ความตาย... มักเดินทางมาถึงในยามที่มนุษย์หลงระเริงว่าตนเองคุมชะตากรรมได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างลงบนพื้นหินปูลาดของระเบียงเรือนพักแรมในยามวิกาล มิได้มาพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หนักหน่วง หากแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอัปมงคลของความตายที่ถูกควบคุมไว้อย่างแนบเนียน จ้าวเฟยหลงมิได้ขยับกายลุกขึ้นนั่งทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ร่างของเขายังคงนอนทอดกายอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นในความมืดมิด ประกายแสงสีครามวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นชั่วพริบตา ราวกับประกายไฟที่จุดขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์
วิถีกระบี่เดียวดายสอนให้เขารู้ว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ผู้ที่ส่งเสียงคำรามท้าทายด้วยความโกรธเกรี้ยว หากแต่เป็นผู้ที่ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้ความเงียบงัน
*ฉับ!*
เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งพุ่งทะลุผ่านประดาษสาของบานประตูหน้าต่างเข้ามาดั่งภูตผี ความเร็วระดับนี้หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นต้น เกรงว่าคงศีรษะหลุดจากบ่าไปก่อนที่จะทันได้รู้สึกเจ็บปวด คมกระบี่สีนิลกาฬวาววับสะท้อนแสงจันทร์สาดซัดเข้าใส่ใจกลางเตียงนอนในจุดตายอย่างไร้ความปรานี
ทว่า... เตียงนอนนั้นว่างเปล่า!
เงาร่างสีดำชะงักกึก สัญชาตญาณนักฆ่ากรีดร้องเตือนภัยในเสี้ยววินาที ร่างนั้นหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุน หมายใช้กระบี่ตวัดตั้งรับสัญชาตญาณการฆ่าฟัน
"ช้าไป..."
สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้นเหนือศีรษะ จ้าวเฟยหลงยืนหยัดอยู่บนคานไม้เบื้องบนตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างของเขาทะยานลงมาดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน มือขวาไม่ได้แตะต้องฝักกระบี่ด้วยซ้ำ หากแต่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางผสานเป็นดัชนีกระบี่ พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
*ตูม!*
พลังดัชนีกระบี่พุ่งทะลวงผ่านหัวไหล่ของมือสังหารชุดดำอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับโลหิตสีดำสนิทที่พวยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ มือสังหารผู้นั้นทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ศอกข้างหนึ่งยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้ล้มคว่ำ ดวงตาใต้ผ้าคลุมหน้าเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"เจ้า... เป็นไปได้อย่างไร? ข้าซ่อนจิตสังหารไว้มิดชิดถึงเพียงนั้น..." เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกเสียดสีลอดออกมาจากไรฟันของมือสังหาร
จ้าวเฟยหลงก้าวเท้าเดินเข้าไปช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าทุกลมหายใจที่เคลื่อนไหวกลับกดดันให้บรรยากาศภายในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขายืนมองศัตรูเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ดุจดั่งเทพเซียนมองดูมดปลวกที่บังอาจท้าทายกฎสวรรค์
"จิตสังหารของเจ้ายอดเยี่ยม ไร้ร่องรอย และเลือกเวลาลงมือได้สมบูรณ์แบบ..." จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาทระนงฉายแววเย้ยหยัน "น่าเสียดาย... ที่เจ้าลืมไปว่า คนที่เจ้ากำลังจะฆ่า คือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ความเงียบของเจ้า... มันดังเกินไปสำหรับข้า"
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไป๋หลินที่ยืนเร้นกายอยู่ริมหน้าต่างด้านนอกก็ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง นางสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ รัศมีเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนหยดน้ำค้างบริเวณขอบหน้าต่างจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางกวาดสายตาเรียบเฉยไปยังมือสังหารผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุจหยกกระทบกัน
"พรรคโลหิตทมิฬ... กล้าส่งสุนัขรับใช้ระดับนี้มาลองเชิงถึงเรือนพักของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ดูท่าพรรคพวกของเจ้าคงเบื่อหน่ายกับชีวิตกันหมดแล้วกระมัง"
มือสังหารชุดดำสะดุ้งเฮือกยามเมื่อได้ยินชื่อสำนัก และเมื่อหันไปสบเข้ากับดวงตานิ่งสงบดุจผืนน้ำแข็งของไป๋หลิน ร่างทั้งร่างก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง นางเซียนผู้เย็นชาผู้นี้ แม้แต่ประมุขพรรคของพวกมันยังต้องเกรงกลัวสามส่วน เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ได้?
