กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 21

พันธมิตรที่คาดไม่ถึง

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
"หากก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn หัวบนบ่าของพวกเจ้าคงต้องแยกจากลำตัวแล้วกระมัง" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของโรงเตี๊ยมร้างกลางป่าอสูรโลหิต ไอสังหารสีครามสายหนึ่งแผ่พุ่งจากปลายนิ้วของจ้าวเฟยหลง กรีดพื้นศิลาเบื้องหน้าจนแตกละเอียดเป็นร่องลึก ปรากฏกลุ่มโจรเดนตายสี่คนที่ลอบเร้นเข้ามาในยามวิกาลต่างพากันผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของพวกมันซีดเผือดจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากเมื่อตระหนักว่าความตายอยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น ในมุมมืดของโรงเตี๊ยม ไป๋หลินนั่งนิ่งสงบดุจรูปสลักหยกหิมะ นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองเศษสวะเหล่านี้ ชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ของนางสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหลังคาผุพัง ระคนกับกลิ่นอายเซียนอันบริสุทธิ์ที่กดดันให้เหล่าโจรแทบทรุกเข่าลงกับพื้น ความสง่างามและเยือกเย็นของนางคือภาพสะท้อนของภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทว่าสำหรับจ้าวเฟยหลงแล้ว หญิงสาวผู้นี้กลับยอมเปิดประตูหัวใจ มอบไออุ่นแห่งรักเดียวให้แก่จอมยุทธ์ผู้ถือกระบี่เดียวดายเช่นเขาผู้เดียว "ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ" จ้าวเฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองลอดความมืด ปราณกระบี่ในกายหมุนวนคำรามลั่นราวกับพยัคฆ์คำราม เหล่าโจรป่าไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงร้องสักแอะ พวกมันรีบวิ่งหนีตายหายลับไปในความมืดมิดของราตรีกาลอย่างลนลาน ความเงียบสงบกลับคืนสู่โรงเตี๊ยมอีกครา ทว่าไม่นานนัก... เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนและหยาดน้ำค้างยามดึกก็ดังแว่วมา เป็นจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง ไม่ใช่ฝีเท้าของคนธรรมดา หรือแม้แต่พวกโจรชั้นต่ำ "มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนอีกแล้ว..." จ้าวเฟยหลงพึมพำเบาๆ พร้อมกับมือขวาที่กระชับด้ามกระบี่นิลกาฬข้างกายโดยสัญชาตญาณ ประวัติศาสตร์ยุทธภพมักถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดและคมกระบี่ การเดินทางเพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลจ้าวไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกย่างก้าวคือความเป็นความตาย ทุกมิตรภาพคือการเดิมพันด้วยชีวิต และณ เวลานี้ เงาร่างหนึ่งกำลังก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ผู้มาเยือนเป็นบุรุษวัยกลางคน สวมหมวกฟางปีกกว้างปิดบังใบหน้าครึ่งบน ร่างกายสูงโปร่งกำยำ สวมชุดยุทธ์สีเทาเข้มมอซอ ทว่าสิ่งที่ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องหรี่ตาลงด้วยความระแวดระวัง คือ "กระบี่ไม้ไผ่" ไร้ฝักที่เหน็บไว้ด้านหลัง มันคือความเรียบง่ายที่ซ่อนเร้นความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ ในยุทธภพ ผู้ที่ใช้กระบี่ไม้ไผ่แทนเหล็กกล้า มักเป็นพวกบรรลุวิถีกระบี่ขั้นไร้กระบวนท่า จนหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับธรรมชาติ "ยามวิกาลดึกดื่นเช่นนี้ ป่าอสูรโลหิตมีแต่ภูตผีและวิญญาณแค้น เหตุใดจอมยุทธ์ผู้มีไอสังหารเข้มข้นถึงมานั่งสงบใจอยู่ที่นี่เล่า?" น้ำเสียงของผู้มาเยือนแหบพร่าแต่ทรงพลัง กังวานสะท้อนไปทั่วผนังไม้ผุพัง "สถานที่แห่งนี้รกร้าง ไร้ผู้คนมาหลายปี หากท่านไม่ใช่ผีสาง ก็คงเป็นผู้แสวงหาความตายที่เดินหลงทางมา" จ้าวเฟยหลงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากล้ามเนื้อทุกมัดเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ บุรุษสลับหมวกฟางหัวเราะในลำคอเบาๆ "ฮ่าๆๆ... ดี! ดีมาก! สมคำร่ำลือจริงๆ ว่า 'กระบี่เดียวดาย' จ้าวเฟยหลง ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้า แม้แต่เงาของตนเอง" ไป๋หลินค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเบื้องหนึ่ง นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ลึกล้ำและไร้ร่องรอยจากชายแปลกหน้าผู้นี้ เขาไม่ใช่ศัตรู แต่ก็ไม่ใช่พวกพ้องที่ไว้ใจได้ง่ายๆ นางเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงไพเราะดุจระฆังเงินแต่เย็นชา "ท่านรู้ชื่อเขา... แสดงว่าไม่ได้บังเอิญผ่านมา" "แม่นางไป๋หลินกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าไม่ได้บังเอิญผ่านมา" บุรุษลึกลับเอื้อมมือไปถอดหมวกฟางออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากผ่านดวงตาข้างซ้าย ดวงตาสองข้างของเขาสุกใสราวน้ำในบึงลึกที่ยากจะหยั่งถึง "ข้ามีนามว่า 'มู่หรงเฉิน' เป็นเพียงจอมยุทธ์เร่ร่อนผู้หนึ่งที่ท่องเที่ยวไปตามใจปรารถนา" จ้าวเฟยหลงหรี่ตาลงพิจารณาอีกฝ่าย มู่หรงเฉินผู้นี้ แม้จะดูเหมือนนักดาบตกอับทั่วไป แต่ชีพจรในร่างกายกลับไหลเวียนด้วยความเร็วสูงผิดปกติ ราวกับมหาสมุทรที่หลบซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันสงบนิ่ง วิยุทธของเขาอยู่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมลมปราณทั่วไปอย่างแน่นอน "จอมยุทธ์เร่ร่อนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลีกหนีความวุ่นวายในยุทธภพ เหตุใดจึงเจาะจงมาพบข้า?" จ้าวเฟยหลงถามตรงประเด็น ไม่นิยมอ้อมค้อม มู่หรงเฉินยิ้มมุมปาก เดินตรงเข้าไปอีกสองก้าวโดยไม่เกรงกลัวรังสีอำมหิตที่จ้าวเฟยหลงแผ่ออกมา "เพราะเส้นทางที่เจ้ากำลังก้าวเดิน กำลังจะนำพาหายนะมาสู่สำนักใหญ่ทั้งเจ็ด และที่สำคัญ... เบื้องหลังการตายของคนสกุลจ้าวเมื่อสิบปีก่อน ไม่ได้จบลงแค่ 'ความโลภ' อย่างที่พวกมันกล่าวอ้าง" ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจความมืดมิด! ดวงตาของจ้าวเฟยหลงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปราณกระบี่ในกายปะทุออกโดยไม่รู้ตัวจนโต๊ะไม้ใกล้เคียงแหลกละเอียดเป็นผุยผง ไป๋หลินที่นั่งสงบนิ่งมาตลอดพลันลืมตาขึ้น ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกรอบตัวนางจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" จ้าวเฟยหลงเค้นเสียงถาม ร่างกายขยับเข้าประชิดด้วยความเร็วสูงราวภูตผี ปลายกระบี่นิลกาฬจ่อเข้าที่ลำคอของมู่หรงเฉินโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "พูดความจริงออกมา หรือไม่เช่นนั้น... กระบี่ในมือข้าจะไม่ถามเหตุผลอันใดอีก" มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาก้มมองคมกระบี่ที่จ่ออยู่ห่างจากผิวหนังเพียงมิลลิเมตรเดียว รอยยิ้มบนมุมปากยังคงประดับอยู่ "ข้าบอกแล้วไงว่าเราคือ 'พันธมิตร' ...ข้าเองก็กำลังตามล่าเงาที่อยู่เบื้องหลังพวกมันเช่นกัน" บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมตึงเครียดถึงขีดสุด ความไว้วางใจในยุทธภพเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าทองคำ จ้าวเฟยหลงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของมู่หรงเฉินเพื่อค้นหาพิรุธ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามต่ำๆ จากพายุภายนอกก็พลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด มู่หรงเฉินหันไปมองนอกหน้าต่าง รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง "พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด... ดูเหมือนว่าการที่เรามารวมตัวกันที่นี่ จะอยู่ในแผนการของใครบางคนตั้งแต่แรกแล้ว" จ้าวเฟยหลงชักกระบี่กลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ไป๋หลินลุกขึ้นยืนเคียงข้าง รังสีปราณผสานกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างกระบี่เดียวดายและวิถีเซียน พื้นดินใต้โรงเตี๊ยมสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามดังก้องมาจากใต้พิภพ ราวกับมีอสุรกายร้ายกำลังตื่นจากการหลับใหลยาวนานนับพันปี และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว แสงสว่างสีโลหิตสายหนึ่งก็พุ่งทะลุพื้นไม้ขึ้นมาล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสามคนไว้ทั้งหมด! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคมกระบี่และโลหิตนี้ไปกับผม มังกรครามท่องภพ ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%