“ถ้าคุณก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว รินรดา... เรื่องราวของแม่คุณจะกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวของตำนานที่ไม่มีใครจดจำ และชีวิตคุณก็จะจบลงที่ก้นเหวแห่งนี้”
ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไปด้วยน้ำหนักที่กดทับลงบนหัวใจของหญิงสาว เขาไม่ได้หันมามองใบหน้าของเธอ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองผ่านกล้องส่องทางไกลไปยังโครงสร้างเหล็กกล้าของฐานทัพลับที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าที่โอบล้อมด้วยไอหมอกเย็นเยียบ
รินรดากระชับปืนพกในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สัมผัสเย็นเยียบของเหล็กกล้าส่งผ่านความสั่นสะท้านขึ้นมาถึงข้อมือ ในนิมิตชั่วครู่ที่เพิ่งผ่านพ้น เธอเห็นภาพแม่ของเธอนั่งอยู่ในห้องขังไร้แสงสว่างนั้น มือที่เคยอ่อนโยนบัดนี้สั่นเทาด้วยความเจ็บปวด และเธอก็รู้ดีว่าเวลาของเธอกำลังนับถอยหลัง
“ฉันไม่ได้มาเพื่อยอมรับความตาย แต่ฉันมาเพื่อทวงคืนความจริง” รินรดาตอบกลับ เสียงของเธอแม้จะสั่นพร่าทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ศิลาเองยังต้องยอมรับ
“ความจริงบางอย่างก็มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยลมหายใจนะ” ศิลาวางกล้องส่องทางไกลลง แล้วหันมาสบตาเธอ แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าที่รินรดาจะอ่านออก มันมีทั้งความกังวล ความปรารถนาจะปกป้อง และบางอย่างที่ดูเหมือนความลับที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย “คุณพร้อมหรือยังที่จะเห็นสิ่งที่แม่คุณซ่อนไว้... สิ่งที่อาจจะทำให้โลกที่คุณรู้จักพังทลายลงในพริบตา?”
“ฉันไม่เหลืออะไรให้เสียแล้วศิลา” เธอตัดบท สายตามองตรงไปที่รั้วไฟฟ้าที่สั่นไหวด้วยกระแสไฟแรงสูง “ลงมือเถอะ”
แผนการชิงตัวประกันถูกเริ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่ดุดัน รินรดาอาศัยจังหวะที่ศิลาใช้เครื่องตัดสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ลัดเลาะไปตามแนวท่อระบายน้ำทิ้ง กลิ่นอับชื้นและคราบน้ำมันเกาะกินเสื้อผ้าของเธอ แต่ประสาทสัมผัสของเธอจดจ่ออยู่กับการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนอยู่ในหู
ทุกย่างก้าวคือความเสี่ยง เสียงรองเท้าคอมแบทที่กระทบกับพื้นคอนกรีตถูกกลบด้วยเสียงเครื่องยนต์ของเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ภายในฐานทัพ รินรดาหยิบสร้อยข้อมือโบราณของแม่ที่เธอพกติดตัวออกมาสัมผัสทันที ภาพนิมิตสีขาวโพลนฉายชัดขึ้นอีกครั้ง ในนั้น... เธอเห็นทางเดินลับที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดสีน้ำมันรูปหญิงสาวถือขวดโหลในโถงทางเดินหลัก
“ซ้ายมือ... มีช่องลับอยู่หลังแผงควบคุมนั่น” เธอส่งสัญญาณผ่านวิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วที่แนบติดหู
ศิลาที่คอยคุมเชิงอยู่ด้านบนส่งเสียงตอบรับสั้นๆ ก่อนที่เสียงปืนเก็บเสียงจะดังขึ้นเพียงหนึ่งนัด จากจุดที่เขาวางตำแหน่งไว้ ยามรักษาการณ์คนหนึ่งทรุดลงกับพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง รินรดาอาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวผ่านจุดอับสายตา เข้าสู่ภายในฐานทัพอย่างคล่องแคล่ว
ทว่า ทันทีที่เธอเหยียบเข้าสู่โถงทางเดินหลัก กลิ่นอายความเย็นเยียบที่คุ้นเคยก็โชยมาปะทะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นอับของฐานทัพ แต่เป็นกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิแห้ง... กลิ่นประจำตัวของแม่เธอ!
“คุณมาจนได้สินะ”
เสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากเงามืด รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มก้าวออกมาจากมุมมืด เขาคือคนที่เธอเห็นในเอกสารลับของพิพิธภัณฑ์... ชายผู้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด
“ปล่อยแม่ฉันมา” รินรดาขู่ เสียงของเธอเริ่มสั่นระริกด้วยแรงแค้น
“แม่คุณน่ะหรือ?” ชายผู้นั้นหัวเราะเบาๆ พลางผายมือไปยังประตูกลเหล็กกล้าที่อยู่เบื้องหลัง “เธอก็อยู่ตรงนี้มาตลอด... ในฐานะแหล่งพลังงานที่ทำให้โครงการนี้สมบูรณ์แบบยังไงล่ะ”
เขากดปุ่มรีโมทในมือ ประตูเหล็กกล้าค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดออก เผยให้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้องที่รายล้อมด้วยเครื่องจักรซับซ้อน ร่างนั้นดูอ่อนแรงและหลับตาพริ้ม ทว่าสิ่งที่ทำให้น้ำตาของรินรดาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว คือภาพที่แม่ของเธอกำลังสวมสร้อยข้อมือเส้นเดียวกับที่รินรดาสวมใส่อยู่... และที่ข้อมือของแม่เธอนั้น มีสายไฟระโยงระยางเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่
“รินรดา... ออกไปเดี๋ยวนี้!” เสียงของแม่เธอดังขึ้นผ่านลำโพงในห้อง มันเป็นเสียงที่แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “อย่าเข้ามา นี่คือกับดัก!”
ศิลาที่เพิ่งเข้ามาสมทบหยุดชะงัก เขาไม่ได้มุ่งหน้ามาหาแม่ของเธอ แต่กลับก้าวถอยหลังไปชิดกำแพง แววตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้เต็มไปด้วยความลังเลที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ศิลา? คุณกำลังทำอะไร?” เธอถาม เสียงสั่นเครือ
ศิลาไม่ตอบ เขาค่อยๆ ยกปืนขึ้น... แต่ปลายกระบอกปืนไม่ได้หันไปทางศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า มันกลับเล็งตรงมาที่รินรดา พร้อมกับคำพูดที่ทำให้โลกของเธอดับวูบไปชั่วขณะ
“ผมขอโทษรินรดา... แต่การปลดปล่อยเธอคนนี้ หมายถึงการลบตัวตนของคนทั้งพิพิธภัณฑ์ และนั่นรวมถึงตัวคุณด้วย”
เขากระชากสายวิทยุสื่อสารทิ้ง ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนพกใส่แผงควบคุมระบบล็อคประตู จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ และท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ นั้นเอง ร่างหนึ่งที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็นคนของฝั่งศัตรู ก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอพร้อมกับมีดสั้นที่เล็งไปที่หัวใจ
กำมะหยี่สีแดงขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เดินทางมาถึงจุดพลิกผันที่แสนเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 39
การชิงตัวประกัน
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!