กลิ่นอายความชื้นและไอของฝุ่นเก่าแก่ภายในห้องเก็บเอกสารลับใต้พิพิธภัณฑ์โอบรัดรินรดาไว้ราวกับอสรพิษที่จำศีลมานานนับปี เธอจ้องมองแผ่นกระดาษสีซีดจางในมือด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา รอยหมึกที่เคยเป็นลายมือตวัดอ่อนช้อยของมารดาบัดนี้เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก แต่มันกลับกรีดลึกลงไปในความรู้สึกของเธอราวกับมีดคมกริบ
“หยุดเถอะริน... ถ้าไม่อยากเป็นเหมือนฉัน ก็จงวางทุกอย่างลงเสีย”
ศิลาที่ยืนพิงกรอบประตูเหล็กกล้าอยู่ห่างออกไปขยับตัวเล็กน้อย เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้อง เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ แต่สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่จดหมายในมือเธอไม่วางตา เขาดูเหมือนคนที่แบกความลับหนักอึ้งไว้บนบ่า และดูเหมือนเขากำลังรอคอยวินาทีที่ความอดทนของเธอจะขาดผึง
“คุณรู้มาตลอดใช่ไหมศิลา?” รินรดาเค้นเสียงถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “คุณบอกว่าแม่ฉันหายตัวไปในเหตุการณ์อุบัติเหตุที่แหล่งขุดค้น แต่นี่... จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากวันนั้นสามวัน ที่นี่! ในห้องนี้!”
ศิลาถอนหายใจยาว แววตาที่เคยเยือกเย็นฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปนิ่งสนิท “เอกสารในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครขุดคุ้ยความจริงที่ตายไปแล้ว รินดา... เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมให้เธอเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่แรก?”
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ความร้อนผ่าวที่ฝ่ามือเริ่มก่อตัวขึ้น จดหมายกระดาษเก่าๆ นี้เริ่มส่งผ่าน ‘นิมิต’ บางอย่าง—ไม่ใช่ภาพของอดีตที่สวยงาม แต่เป็นภาพของเงาดำที่ต้อนมารดาของเธอจนมุมในห้องนี้ เสียงตะโกนแห่งความกลัวที่ไม่มีใครได้ยินในตอนนั้น กำลังกรีดร้องอยู่ในหัวของเธอ
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำงาน แต่ฉันมาเพื่อตามหาคำตอบที่คนอย่างคุณพยายามฝังกลบ” เธอกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของรินรดาฉายแววแข็งกร้าวผสมกับความร้าวราน “บอกฉันมา... แม่ฉันเห็นอะไรในจารึกชิ้นนั้น? ทำไมท่านถึงเตือนว่า ‘อย่าหันหลังให้กระจกที่ไร้เงา’?”
ศิลาขยับตัวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ท่าทางของเขาดูเคร่งขรึมและเปราะบางในเวลาเดียวกัน เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์จางๆ ที่ติดตัวเขามาเสมอ
“สิ่งที่แม่เธอเห็น ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่มันคือเรื่องของ ‘คนในปัจจุบัน’ ที่กำลังรอดูว่าเมื่อไหร่ทายาทคนสุดท้ายจะเผยตัว” ศิลาลดเสียงลงต่ำจนเกือบเป็นกระซิบ “ริน... จดหมายนั่นไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันคือแผนที่ เธอคิดว่าทำไมแม่เธอถึงทิ้งมันไว้ในลิ้นชักที่ไม่มีใครกล้าเปิด? เพราะเธอกำลังถูกจับตามองอยู่ตั้งแต่วินาทีที่เธอหยิบมันขึ้นมา”
รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เธอรีบก้มลงมองจดหมายในมืออีกครั้ง พลิกดูด้านหลังของกระดาษที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ภายใต้แสงไฟสลัวของห้องเก็บของ ลายเส้นสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นราวกับปฏิกิริยาทางเคมี มันไม่ใช่แค่รอยหมึก แต่มันคือตราสัญลักษณ์ที่เธอคุ้นตา... สัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนแหวนประจำตระกูลที่เธอสวมติดตัวไว้ตลอดเวลา
“ศิลา... จดหมายนี้กำลังเปลี่ยนสี” เธอพึมพำด้วยความตระหนก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอกก็ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ฝีเท้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนไหนทั้งสิ้น แต่มันเป็นเสียงลากเท้าที่เชื่องช้า หนักแน่น และมีจังหวะที่ผิดธรรมชาติ ศิลาหน้าถอดสี เขาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นก่อนจะดึงเธอให้ไปซ่อนหลังชั้นเก็บม้วนคัมภีร์ขนาดใหญ่
“อย่าส่งเสียง” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง
เงาดำยาวทอดผ่านช่องใต้ประตูห้องเก็บเอกสาร รินรดาแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นว่าร่างที่อยู่ด้านนอกนั้นไม่ได้เดินผ่านไป แต่หยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู... ก่อนที่ลูกบิดจะค่อยๆ หมุนอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังลอดเข้ามา
“รินดาลูกรัก... แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าขุดคุ้ยสิ่งที่คนตายยอมสละชีวิตเพื่อปิดผนึก”
ด้วยรักจาก "กำมะหยี่สีแดง" ค่ะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 7
คำเตือนจากอดีต
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!