กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 4

เส้นทางที่ต้องเลือก

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าไผ่ทมิฬ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของจ้าวเฟยหลงยังคงมีหยดโลหิตสีชาดหยดลงสู่พื้นดินทีละหยด ราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของผู้ที่บังaอาจขวางทาง เบื้องหน้าของเขาคือซากศพของมือสังหารจากสำนักมารโลหิตนับสิบ ร่างกายของพวกมันถูกตัดขาดด้วยกระบวนท่าเดียวอย่างไร้ความปรานี สะท้อนถึงความเด็ดขาดและวิถีกระบี่อันเย็นชาที่ไม่อาจมีผู้ใดล่วงละเมิดได้ ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ กลับมีร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล นางคือไป๋หลิน นางเซียนแห่งตำหนักเมฆา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมยามค่ำคืน เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลทอดตัวยาวเคลียไหล่มน ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับงานแกะสลักจากหยกสวรรค์นั้นเรียบเฉย เย็นชา ดุจดั่งธารน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย ทว่านัยน์ตาคู่คมกริบของนางกลับกำลังจดจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยประกายความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง "เจ้าลงมืออย่างไร้ความปรานีเกินไปแล้ว... จ้าวเฟยหลง" สุ้มเสียงของไป๋หลินเย็นเยียบดั่งสายลมหนาว แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว อาภรณ์สีขาวสะอาดไม่แปดเปื้อนแม้แต่ฝุ่นผง ทว่าแววตาที่มองไปยังซากศพเหล่านั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจนิยามได้ "ในยุทธภพนี้ ความปรานีคือความตาย ไป๋หลิน" จ้าวเฟยหลงตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา เขาค่อยๆ บรรจงเก็บกระบี่ไร้ลักษณ์เข้าสู่ฝักอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในวิถีกระบี่ของตนเอง "หากข้าปล่อยพวกมันไปในวันนี้ วันหน้าผู้ที่จะต้องนอนไร้ลมหายใจบนพื้นดินนี้... คงเป็นสหายร่วมทาง หรือไม่ก็ตัวข้าเอง เจ้าคิดว่ากฎเกณฑ์จอมปลอมของพวกสำนักคุณธรรมจะปกป้องชีวิตใครได้จริงหรือ?" คำพูดนั้นราวกับคมกระบี่ที่กรีดแทงเข้าไปในความนึกคิดของนางเซียน ไป๋หลินชะงักฝีเท้าลง นัยน์ตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นางเติบโตมาในตำหนักเมฆา ถูกหล่อหลอมด้วยคัมภีร์เซียนและวิถีแห่งความหลุดพ้นจากกิเลส โลกของนางคือความขาวบริสุทธิ์และการบำเพ็ญเพียรเพื่อมุ่งสู่ความอมตะ ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับเหยียบย่ำอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย คราบโลหิตและกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันคือสัจธรรมที่เขาถือ ทว่า สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวหาใช่ความโหดเหี้ยมของเขาไม่ แต่เป็นความเด็ดเดี่ยวในแววตานั้น—แววตาของคนผู้ยินดีแบกรับบาปมหันต์ไว้บนบ่า เพียงเพื่อปกป้องเส้นทางที่ตนเลือกเดิน "เจ้ามองโลกด้วยความมืดมนเกินไป" ไป๋หลินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกลับกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว "วิถีเซียนที่แท้จริงคือการหลุดพ้นจากการฆ่าฟัน ไร้ซึ่งความผูกพันและอารมณ์ความรู้สึก เจ้าเอาแต่จมปลักอยู่กับความแค้นและการนองเลือด เช่นนี้แล้ว... เมื่อใดเจ้าจึงจะบรรลุถึงขอบเขตที่แท้จริง? หรือเจ้าจะยอมให้จิตมารครอบงำจนกลายเป็นปีศาจกระบี่ไปเสียก่อน?" จ้าวเฟยหลงหันกลับมาเผชิญหน้านัยน์ตาคมกริบของสตรีผู้เลอโฉม ความเงียบปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยความทะนงตน "หลุดพ้น? เซียนผู้สูงส่งทั้งหลายพูดคำนี้เพื่อหลอกลวงตนเองทั้งนั้น" จ้าวเฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ไป๋หลินทีละก้าว กลิ่นอายปราณกระบี่อันแข็งกร้าวแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยว "หากการไม่ฆ่าคือความเมตตา