“อย่าขยับ... แม้แต่ลมหายใจเดียว รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของศิลาแหวกผ่านความมืดมิดที่เหนียวหนืดราวกับยางไม้ ปลายนิ้วเปื้อนดินโคลนของเขากดแน่นลงบนท่อนแขนฉัน แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนกระดูกแทบร้าว แต่ไม่อาจเทียบได้กับความเย็นเยียบที่แล่นปราดจากกระดูกสันหลังขึ้นสู่ก้านสมอง
แสงไฟสปอตไลต์หน้ารถขับเคลื่อนสี่ล้อสาดวาบตัดผ่านม่านหมอก สว่างจ้าจนดวงตาพร่าเลือน ลำแสงสีขาวนวลตอกตรึงร่างของเราสองคนไว้ก้นหลุมดินลึกสองเมตร กลิ่นไอดินชื้นแฉะผสมกลิ่นสนิมเหล็กและซากเน่าเปื่อยกำซาบอยู่ในโพรงจมูก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นระรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก ไม่ใช่กระบอกปืนไรเฟิลสามกระบอกที่เล็งตรงลงมาจากขอบปากหลุม... หากแต่เป็นสิ่งของที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ฝ่ามืออันสั่นเทาของฉันต่างหาก
มันไม่ใช่เศษกระดูกมนุษย์ธรรมดาอย่างที่คิดไว้แต่แรก
แต่มันคือกล่องโลหะอาบตะกั่วที่มีตราประทับนูนต่ำรูป 'นาคเกี้ยวศร' สัญลักษณ์ประจำตระกูลวรโชติเมธี มหาเศรษฐีผู้บริจาคที่ดินครึ่งหนึ่งของเมืองนี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และศาลากลางจังหวัด
และเมื่อปลายนิ้วที่ถลอกปอกเปิกของฉันเผลอแตะสัมผัสผิวโลหะเย็นเฉียบนั้นเข้า... โลกแห่งความเป็นจริงก็พลันปริแตก
*เปรี๊ยะ!*
มโนภาพระเบิดออกในหัวราวกับสายฟ้าฟาด คลื่นกระแสจิตแห่งอดีตกระชากสติฉันดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้งของความทรงจำที่ตกค้าง ฉันไม่ได้ยืนอยู่ในหลุมดินมืดมิดอีกต่อไป ทว่ากลับยืนอยู่กลางห้องทำงานหรูหราที่ปูด้วยพรมขนสัตว์สีเลือดหมูเมื่อยี่สิบปีก่อน
ตรงหน้าฉันคือแม่... แม่ในชุดผ้าไหมสีงาช้าง ใบหน้าสวยหวานนั้นซีดเซียว ดวงตาคู่นั้นเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวระคนเคียดแค้น เธอกำลังกอดกล่องเหล็กใบนี้ไว้แนบอก ต่อหน้ากลุ่มชายในเครื่องแบบเต็มยศและบรรดานักการเมืองท้องถิ่นที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจอมปลอม
*'คิดจะเอาของสิ่งนี้ไปเปิดโปงพวกเรางั้นหรือ คุณแขนภา...'* สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น เยือกเย็นและเปี่ยมด้วยอำนาจล้นพ้น *'คุณคิดจริงๆ หรือว่ากฎหมายในเมืองนี้จะคุ้มครองคุณได้? เสาเข็มทุกต้นที่ตอกลงบนแผ่นดินนี้ ถนนทุกสายที่คนเหยียบย่ำ หรือแม้แต่น้ำประปาที่ชาวบ้านดื่มกิน... ล้วนมีเงินของพวกเราไหลเวียนอยู่ทั้งนั้น เมืองนี้คือร่างกายของเรา และคุณ... กำลังทำตัวเป็นเซลล์มะเร็งที่ต้องถูกตัดทิ้ง'*
ภาพตัดสลับไปยังวินาทีที่แม่ถูกผลักตกจากหน้าผา เสียงกรีดร้องที่ขาดห้วง และเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของใครบางคนที่ยืนมองลงไปอย่างเลือดเย็น... คนที่เพิ่งเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์โบราณวัตถุชิ้นเอกของชาตินับร้อยชิ้นเข้าสู่บัญชีลับของเครือข่ายอิทธิพลมืดที่กลืนกินเมืองนี้ทั้งเมือง!