"ข้า... ข้าไม่รู้เรื่อง..." มือสังหารพยายามอ้าปากแก้ตัว
"ข้าไม่มีเวลามาฟังคำแก้ตัวของคนใกล้ตาย" จ้าวเฟยหลงกล่าวตัดบทอย่างไร้เยื่อใย นิ้วมือข้างขวายกขึ้นชี้ตรงไปที่หน้าผากของอีกฝ่าย "จงบอกชื่อผู้ที่จ้างวานเจ้ามา แลกกับการที่เจ้าจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษกระบี่ไร้ลักษณ์สลายวิญญาณ"
มือสังหารหัวเราะร่าออกมาเสียงแหบพร่า โลหิตสีดำไหลทะลักออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ... จ้าวเฟยหลง เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งกาจนักรึ? ศัตรูที่แท้จริงของเจ้า... มิได้มีเพียงแค่พวกเราที่ซ่อนอยู่ในเงาดำหรอก..."
ทันทีที่สิ้นคำพูด ร่างของมือสังหารก็แข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลงค้างอย่างไร้ชีวิต ชีพจรดับวลีลงในพริบตา เม็ดยาพิษที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นถูกบดขยี้ด้วยแรงกัดของตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อปกปิดความลับของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
จ้าวเฟยหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยยามมองร่างไร้ลมหายใจที่ล้มลงไปนอนกองกับพื้น กลิ่นอายความลึกลับยังคงตลบอบอวลอยู่ในห้อง ไป๋หลินก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้น พ밍มือเรียวบางแตะลงบนร่องรอยพลังปราณที่เหลืออยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาจ้าวเฟยหลง แววตาคู่สวยฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ไม่ใช่คนของพรรคโลหิตทมิฬธรรมดา..." ไป๋หลินเอ่ยเสียงเบา "อักขระปราณที่หลงเหลืออยู่ในเส้นชีพจรของมัน เป็นรูปแบบการสะกดจิตขั้นสูง... มีคนใช้มันเป็นหมากเชิ่ด เพื่อทดสอบฝีมือของเจ้าโดยเฉพาะ"
จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดำสนิททอประกายคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งลับ พลางแหงนมองออกไปนอกหน้าต่าง เบื้องนอกยามนี้ความมืดมิดของราตรีกาลปกคลุมไปทั่วสารทิศ ทว่าความมืดนั้นกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เมื่อเขารู้ว่ามีสายตาอีกนับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของเขาจากในความเงียบ
"ทดสอบข้าหรือ?" จ้าวเฟยหลงกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ดี... หากพวกมันอยากรู้ว่าวิถีกระบี่เดียวดายของข้าจะคมกะรัตเพียงใด ข้าก็จะใช้โลหิตของพวกมัน... เปิดทางสู่จุดสูงสุดของยุทธภพแห่งนี้ให้ดู!"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาไกลโพ้นก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน... *กังวาน... กังวาน... กังวาน...*
ทุกเสียงที่สะท้อนก้อง ทำเอาพลังปราณในร่างของจ้าวเฟยหลงและไป๋หลินปั่นป่วนวูบหนึ่ง และสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนท้องนภายามราตรี มิใช่แสงจันทร์อันนุ่มนวลอีกต่อไป หากแต่เป็นกลุ่มเมฆสีเลือดขนาดมหึมาที่กำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พร้อมกับเงาร่างของบุคคลปริศนาผู้หนึ่ง ที่กำลังยืนไขว่ห้างอยู่บนยอดเจดีย์ร้างกลางสายหมอก โดยมีกระบี่โบราณเล่มยักษ์ปักอยู่เบื้องหน้า... และกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... กลับกดทับขอบเขตพลังของจ้าวเฟยหลงให้สั่นสะท้านลงอย่างน่าประหลาด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพอันดุเดือดนี้ไปกับผม มังกรครามท่องภพ ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 12
ศัตรูผู้อยู่ในความเงา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!