แล้วผู้คนที่บริสุทธิ์ที่ต้องล้มตายเพราะความอ่อนแอของพวกเราเล่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? ไป๋หลิน... เจ้าบอกว่าข้าจมปลักกับความแค้น แต่ข้าถามเจ้าเถอะ หากวันหนึ่ง ตำหนักเมฆาของเจ้าถูกทำลาย อาจารย์และสหายร่วมสำนักถูกสังหารต่อหน้าต่อตา เจ้ายังจะสามารถนั่งทำสมาธิ ท่องคัมภีร์เซียน และพูดจาโวหารเรื่องความหลุดพ้นได้อยู่อีกหรือไม่?" คำพูดนั้นทรงพลังราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของนางเซียน ไป๋หลินถึงกับผงถอยหลังไปครึ่งก้าว หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึกกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด... ความจริงที่ว่า ตัวนางเองก็มีแผลเป็นในใจเช่นกัน เพียงแต่นางเลือกที่จะซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากแห่งความเย็นชาและความสูงส่ง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยเยียบเย็นบัดนี้มีความสั่นไหวระคนความโกรธเคืองเล็กน้อย "เจ้า... ไม่มีสิทธิ์มาล่วงล้ำความทรงจำของข้า" "ข้าไม่ได้ล่วงล้ำ แต่ข้ากำลังพูดความจริงที่เจ้าไม่กล้าเผชิญหน้าต่างหาก" จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความเด็ดเดี่ยว "เจ้าอยู่สูงเกินไป ไป๋หลิน เจ้ามองลงมายังโลกมนุษย์จากหอคอยงาช้าง จึงมองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วผู้คนดิ้นรนกันอย่างไร วิถีเซียนที่ไร้ซึ่งหัวใจ... ต่อให้เจ้าบรรลุขั้นสูงสุดไป แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดหากเจ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดเขาที่หนาวเหน็บไร้ผู้คน?" ความหมายลึกซึ้งในคำพูดของเขาประดุจค้อนเหล็กที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจของไป๋หลินจนพังทลายลงทีละน้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในอก นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้กล้าต่อปากต่อคำกับนางด้วยเหตุผลที่เฉียบคมและบาดลึกถึงเพียงนี้ ทว่า ก่อนที่ไป๋หลินจะทันได้กล่าววาจาใดโต้แย้ง บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! สายลมยามค่ำคืนที่เคยสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนวน ปราณกระบี่ที่ดุดันและมืดมนสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง เป้าหมายมิใช่ใครอื่น แต่มุ่งตรงมายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่! "ระวัง!" จ้าวเฟยหลงคว้าแขนเรียวของไป๋หลินแล้วดึงเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ ร่างของทั้งสองแนบชิดกันในเสี้ยววินาที ขณะที่ประกายแสงสีดำสนิทพาดผ่านจุดที่ยืนอยู่เมื่อครู่จนพื้นดินแยกออกเป็นร่องลึก ปราณกระบี่นี้รุนแรงและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ไป๋หลินเบิกตากว้างเล็กน้อยยามเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกของชายหนุ่ม กลิ่นอายบุรุษที่ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก ทว่านางไม่มีเวลามาใส่ใจความใกล้ชิดนั้น เพราะเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังความมืดเบื้องหน้า เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนอยู่บนยอดไม้ไผ่ ปลายกระบี่ในมือของมันสั่นระริกพร้อมปลดปล่อยพลังปราณที่เหนือกว่ามือสังหารกลุ่มก่อนหน้าอย่างเทียบไม่ติด "ไม่นึกเลยว่า เจ้าเด็กตระกูลจ้าวผู้นี้จะมีฝีมือไม่เลว... แถมยังมีนางเซียนแห่งตำหนักเมฆามาคอยเคียงข้างปกป้องด้วยเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉานัก" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังมาจากเงาร่างปริศนา พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาดั่งภูเขาขนาดยักษ์ และในวินาทีที่เงาร่างนั้นก้าวเท้าลงมาจากยอดไม้ไผ่ แววตาของจ้าวเฟยหลงก็หรี่แคบลงทัน3ทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคย—กลิ่นอายของศัตรูผู้สังหารบิดามารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผม มังกรครามท่องภพ ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%