"ศิษย์พี่รอง... ท่านคิดว่าเต่าหดหัวสองตัวนี้ จะทนรับกระบวนท่า 'อัสนีโลหิต' ของสำนักเราได้สักกี่ลมหายใจกัน?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอสูรทมิฬ กลิ่นอายโลหิตและไอสังหารคละคลุ้งไปทั่วสารทิศ ปราณกระบี่และอักขระเวทนับร้อยสายพุ่งเข้าปิดกั้นทุกเส้นทางหนีราวกับตาข่ายเหล็กกล้า นี่คือการล้อมปราบอันเหี้ยมโหดที่พรรคมารเตรียมการมาอย่างยาวนาน เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว... คือการเด็ดหัวบุรุษผู้ถือครองวิถีกระบี่อันหยิ่งทะนง และสตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพเซียนน้ำแข็งแห่งแดนบูรพา
จ้าวเฟยหลงยืนหยัดนิ่งสงบ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังเงาร่างนับร้อยที่รายล้อมอยู่บนหน้าผาสูงชัน มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่มั่น ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านออกมาจากร่าง ขับไล่ไอหมอกสีเลือดรอบตัวให้ถอยร่นไปหลายฉื่อ เขาไม่ได้ปริปากเอ่ยสิ่งใด ความเงียบของเขากลับทรงพลังยิ่งกว่าคำรามด่าทอใดๆ ในยุทธภพ เพราะสำหรับจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน ศัตรูที่เตรียมตัวมาตาย... ไม่จำเป็นต้องสนทนาด้วย
ข้างกายเขาคือไป๋หลิน นางเซียนผู้สูงส่ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนละอองเลือดบางเบา ทว่าแววตาคู่สวยกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางปรายตามองกลุ่มมารที่ส่งเสียงเอะอะด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหันมาสบตากับชายหนุ่ม ร่างอรชรขยับเข้าประชิดแผ่นหลังกว้างโดยสัญชาตญาณ เคมีและความเชื่อใจระหว่างทั้งสองก่อตัวขึ้นอย่างไร้รอยต่อ ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงเขากับนางที่ยังยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่
"เฟยหลง..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากังวานชัดในจิตสำนึกของชายหนุ่ม "พวกมันทุ่มกำลังระดับผู้อำนวยการเขตมาถึงห้าคน เกรงว่าคราวนี้คงไม่ง่ายดายนัก"
"ต่อให้เป็นเซียนแท้จริงลงมาขวาง..." จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงดุจภูผา ไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ "หากพวกมันกล้าขวางทางที่เราจะไป ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้... แหวกนรกเปิดสวรรค์ให้พวกมันดูเอง"
คำพูดนั้นไม่ได้โอ้อวด แต่มันคือสัจธรรมที่หล่อหลอมจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อในวิถีแห่งกระบี่ ไป๋หลินฟังแล้วมุมปากบางเฉียบก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ นางซ่อนความรู้สึกอบอุ่นที่พรั่งพรูขึ้นในใจไว้ภายใต้ใบหน้าเยือกเย็น ทว่ามือเรียวบางกลับสะบัดเบาๆ ปราณน้ำแข็งบริสุทธิ์นับหมื่นสายรวมตัวกันเป็นเกล็ดกระบี่โปร่งแสงลอยล่องรอบกาย นางยอมมอบหัวใจและวิญญาณให้บุรุษผู้นี้ไปนานแล้ว และในนาทีความเป็นความตายนี้ นางพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่เล่มที่สองเพื่อสังหารหมู่ศัตรูไปพร้อมกับเขา
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก! ปากกล้าขาสั่นเสียจริง จ้าวเฟยหลง วันนี้คือวันตายของเจ้าและนังมารขาวผู้นั้น!"
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นจากร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของมันเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้โบราณ ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเขียวมรกต มันคือหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดแห่งพรรคมารโลหิต นามว่า 'เทียนหลาง' ผู้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์
สิ้นเสียงของเทียนหลาง ปราณมารสีดำทะมึนนับร้อยสายก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ราวกับสายฝนแห่งความตายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซุมลงมาจนพื้นดินใต้เท้าของจ้าวเฟยหลงและไป๋หลินแตกร้าวเป็นทางยาว อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงดังหวีดหิว
จ้าวเฟยหลงไม่รอช้า ร่างสูงสง่าพุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศราวกับมังกรครามทะยานฟ้า พลังปราณกระบี่ระเบิดออกรัศมีร้อยวาจนท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างวาบเป็นสีครามตัดกับความมืดมิด เขาตวัดกระบี่เพียงคราเดียว ปราณกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมาก็กวาดล้างคลื่นปราณมารจนสลายหายไปในพริบตา แรงปะทะสะท้อนกลับจนเหล่าลูกสมุนพรรคมารกระเด็นกระดอนถอยหลังไปนับสิบก้าว
"บังอาจนัก!" เทียนหลางคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นลูกน้องตนเองถูกสังหารในกระบวนท่าเดียว มันซัดฝ่ามือโลหิตอัดแน่นด้วยอักขระเวทโบราณพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของจ้าวเฟยหลงอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ในวินาทีนั้นเอง ไป๋หลินเคลื่อนไหว นางวาดมือเป็นวงกลมกลางอากาศ ปราณน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าปรากฏขึ้นขวางกั้นระหว่างฝ่ามือโลหิตกับตัวของจ้าวเฟยหลง เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว น้ำแข็งและโลหิตกระจายไปทั่วสารทิศ นางกระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเซียวลงถนัดตา ทว่าแววตายังคงแน่วแน่ นางไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นอันขาด
จ้าวเฟยหลงเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง หัวใจของเขากระตุกวูบ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุด ปราณในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงขีดจำกัดเดิมอย่างไร้ความปรานี ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม รังสีอำมหิตแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีสิบลี้
"พวกมัน... ต้องชดใช้ด้วยเลือด"
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจมาจากขุมนรก มือซ้ายประคองร่างของไป๋หลินไว้มั่น ส่วนมือขวากำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณทั่วร่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวกระบี่ เกิดเสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน
เหล่าผู้อาวุโสพรรคมารที่เหลืออีกสี่คนเห็นท่าไม่ดี ต่างเร่งเร้าพลังวิญญาณถึงขีดสุด เตรียมปล่อยกระบวนท่าประสานเพื่อปิดฉากจ้าวเฟยหลงในคราเดียว บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยพายุโหมกระหน่ำ กลับพลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด เมฆสีดำทะมึนแหวกออกเป็นช่องกว้าง เผยให้เห็นแสงประกายสีทองอร่ามสาดส่องลงมาจากเบื้องบน พร้อมกับแรงกดดันระดับสวรรค์ที่ทำให้ผู้อาวุโสพรรคมารทั้งห้าถึงกับหน้าถอดสี คุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางลำแสงสีทองนั้นอย่างเชื่องช้า สตรีในชุดคลุมโบราณลายหงส์สวรรค์ ใบหน้าสวมหน้ากากเงินปกปิดรอยยิ้มลึกลับ แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับทรงพลังจนสะท้านสะเทือนจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น
"จ้าวเฟยหลง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาถึงที่นี่ จะทำให้เจ้าพ้นเงื้อมมือของ 'ตำหนักสวรรค์เร้นลับ' ได้?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพอันดุเดือดนี้ไปกับผม มังกรครามท่องภพ ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 18
การล้อมปราบจากพรรคมาร
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!