"รินรดา! ได้สติสิ ริน!"
แรงเขย่าตัวอย่างรุนแรงกระชากฉันกลับสู่ความมืดมิดและกลิ่นคาวโคลน ศิลาประคองใบหน้าฉันไว้ด้วยมือที่เปื้อนคราบดิน ดวงตาคมกริบของภัณฑารักษ์หนุ่มที่มักจะเยือกเย็นดุจหินผา บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยประกายแห่งความสิ้นหวังระคนเด็ดเดี่ยว
"ฉันเห็น..." เสียงของฉันสั่นเทาจนแทบฟังไม่เป็นภาษา น้ำตาไหลพรากผสมกับคราบดินบนแก้ม "ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ... ไม่ใช่โจรขโมยของธรรมดา ศิลา... พวกมันทั้งเมือง... ผู้ว่าฯ คนพวกนั้น... แม้แต่ประธานมูลนิธิ..."
"ผมรู้" ศิลาเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่บีบคั้น "ผมถึงได้เตือนคุณตั้งแต่แรกไงว่าอย่าขุดลึกไปมากกว่านี้ เพราะรากของมันไม่ได้ฝังอยู่แค่ในดิน แต่มันชอนไชไปถึงกระดูกสันหลังของเมืองนี้แล้ว"
เสียงรองเท้าคอมแบทเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้าเปียกชุ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาร่างสูงใหญ่หลายร่างทาบทับลงมายังก้นหลุม เสียงขึ้นลำกล้องปืนดังกริ๊กแผ่วเบาแต่ชัดเจนบาดลึกในโสตประสาท บรรยากาศรอบด้านนิ่งงันราวกับอากาศธาตุถูกรีดออกไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของเราสองคนแผ่วสั้นและถี่กระชั้น
"โยนกล่องนั่นขึ้นมา แล้วปีนขึ้นมาทีละคน"
เสียงห้าวกร้าวของผู้มาเยือนตวาดก้องผ่านความเงียบงัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำที่ยืนอยู่เหนือปากหลุมไม่ใช่โจรข้างถนน ท่วงท่าการจับอาวุธและแววตานิ่งสนิทนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นมือสังหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี... คนพวกนี้คือสุนัขรับใช้ที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยเงินสกปรกเพื่อคอยเก็บกวาด 'ขยะ' ที่อาจสร้างปัญหาให้แก่กลุ่มผู้มีอิทธิพล
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก เขาค่อยๆ ดึงตัวฉันให้ไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขา มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมลงไปหยิบพลั่วขุดดินขึ้นมาอย่างช้าๆ นิ้วมือเกร็งแน่นจนข้อขาว
"พวกแกคิดว่าจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไปได้ตลอดงั้นหรือ" ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตากับประกายปืน แววตาของเขาไร้ซึ่งความเกรงกลัว มีเพียงเปลวไฟแห่งความชิงชังที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "หลักฐานในกล่องนี้มีทั้งรายชื่อบัญชีส่วย การฟอกเงินผ่านการประมูลโบราณวัตถุ และสัญญาเช่าที่ดินเถื่อนย้อนหลังสามสิบปี... คิดว่าฆ่าพวกเราสองคนแล้วเรื่องจะจบหรือไง?"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังแว่วลงมาจากเบื้องบน
"คุณศิลา... คุณเป็นคนฉลาด เป็นภัณฑารักษ์ที่เก่งที่สุดที่พิพิธภัณฑ์เคยมีมา" ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า แสงไฟสาดให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านสันกราม "แต่คุณลืมไปข้อหนึ่ง... ในเมืองที่ความยุติธรรมถูกตั้งราคาไว้ตั้งแต่รุ่นปู่ ความจริงมันไม่มีค่าอะไรเลยถ้าไม่มีชีวิตอยู่เพื่อพูดมัน"
"งั้นก็ลองดูสิคะ" ฉันเค้นเสียงรอดไรฟัน ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างศิลา ความหวาดกลัวในตอนแรกมลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความเคียดแค้นที่เดือดพล่านในสายเลือด ฉันกอดกล่องเหล็กนั้นไว้แนบอก ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความลับดำมืดที่พร้อมจะพังทลายอาณาจักรจอมปลอมแห่งนี้ให้ราบคาบ "ถ้าคิดจะฝังเราไว้ที่นี่ ก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาได้เลย เพราะข้อมูลทั้งหมด... ไม่ได้มีแค่ในกล่องนี้กล่องเดียว!"
