"พวกคุณเป็นใคร... และทำไมต้องก้มหัวให้ศิลา?"
รินรดาเอ่ยถาม เสียงของเธอสั่นพร่าทว่าพยายามรักษาจังหวะลมหายใจให้คงที่ มือขวากำชายเสื้อแจ็กเก็ตของชายหนุ่มข้างกายไว้แน่น สัมผัสจากผ้าเนื้อดีของเขากลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวเดียวในห้องโถงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความกดดัน
ศิลาไม่ได้ตอบทันที เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักที่ปราศจากความรู้สึก สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังชายชุดดำทั้งสามที่ยังคงก้มศีรษะนิ่ง แม้แต่จังหวะหายใจของพวกเขาก็แทบไม่ได้ยิน ราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ผูกติดอยู่กับกาลเวลาปกติ
"ริน... ถอยไปข้างหลังผม" ศิลาสั่งเสียงเรียบ หากแต่น้ำเสียงนั้นกลับแฝงความหนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าคุณไม่บอกความจริงมาว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับพ่อของฉันยังไง!" รินรดาตวาดกลับ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธและสับสน "เหตุการณ์คืนนั้นที่บ้านพักตากอากาศ... คืนที่แม่ตาย... คุณบอกว่าพ่อหายสาบสูญไปพร้อมกับหลักฐานทั้งหมด แต่นี่อะไร! คนพวกนี้เรียกคุณว่าเจ้านาย แถมยังดูเหมือนคนที่คอยเก็บกวาดความสะอาดในโลกใต้ดินของพวกคุณอีก!"
ชายชุดดำคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาดูว่างเปล่าและไร้แววตาของผู้คน เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเก่ากรอบยื่นออกมาวางบนโต๊ะไม้โอ๊กใจกลางห้อง ก่อนจะถอยกลับไปยืนตำแหน่งเดิมอย่างไร้เสียง
ศิลามองซองเอกสารนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก "ความจริงที่เธอโหยหาน่ะรินรดา บางครั้งมันก็มีน้ำหนักมากเกินกว่าที่หัวใจมนุษย์จะแบกรับไหว"
"งั้นก็ลองวางดูสิคะ อย่าปล่อยให้ฉันต้องแบกมันไว้คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา" รินรดาเดินฝ่าความเงียบเข้าไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมา นิ้วของเธอสั่นเทาขณะแกะเชือกที่พันไว้ออกมา สิ่งที่อยู่ภายในไม่ใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุโบราณ แต่มันคือปึกภาพถ่ายโพลารอยด์ที่เริ่มซีดจางตามกาลเวลา
ภาพแรก... เป็นภาพบ้านพักตากอากาศหลังเดิมที่เธอกับแม่เคยอยู่ แต่ทว่าแสงเงาในภาพนั้นไม่ใช่ยามค่ำคืนที่แสนหดหู่เหมือนความทรงจำของเธอ มันคือแสงแดดอ่อนยามบ่าย และในภาพนั้น... มีร่างของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนระเบียง
เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เขากำลังถือแก้วกาแฟ และที่สำคัญที่สุด... วันที่ถูกประทับไว้หลังภาพคือวันที่ 14 พฤศจิกายน 25 ปีที่แล้ว... หกเดือนให้หลังจากวันที่ทุกคนบอกว่าเขาตายไปแล้วในกองเพลิง
"เป็นไปไม่ได้..." รินรดาครางออกมา มือที่ถือภาพเริ่มไร้เรี่ยวแรง "เขายังมีชีวิตอยู่หลังเหตุการณ์นั้น... แล้วทำไม? ทำไมถึงปล่อยให้แม่ต้อง..."
"ดูรูปสุดท้ายสิ" ศิลาแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาอ่อนลงแต่ยังคงความเยือกเย็นเหมือนหิมะที่ปกคลุมยอดเขา
รินรดาพลิกภาพไปจนถึงแผ่นสุดท้าย ภาพนี้มีความคมชัดมากกว่าใบอื่น มันเป็นภาพถ่ายระยะไกลที่ดูเหมือนจะถูกแอบถ่ายจากมุมสูง เห็นชัดเจนว่าเป็นรูปพ่อของเธอกำลังก้มกราบใครบางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลักลวดลายประหลาด... ลวดลายเดียวกับที่ประดับอยู่บนคทาในพิพิธภัณฑ์ที่ศิลาดูแล
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดาแทบหยุดเต้นไม่ใช่ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ หากแต่เป็นเงาสะท้อนในกระจกเงาด้านหลังที่ปรากฏภาพของใครอีกคน... คนที่ยืนถือกล้องถ่ายภาพนี้ไว้
นั่นคือรินรดา... ในวัยที่โตกว่าปัจจุบันเพียงไม่กี่ปี!
"ริน... เธอเห็นแล้วใช่ไหม" ศิลาขยับเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอความเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "การเดินทางของเรื่องนี้ไม่ได้จบลงที่ความตายของแม่เธอ แต่มันกำลังเริ่มขึ้นในที่ที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไป"
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ภาพในกระจกนั้นไม่ใช่ความฝัน และไม่ใช่จินตนาการ แต่มันคือคำสาปที่ส่งตรงมาจากอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เธอหันไปมองชายชุดดำทั้งสามที่ยังคงก้มหัวอยู่ ก่อนจะพบว่าบัดนี้เงาของพวกเขาที่ทอดลงบนพื้นห้องกลับค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นรูปร่างของสัตว์ร้ายที่ไม่มีใครรู้จัก
"ศิลา... นายเป็นใครกันแน่?" รินรดาถามด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน
ศิลายิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาถึงดวงตา แต่เป็นรอยยิ้มของการยอมรับในโชคชะตา "ผมคือคนที่พยายามจะหยุดยั้งไม่ให้รูปถ่ายใบสุดท้ายนั่นกลายเป็นความจริง แต่ดูเหมือนว่า... สิ่งที่เธอกำลังถืออยู่ในมือนั่นแหละ คือตัวกระตุ้นให้มันเกิดขึ้น"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนจำนวนมากก็ดังมาจากด้านนอกห้อง เสียงไม้กระทบพื้นดังกึกก้องประหนึ่งกองทัพกำลังเคลื่อนพล ประตูไม้ที่ควรจะปิดสนิทค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก พร้อมกับแสงสว่างจ้าสีน้ำเงินแปลกประหลาดที่สาดส่องเข้ามาจนห้องทั้งห้องกลายเป็นสีขาวโพลน
"พวกเขามาตามทวงคืนสิ่งที่อยู่ในมือเธอแล้ว" ศิลาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่น ก่อนจะกระซิบข้างหู "ถ้าอยากรู้ว่าพ่อเธอยังอยู่ที่ไหน... จงอย่าปล่อยมือผมเด็ดขาด!"
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของบุคคลที่เดินนำหน้ากองทัพนั้นเข้ามา... ร่างนั้นสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าของเขาเหมือนพ่อของเธอทุกประการ เพียงแต่ดวงตานั้นกลับเป็นสีดำสนิทไร้ตาดำเหมือนกับชายชุดดำในห้องนี้ และในมือของเขา... เขากำลังถือมีดสั้นเล่มเดียวกับที่รินรดาเคยเห็นในนิมิตร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
กำมะหยี่สีแดงหวังว่าตอนที่ 31 นี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบคุณที่ติดตามและอยู่เคียงข้างตัวละครของกำมะหยี่เสมอมาค่ะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 31
เงื่อนงำใหม่
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!