ไป๋หลินเอ็ดเบาๆ แก้วกากปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างหาได้ยากยิ่ง นางยื่นมือเรียวหมายจะตีแขนเขาสักทีข้อหาบังอาจหยอกเย้าเซียนผู้สูงส่งเช่นนาง แต่จ้าวเฟยหลงกลับรวดเร็วกว่า เขายื่นมือออกไปคว้าข้อมือเรียวบางนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบไม่หนักหน่วงแต่หนักแน่นพอที่จะทำให้นางขยับไปไหนไม่ได้
ผิวสัมผัสที่แนบชิดทำให้ทั้งสองชะงักค้างไปพร้อมกัน ไป๋หลินรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่าง ปราณในกายปั่นป่วนจนควบคุมได้ยาก ส่วนจ้าวเฟยหลงเองก็พลอยสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกเหมยขาวในฤดูหนาวโชยเข้าจมูก
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันและกัน ความเยือกเย็นที่ไป๋หลินใช้ห่อหุ้มจิตใจมาตลอดหลายร้อยปี บัดนี้หลอมละลายจนหมดสิ้นภายใต้ความร้อนแรงและจริงใจของบุรุษตรงหน้า
"ขอบคุณเจ้า... ไป๋หลิน" น้ำเสียงของจ้าวเฟยหลงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและจริงจังอย่างยิ่งยวด ปราศจากความเย่อหยิ่งทระงดตนดังเช่นเคย "ในยุทธภพอันโหดร้ายนี้ มีเพียงเจ้าที่ยืนเคียงข้างข้าโดยไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ"
ไป๋หลินหลุบตาลงมองมือที่ถูกกุมไว้ หัวใจดวงน้อยที่ปิดตายมานานนับร้อยปีเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาคู่นั้นฉายแววเด็ดเดี่ยวและยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง
"ข้าไม่ได้ยืนเคียงข้างเจ้าเพราะผลประโยชน์... จ้าวเฟยหลง" ไป๋หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของอีกฝ่าย "แต่เพราะวิถีกระบี่ของเจ้า... ทำให้ข้าได้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องใครสักคนมันมีความหมายเพียงใด..."
บรรยากาศรอบกายคล้ายหยุดนิ่ง จ้าวเฟยหลงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ไป๋หลินหลับตาลงอย่างยินยอมพร้อมใจ หัวใจของทั้งสองดวงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางลมปราณที่ประสานสอดรับกันอย่างกลมกลืน ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะประทับเข้าหากันนั้นเอง...
*ตูมมมมมมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายดังสนั่นมาจากปากถ้ำ แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนจนหินงอกหินย้อยร่วงหล่นกราวรูด กองไฟมอดดับลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุม แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คลื่นพลังปราณสีเลือดที่ทรงพลังอำมหิตกำลังแผ่ซ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องกังวานจากภายนอก
"ฮ่าๆๆๆ! คิดไม่ถึงเลยว่า ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหุบเขาน้ำแข็งกับไอ้สวะตระกูลจ้าว จะมาแอบสวีทกันอยู่ในหลุมหลบภัยเช่นนี้!"
ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมสีเลือดปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ พร้อมกับประกายกระบี่มารที่ชี้ตรงมายังพวกเขาโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพอันดุเดือดนี้ไปกับผม มังกรครามท่องภพ ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 15
ใจที่เริ่มละลาย
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!