ฉันบลัฟฟ์... ฉันรู้ดีว่านี่คือการเดิมพันด้วยลมหายใจสุดท้าย แต่แววตาของชายที่มีรอยแผลเป็นกลับกระตุกวูบไปชั่วครู่หนึ่ง ความลังเลปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที
และนั่นคือจังหวะที่ศิลาไม่ปล่อยให้หลุดลอยไป
พลั่วเหล็กในมือของเขาตวัดฟาดเศษดินเลนก้นหลุมขึ้นไปด้านบนอย่างแรง! ฝุ่นโคลนหนาทึบกระจายบดบังทัศนวิสัยของพวกมัน เสียงสบถดังก้องพร้อมกับเสียงปืนที่แผดคำรามขึ้นหนึ่งนัด!
*ปัง!*
กระสุนเจาะทะลุเฉียดไหล่ของศิลาไปปักเข้ากับผนังดินด้านหลัง เกิดประกายไฟวาบขึ้นในความมืด ศิลาใช้ความปราดเปรียวคว้าข้อมือฉันแล้วดึงร่างของฉันปีนขึ้นทางลาดอีกฝั่งของหลุมอย่างไม่คิดชีวิต สองมือของเราตะเกียกตะกายเกาะรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน โคลนเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง เล็บของฉันฉีกขาดจนเลือดซึม แต่ความเจ็บปวดใดๆ ไม่อาจหยุดยั้งสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดได้
"วิ่ง!" ศิลาตะโกนลั่น
เราสองคนพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกและดงไม้หนาทึบ เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงกิ่งไม้หักดังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด เสียงกระสุนแหวกอากาศเฉียดผ่านยอดไม้ไปอย่างน่าหวาดเสียว แต่ความชำนาญในพื้นที่ป่าด้านหลังสุสานของศิลาช่วยให้เราทิ้งระยะห่างออกมาได้จนถึงทางออกลับริมกำแพงเก่า
ปอดของฉันแสบร้อนราวกับมีไฟสุม ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งและสั่นเทา แต่เมื่อเราพาร่างที่สะบักสะบอมหลุดรอดออกมาถึงถนนลูกรังสายเปลี่ยวที่รถมอเตอร์ไซค์ของศิลาจอดซ่อนไว้ใต้พุ่มไม้ ความโล่งอกก็ถาโถมเข้าใส่จนฉันแทบทรุด
ทว่า... รอยยิ้มแห่งการรอดชีวิตยังไม่ทันได้ปรากฏบนใบหน้า
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เงียบกริบลงอย่างผิดปกติ รถมินิแวนสีดำสนิทคันหนึ่งกลับจอดดับเครื่องนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้ามอเตอร์ไซค์ของเรา ประตูด้านข้างค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ไร้เสียง
แสงไฟสลัวจากห้องโดยสารส่องให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลภูมิฐานผู้หนึ่งที่ค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถอย่างเชื่องช้า ในมือของเขาถือไม้เท้าหัวเงินด้ามคุ้นตา... ไม้เท้าที่ฉันเคยเห็นวางพิงอยู่ข้างโต๊ะทำงานของผู้บริหารสูงสุดในพิพิธภัณฑ์
ชายคนนั้นคลี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่ฉันเคยเคารพรักมาตลอดทั้งชีวิต
"หนีมาเหนื่อยแย่เลยนะ... รินรดา ศิลา" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าสายตากลับหลุบมองกล่องเหล็กในอ้อมแขนฉันด้วยแววตาที่เย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ "ขอบใจมากนะที่ช่วยขุดมันขึ้นมาให้... ลุงรอหลักฐานชิ้นนี้มานานถึงยี่สิบปีแล้ว"
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งสู่เงามืดของโชคชะตาไปด้วยกันในคอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ — กำมะหยี่สีแดง
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 29
ขุดรากถอนโคน
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!